เมื่ออวิ๋นซีกับลู่เซิงกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาสายแล้ว ทั้งสองที่กินเพียงซาลาเปาคนละลูกเริ่มจะหิว แต่ยังไม่ยอมกินข้าว อวิ๋นซียื่นถุงเงินให้ฮุ่ยเหนียงให้นางเก็บไว้ส่วนหนึ่ง
“ท่านแม่นี่เป็เงินที่พวกเราขายขนมได้ ท่านเก็บไว้” ฮุ่ยเนียงมองถุงเงินในมืออวิ๋นซี
“ได้ยังไงกัน พวกลูกเป็คนหามาก็เก็บไว้เถอะ ยังต้องซื้อวัตถุดิบอีกไม่ใช่หรือ”
“ที่ข้ายังมีอยู่ท่านเก็บไว้เถอะ” อวิ๋นซีพูดจบก็พาลู่เซิงนำไส้หมูไปล้างที่ลำธาร หลังล้างเสร็จอวิ๋นซีก็ไปเก็บต้นหอมในแปลงที่ยังมีอยู่เล็กน้อยมาด้วย วันนี้นางจะทำเมนูไส้ย่างยัดต้นหอมที่กำลังเป็ที่นิยม ก่อนนางจะทะลุมิติมายังไม่เคยลองกินสักครั้งเลย ไส้หมูที่มีอยุู่ก็เยอะพอควรลองทำสักหน่อยก็ไม่เป็ไร
เมื่อคิดดังนั้น อวิ๋นซีให้ลู่เซิงก่อไฟ นางตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือดและใส่ผงสมุนไพรที่ซื้อมาจากร้านขายยาเพื่อทำผงพะโล้ หลังจากนั้นนำไส้หมูไปต้ม เมื่อต้มจนสุกตักลงและพักให้เย็น นำต้นหอมใหญ่มายัดเข้าไปในไส้ทั้งต้นจากนั้นทาเครื่องพะโล้ลงไปอีกครั้ง และนำขึ้นไปย่าง
ลู่เซิงมองไส้หมูยัดต้นหอมที่ตนเองกำลังย่างอย่างตื่นเต้น กลิ่นหอมของพะโล้ลอยเข้าจมูก เขาเริ่มน้ำลายไหล อวิ๋นซีที่ทาผงพะโล้บนไส้หมูข้างๆได้แต่หัวเราะเขา
“ใกล้จะสุกแล้วล่ะ เช็ดน้ำลายเ้าก่อนที่จะหยดลงไส้หมูบนเตา” (❛ᴗ❛)
(o_ _) “แฮะๆท่านพี่”
ขณะย่างไส้บนเตาอวิ๋นซีก็เริ่มหั่นเนื้อหมูที่ซื้อมาเป็ชิ้นๆ ตามด้วยพริกหยวก แล้วเริ่มผัดทำเมนูเนื้อหมูผัดพริกให้ลู่เซิง
ลู่เซียวที่กลับมาจากเก็บฟืนบนเขาได้กลิ่นหอมของไส้ย่างจึงเดินตามกลิ่นเข้ามาถึงในครัว แล้วเห็นสองพี่น้องที่คนหนึ่งกำลังย่างไส้ย่างยัดต้นหอม คนหนึ่งกำลังผัดเนื้อหมูในกระทะที่ดูน่าอรอย
“นี่คือไส้ย่างหรือ?” ลู่เซียวหันไปถามลู่เซิงที่กำลังย่างไส้หมูอยู่
ไส้หมูหรือกลิ่นคาวมากเลยนี่นา อย่างนั้นจะกินได้หรือ?
ลู่เซิงเห็นท่านพ่อจ้องไส้ย่างบนเตาพลางทำคิ้วขมวด เขาก็เอ่ยปากอธิบาย
“ท่านพ่อไส้นี่ท่านพี่กับข้าล้างด้วยขี้เถ้าจนสะอาดแล้วล้างน้ำตั้งหลายรอบไม่มีกลิ่นคาวเลยขอรับ”
“มิน่าละ พ่อได้แต่กลิ่นหอม ยังนึกว่าพวกเ้าเอาเกลือล้างเสียอีก” หากเอาเกลือล้างต้องเสียเกลือไปเท่าไหร่กัน
“เป็วิธีที่ท่านพี่คิดขึ้นได้ ท่านพี่ฉลาดจริงๆท่านพ่อ”
ลุ่เซียวมองไส้ย่างยัดต้นหอมบนเตาอย่างสนใจ เอ่ะ เขาก็เริ่มจะหิวแล้วเหมือนกัน
อวิ๋นซีเห็นว่าไส้ย่างสุกแล้วจึงใช้ตะเกียบคีบลงมาหั่นเป็ชิ้นๆใส่จานจนเต็มสองจาน ตักเนื้อผัดในกระทะใส่จาน แล้วยกไปวางบนโต๊ะเพื่อกินข้าวเที่ยง ฮุ่ยเหนียงยังทำกับข้าวเพิ่มอีกสองอย่าง คือผัดผักกวางตุ้ง และแตงกวาผัดกระเทียม
ลู่เซียว และลู่เซิงที่รอชิมไส้ย่างอยู่นานแล้วจึงคีบมาชิมคนละชิ้น หลังจากได้ชิมเข้าไปก็คีบไส้ย่างไม่หยุด ฮุ่ยเหนียงและอวิ๋นซีเมื่อเห็นดังนั้นจึงคีบมาชิมบ้าง
“อื้อ อวิ๋นซีนี่อร่อยจริงๆ ไม่มีกลิ่นคาวเลย” ฮุ่ยเนียงชมลูกสาวแล้วชิมเนื้อผัดพริกหยวกบ้างพบว่าอร่อยเช่นกันจึงคีบใส่ชามข้าวให้ลู่เซียวลองชิมด้วย
“โอ้ ผัดเนื้อนี่ก็อร่อยนะ อวิ๋นซีลูกเก่งจริงๆเลย” ลู่เซียวที่เคี้ยวข้าวเต็มกระพุ้งแก้มเอ่ยปากชมอวิ๋นซีไม่หยุด
“ท่านพี่นี่จะเอาไปขายได้หรือไม่ ต้องขายดีแน่” ลู่เซิงเห็นว่าอร่อยจึงอยากนำไปขายหาเงินอีก
“งั้นพรุ่งนี้ก็ทำไปขายเลยดีหรือไม่” อวิ๋นซีหยอกเย้า
“ดีท่านพี่ พรุ่งนี้เราทำไปขาย”
“…….” อวิ๋นซี แค่พูดเล่นเองนะนี่เอาจริงหรือ
เมื่อกินอาหารเสร็จอวิ๋นซีและลู่เซิงที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งเช้า ก็ไปนอนกลางวันเพื่อพักผ่อน
ตอนบ่าย เมื่ออวิ๋นซีตื่นจากการนอนกลางวันแล้วก็ไปที่แปลงปลูกผักหลังบ้าน เมล็ดผักที่เพาะไว้ยังไม่แตกยอดออกมาเลย ไว้สักอีกหลายวันน่าจะโตพอเอาลงดินได้ ตอนนี้นางจะปรับหน้าดิน ถอนวัชพืชและหามูลสัตว์มาลงแปลงไว้สักหน่อย
ดังนั้นแล้วอวิ๋นซีก็ยุ่งอยู่กับแปลงปลูกผักเกือบตลอดทั้งบ่ายในที่สุดก็ทำจนเสร็จหลังจากคลุกปุ๋ยลงแปลงผักเรียบร้อยแล้วนางก็ไปล้างมือที่ริมธารให้สะอาด ก่อนจะเดินกลับบ้านนางเหลือบไปเห็นกองไม้ที่ท่านพ่อตัดมากองไว้ พลันก็นึกขึ้นได้ว่านางอยากจะสร้างของบางอย่าง แต่นางยุ่งจนเกินไป เกือบจะลืมไปแล้ว วันนี้ยังมีเวลาเริ่มทำเลยแล้วกัน
อวิ๋นซีวิ่งกลับบ้านไปเรียกลู่เซียวมาที่หลังบ้านเพื่อเริ่มก่อสร้าง ลู่เซิงที่ตื่นแล้วจึงวิ่งตามพี่สาวและพ่อมา หลังจากวุ่นวายกันนานจนเกือบตะวันตกดิน สิ่งก่อสร้างที่อวิ๋นซีควบคุมก็ก่อสร้างจนเสร็จโดยใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม
เสาไม้ฝั่งละสองต้นที่มัดมุมติดกันที่้า ตรงกลางห้อยเชือกลงและมัดด้วยแผ่นไม้แบนๆ อวิ๋นซีเรียกเ้าสิ่งนี้ว่า “ชิงช้า”
“ลู่เซิงเ้าลองนั่งดูสิ มาตรงนี้” หลังจากลู่เซิงนั่งได้มั่นคงอวิ๋นซีจึงผลักให้ชิงช้าแกว่งไปมา ลู่เซิงชอบใจอย่างยิ่งจึงนั่งชิงช้าไม่ยอมลงมา
“ท่านพี่นี่ยอดไปเลยข้าจะมานั่งชิงช้าทุกวันเลย”
“ได้สิ ไหนๆเ้าก็จะมานั่งชิงช้าทุกวัน อีกหน่อยพอข้าเอาผักมาลงในแปลงแล้วเ้าก็ช่วยรดน้ำแปลงผักให้ข้าด้วยนะ” อู้วว ดีจริงไม่นึกว่าแค่มาสร้างชิงช้าไว้ก็สามารถซื้อตัวคนรดน้ำผักได้
“ได้อยู่แล้ว” ลู่เซิงหัวเราะชอบใจ ชิงช้าที่ท่านพี่เคยพูดถึงเป็แบบนี้นี่เอง
ลู่เซียวเห็นดังนั้นก็ไมคิดว่าสิ่งที่ลูกสาวอยากจะสร้างคือเครื่องเล่นประหลาดที่เขาไม่เคยเห็น แต่เ้าสิ่งนี้ดูน่าตื่นตาอย่างมาก แค่เห็นลู่เซิงเล่นเขาก็คิดว่ามันต้องสนุกอย่างแน่นอน
ลู่เซิงนั่งเล่นชิงช้าอยู่พักใหญ่เมื่อรอบด้านเริ่มมืดเพราะตะวันตกดินไปสักพักแล้ว สามพ่อลูกจึงเดินกลับบ้านเพื่อกินอาหารเย็น ทั้งหมดกินเสร็จก็รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้ามาทำขนมไปขายเช่นเคย
เช้าวันนี้อวิ๋นซีคิดว่าจะพาลู่เซิงออกจากบ้านแต่เช้าหน่อย เพราะกลัวแดดร้อนไส้ที่ย่างไว้จะเสียเร็ว วันนี้นางทำไส้ย่างตามคำร้องขอของลู่เซิงตัวน้อย ลองไปขายสักหน่อยก็ดี เพราะอีกสักพักนางคงไม่ขายบัวลอยเสียบไม้แล้ว นางขายไปหลายรอบกลัวว่าอีกหน่อยพอคนอื่นเห็นว่าขายดีก็จะทำออกมาเลียนแบบ ถึงตอนนั้นบัวลอยเสียบไม้ของนางก็คงขายไม่ดีอีกแล้ว
ขณะกำลังจัดของลงตระกร้า ลู่เซียวผู่เป็บิดาก็กลับมาจากตัดฟืน เขาเก็บฟืนไว้แล้วเดินมาหาสองพี่น้อง หลายวันมานี้เขายุ่งเพราะตัดฟืนมาตุนไว้ ตอนนี้ได้มากพอใช้ไปหลายวัน เว้นสักวันคงไม่เป็ไร
“วันนี้พ่อจะเอาขนมไปขายให้เองพวกเ้าพักสักวันเถอะ เหนื่อยกันมาหลายวันแล้ว” ลู่เซียวเสนอตัว
“เอ๋…” ลู่เซิงประหลาดใจ
“ท่านพ่อจะดีหรือ ท่านจะไปขายให้พวกเราหรือ” อวิ๋นซีถามด้วยความประหลาดใจ
“ได้สิ คงจะขายไม่ยากเท่าไหร่?….ใช่ไหม” (ᵔ.ᵔ)
“ท่านพ่อ ท่านอยากไปจริงหรือ?” อวิ๋นซีถามเขา
“จริงสิ พ่ออยากไปช่วยจริงๆ หากให้เ้าออกไปขายเองทุกครั้งพ่อไม่สบายใจ” นางเป็ผู้หญิงนะ ต้องออกไปขายขนมข้างนอกทุกวันเขาจะสบายใจได้อย่างไร
“ได้สิ งั้นท่านพ่อไปกับลู่เซิงนะ ต้องเรียนรู้จากลู่เซิงก่อนข้าจึงจะวางใจให้ท่านไปคนเดียว”
“อื้อ ท่านพี่ข้าจะสอนการขายให้ท่านพ่ออย่างหมดเปลือก” ลู่เซิงตบอกตนเองแสดงความเชื่อมั่น
“……….” ดียิ่ง
“งั้นเ้าก็พักสักนิดเถอะ เหนื่อยมาหลายวันแล้ว” ลู่เซียวเกลี้ยกล่อมลูกสาว
“เ้าค่ะ” พอพูดขึ้นมาก็เหนื่อยจริงๆนั่นแหล่ะ งั้นงีบสักหน่อยแล้วกัน รู้สึกเหนื่อยมากกว่าที่ใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตอีกอ่ะ
หลังจากที่พ่อลูกลู่เซียวและลูเซิงออกจากบ้านไปขายขนม ฮุ่ยเหนียงยุ่งอยู่กับการดูแลคอกไก่ และคอกหมู อวิ๋นซีก็กินอาหารเช้าแล้วเข้าไปงีบในห้อง
สองพ่อลูกเดินเท้ามาจนถึงตลาดในตำบล ลู่เซิงพาบิดาไปตั้งแผงขนมตรงจุดเดิมที่เคยมาขาย วันนี้มีเมนูใหม่พี่สาวบอกแล้วว่า หากยังไม่มีคนซื้อสามารถหั่นให้ชิมฟรีก่อนได้ และเตือนให้คนที่ซื้ออย่าเก็บไว้นานเพราะอากาศร้อนไส้ย่างอาจจะเสียได้ง่าย
“มาแล้วจ้า ขนมบัวลอยเสียบไม้ตระกูลลู่มีหนึ่งไม่มีสอง รับรองความอร่อย” ลู่เซิงะโเรียกลูกค้าด้วยความชำนาญ ทำเอาลู่เซียวที่นั่งอยู่ข้างๆถึงกับตกตะลึงจนหน้าแดง ต้องะโแบบนี้ด้วยหรือ นึกว่ามานั่งหล่อๆให้คนสนมจแล้วเดินเข้ามาซื้อเองเหมือนคนอื่นเขา
ผู้ชายอกสาวศอกอย่างเขาไม่เคยคิดว่าจะต้องมานั่งขายขนม ออกจะ… น่าอายไปหน่อย แต่ว่า..หากเขาไม่มาลูกสาวคนดีก็ต้องเป็คนออกหน้ามาขายเอง ไม่ได้ เขายอมขายหน้าแต่จะยอมให้ลูกสาวออกมาขายของอีกไม่ได้
ว่าแล้วลู่เซียวก็ะโเรียกลูกค้าแข่งกับลู่เซิง
“มาแล้วๆขนมบัวลอยเสียบไม้แสนอร่อยไม่ซื้อตอนนี้ช้าหมด อดนะ..จ๊ะ” ลู่เซียวหันมองลูกชายที่นั่งอมยิ้มอยู่ด้านข้าง
“เ้ามองอะไรของเ้าน่ะ” ลู่เซียวดุ
“ท่านพ่อ ท่านสุดยอดจริงๆพึ่งมาครั้งแรกก็เรียกลูกค้าได้เสียงดังขนาดนี้” (* ‘▽’ *)
“เอ่อ .. ก็เรียนรู้มาจากเ้าไง อย่ามัวพูดมาก ลูกค้ามาแล้ว” เสียงคึกคักของตลาดยามเช้าแทบจะกลบเสียงเรียกลูกค้าของสองพ่อลูก แต่เนื่องจากมีคนมารอซื้ออยู่ก่อนแล้วทำให้หน้าแผงขนมคึกคักอย่างรวดเร็ว
ขนมบังลอยเสียบไม้ล้วนขายหมดแล้ว แต่ไส้ย่างยัดต้นหอม แม้จะดูน่ากินแต่ไม่มีใครกล้าซื้อเพราะคิดว่าไส้ล้วนมีกลิ่นคาวและไม่อร่อย ลู่เซิงจึงหยิบมาหนึ่งชิ้นแล้วหั่นแบ่งเป็ชิ้นเล็กๆใส่จาน ลู่เซียวที่อยู่ข้างๆได้แต่กุมถุงเงินในอกและนั่งมองลูกชาย
“ท่านพ่อ นี่จะหั่นให้ลูกค้าลองชิมก่อน เค้าถึงจะกล้าซื้อ” เด็กชายถือจานไส้หมูย่างแล้วเดินออกไปข้างหน้าแผงเริ่มเรีียกลูกค้า
“ไส้ย่างยัดต้นหอมอร่อยๆห้าชิ้นห้าเหรียญ ลองชิมก่อนได้จ้า ชิมฟรีไม่คิดเงิน” ชายชราแต่งตัวดีที่กำลังจะเดินผ่านไปหันมามองด้วยความสนใจ
“นี่คือไส้ย่างหรือ?”
“ขอรับนี่คือไส้ย่างยัดต้นหอม หอมอร่อย นุ่มมากขอรับ ไม่เหนียวเลย ท่านชิมดูก่อนได้ไม่คิดเงินขอรับ”
ชายชราได้ยินดังนั้นจึงหยิบมาชิมหนึ่งชิ้น เมื่อไส้ย่างเข้าปากกลิ่นหอมของพะโล้โชยเตะจมูกเขาตาลุกวาวแล้วรีบเคี้ยว ไส้หมู้ย่างที่ปกติมีกลิ่นคาวมาก และเหนียวเคี้ยวยากเป็อย่างมาก แต่ไส้ย่างที่เขาพึ่งกินเข้าอร่อยเคี้ยวง่าย กลิ่นหอม ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน
ต้องซื้อ ต้องซื้อแล้ว
“เ้าหนูนี่เ้าขายยังไง” คงจะแพงน่าดูเสียแล้ว หากใช้เหลือล้างกว่าจะสะอาดก็คงจะเสียเกลือไปไม่น้อย อุดหนุนสักหน่อยแล้วกัน เขากำลังจะหยินเงินสิบเหรียญมาซื้อไส้ย่าง
“ชิ้นละห้าเหรียญขอรับ ข้าจะหั่นให้ท่าน ท่านจะรับกี่ชิ้น”
ชิ้นละห้าเหรียญหรือ? พอค่าเกลือที่ล้างไส้หรือไม่?
“ข้าเอาสิบชิ้นหั่นให้ข้าด้วย” เขาสั่งพร้อมนับเงินให้
“สิบชิ้นหรือขอรับ ได้ขอรับได้ได้” ลู่เซิงวิ่งไปหั่นไส้ย่างให้ชายชราอย่างรวดเร็ว
ลู่เซียวเห็นดังนั้นจึงมายืนขายของแทนเขา หลังจากมีคนมาซื้อคนอื่นๆที่ได้ชิมไส้ย่างต่างก็ประหลาดใจอย่างยิ่งที่ไส้ย่างธรรมดากลับสามารถทำให้อร่อยและไม่มีกลิ่นคาว จึงพากันสั่งคนละชิ้น
ลู่เซียวเห็นว่าขายดีจึงยิ้มแป้นตั้งใจทำหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขัน ะโเรียกลูกค้าจนเสียงเกือบแห้ง
ขณะนั้นมีหญิงครองเรือนวัยกลางคนเดินเข้ามายืนข้างหน้าเขา
“ลู่เซียว ? ขนมบัวลอยเสียบไม้เป็ของครอบครัวเ้าหรือ?”
ลู่เซิงมองหญิงวัยกลางคนที่เดินมาบังหน้าแผงอย่างไม่พอใจ
“ก็เห็นอยู่ว่าเป็พวกข้าที่ขายอยู่เ้าเดียว จะให้เป็ขนมของท่านหรืออย่างไร” โมโหแล้วนะ ไม่ช่วยซื้อก็หลบไปหน่อยได้หรือไม่ท่านป้าท่านนี้ …