ลูกสะใภ้เล่นชู้กับพ่อผัว

    ตอนที่ 36: ลมหายใจสุดท้ายและการเผาศพอนาถา

    เช้าวันจันทร์ที่อบอ้าวและเงียบงันดั่งสุสานคืบคลานเข้ามาในห้องเช่ารูหนูย่านบางขุนเทียนอีกครั้ง หยาดน้ำค้างฝนเกาะตามขอบหน้าต่างกระจกเก่าที่ขึ้นราหนา อัญชิสาค่อยๆ ขยับลืมตาขึ้นบนฟูกนอนสกปรก หล่อนพลิกกายหันไปหาชายหนาข้างกายและยื่นมือเรียวบางลูบคลำแผงอกของวรุตม์ช้าๆ ทว่าสัมผัสแรกที่ปลายนิ้วของหล่อนรับรู้กลับไม่ใช่ความร้อนรุ่มของพิษไข้ในวันก่อนๆ... แต่เป็นความเย็นยะเยือกและแข็งกระด้างดั่งก้อนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บลึกถึงขั้วหัวใจ หล่อนสัมผัสแก้มและลำคอของเขาซ้ำๆ พยายามดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้หวังใจว่าความอบอุ่นจะหวนคืน ทว่าร่างนั้นกลับนิ่งสนิทและแข็งทื่อไปตามธรรมชาติ


    ความทรงจำของอัญชิสาย้อนกลับไปในคืนแรกที่หล่อนพบล่อลวงวรุตม์ ภาพเข็มกลัดสีทองและนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์หรูหราสะท้อนฐานะอัศวินศัลยแพทย์ของประเทศผู้เปี่ยมด้วยอำนาจล้นพ้น บัดนี้ ร่างกายตรงหน้ากลับเย็นเฉียบและแข็งทื่อดั่งหิน ปราศจากวิญญาณและความคิดที่จะครอบครองหล่อนอีกต่อไปชั่วนิรันดร์ วรุตม์ได้ชำระหนี้บาปของเขาด้วยความตายอย่างอนาถ ไร้โรงพยาบาลดีๆ มารักษา ไร้คนคอยพัดวีประคอง และไร้ภรรยาเคียงข้างกาย มีเพียงชู้รักสะใภ้อย่างหล่อนที่นั่งกอดประคองร่างไร้วิญญาณนี้พร่ำร้องไห้เงียบๆ อยู่คนเดียวในซอกสลัม


    อัญชิสาสะดุ้งสุดตัว ขยับตัวลุกขึ้นนั่งจ้องมองใบหน้าซูบตอบสีซีดเทาของวรุตม์ ดวงตาของเขาปิดสนิท ปากแห้งผากอ้าค้างเล็กน้อย ท้องที่เคยบวมพองยุบลง ลมหายใจอุ่นๆ ที่เคยเป่ารดไหล่เนียนของหล่อนดับสนิทลงแล้วอย่างถาวร อดีตนายแพทย์ใหญ่ผู้เกรียงไกรได้จากโลกนี้ไปแล้วอย่างเงียบเชียบในห้วงนิทราของยามค่ำคืน หล่อนเอามือแตะที่จมูกของเขา แต่ไร้ซึ่งลมหายใจใดๆ ปรากฏ มีเพียงกลิ่นอายความตายที่คลุ้งห้องเช่าสลัมชวนใจแตกสลาย


    หล่อนไม่หวีดร้องกรีดคราง ไม่ร่ำไห้ฟูมฟาย ไม่มีหยดน้ำตาไหลอาบสองแก้มเลยแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าหดหู่และหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านครอบคลุมจิตวิญญาณของหล่อนทั้งหมด อัญชิสาเอนร่างลงนอนแนบข้างร่างไร้วิญญาณที่เย็นชืดของวรุตม์อีกครั้ง หล่อนซุกใบหน้าลงกับอกที่ไร้ชีพจร กอดประคองแขนที่แข็งทื่อของเขาไว้แน่น นอนมองเพดานห้องเช่าที่ผุกร่อนและพัดลมเพดานขึ้นสนิมที่หยุดหมุนนิ่งนานหลายชั่วโมง ราวกับจะซึมซับความเงียบงันและความตายของเขาไว้ในจิตวิญญาณของหล่อนชั่วนิรันดร์ หล่อนนอนนิ่งอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าจรดบ่าย ปล่อยให้เวลาพ้นผ่านไปโดยไม่ขยับเขยื้อนกาย ปล่อยให้ความจริงของความสูญเสียกัดกินหัวใจทีละน้อยอย่างไร้ขอบเขต


    บ่ายคล้อยวันเดียวกัน อัญชิสาตัดสินใจเดินก้าวเท้าไปหยอดเหรียญตู้โทรศัพท์สาธารณะติดต่อเบอร์สายด่วนกู้ชีพมูลนิธิร่วมกตัญญูแจ้งเหตุเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามคนในชุดเครื่องแบบสีกรมก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดตึกเช่าแถวห้าชั้นแบกบอร์ดไม้และถุงซิปสีขาวหนาเข้ามาในห้องเช่าแคบ ผู้คนในตึกเช่าต่างชะเง้อหน้าก้าวเดินออกมามุงดูตามขอบราวบันไดและซุบซิบด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนชี้ประณามว่าอดีตหมอชั่วช้าชู้รักสะใภ้ล้มละลายตายอนาถแล้ว เจ้าของหอพักก็บ่นโวยวายด้วยความกังวลว่าห้องจะเฮี้ยนและไม่มีคนกล้าเช่าต่อ อัญชิสาต้องก้มหัวหลบสายตาประณามเหล่านั้น หล่อนก้าวเดินเท้าเปล่าตามหลังบอร์ดไม้ที่แบกหามถุงซิปสีขาวหนาที่บรรจุร่างของวรุตม์อย่างยากลำบาก


    "คนตายมีญาติพี่น้องหรือหลักฐานยืนยันตัวตนไหมครับ?" เจ้าหน้าที่กู้ภัยเอ่ยถามพลางจดรายละเอียดลงในบอร์ดคลิปบอร์ด


    อัญชิสาสั่นศีรษะแผ่วเบา แววตาว่างเปล่าหม่นหมอง "ไม่มีค่ะ... เขาหย่าขาดกับภรรยาแล้ว และไม่มีญาติพี่น้องคนไหนติดต่อมาเลยค่ะ..."


    เนื่องจากวรุตม์ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถาวร บัญชีทรัพย์สินโดนอายัดยึดทรัพย์ล้มละลาย และชื่อของเขาถูกตัดขาดออกจากทำเนียบตระกูลวรวงศ์ตระการอย่างไร้เศษเสี้ยว ทางราชการจึงจำต้องจำแนกประเภทศพของเขาให้เป็น "ศพอนาถา" หรือศพไร้ญาติที่รัฐต้องดำเนินการจัดการเผาศพตามยถากรรม


    ร่างไร้วิญญาณผ่ายผอมของวรุตม์ถูกบรรจุลงในถุงซิปสีขาวหนา รูดซิปปิดลงปิดบังใบหน้าอดีตผู้อำนวยการแพทย์ชั่วชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยหามบอร์ดไม้หิ้วร่างของเขาลงบันไดชันของตึกเช่าอย่างทุลักทุเล อัญชิสาหอบหิ้วของใส่ถุงกระสอบพลาสติกก้าวเดินก้มหน้าตามหลังรถตู้กู้ภัยเดินทางมายังวัดเก่าชานเมืองแถวพระประแดง ซึ่งเป็นสถานที่จัดฌาปนกิจศพไร้ญาติของมูลนิธิ


    งานศพของวรุตม์ไม่มีพิธีสวดอภิธรรมศพ ไม่มีพระสงฆ์สวดนำทางวิญญาณ ไม่มีพวงหรีดประดับเกียรติยศ ไม่มีดอกไม้สดประดับโลงศพ มีเพียงโลงไม้กระดานราคาถูกสีขาวสลัวที่วางอยู่บนแท่นเผาปูนซีเมนต์หน้าเตาเผาศพ เตาเผาศพเป็นเตาฟืนโบราณประดิษฐ์จากอิฐมอญสีแดงคร่ำคร่า สัปเหร่อเป็นชายแก่เอ่ยบ่นเรื่องค่าน้ำมันและค่าแรงอนาถา ผู้คนในท้องถิ่นต่างชำเลืองมองดูด้วยสายตาดูถูกหยามเหยียดเมรุเก่าปูนร้าวที่มีรอยเขม่าดำเกาะหนาเตอะ


    การตายอย่างอนาถาของวรุตม์กลายเป็นหัวข้อสนทนาและล้อเลียนความเสื่อมถอยของกิเลสตัณหาในสังคม อัญชิสายืนแนบกำแพงปูนเปียกชื้นสูดกลิ่นควันเเถ้าถ่านไหม้ด้วยสายตาสั่นสะท้าน หล่อนจ้องมองเถ้าควันไฟคละคลุ้งที่ลอยกวาดตามลมพาเอาเกียรติยศแพทย์ที่พังทลายของเขาสลายหายไปในชั้นบรรยากาศครึ้มฝนอย่างไร้เศษชิ้นดี ไม่มีศาลาธรรมตั้งบำเพ็ญกุศลหรูหรา ไม่มีมวลชนหรือแขกผู้ใหญ่ร่วมงานไว้อาลัยดังเช่นวันวานที่วรุตม์รุ่งเรือง


    เปลวไฟในเมรุร้อนระอุเลียกวาดกลืนกินโลงไม้กระดานสีขาวบางราคาถูก วรุตม์ผู้เคยเย่อหยิ่งทนงศักดิ์และสูญเสียศีลธรรมจรรยา บัดนี้ร่างถูกแผดเผาแปรสภาพเป็นควันดำและขี้เถ้าลอยพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศอย่างน่าอนาถไร้เกียรติยศหลงเหลือชั่วกาลนาน วรุตม์ผู้เคยใช้อุปกรณ์การแพทย์ระดับพรีเมียมราคาหลายสิบล้านบาท บัดนี้ต้องมาทนรับการเผาไหม้ของน้ำมันราคาถูกและฟืนไม้ขยะ เปลวไฟสีส้มปนแดงพวยพุ่งเลียเปลือกโลงกระดานสีขาว ร่างเนื้อของหมอใหญ่สะสมความร้อนระเบิดปะทุแตกสลายไปตามธรรมชาติ กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งผสมผงควันทึบโขมง อัญชิสายืนจ้องมองช่องเตาเผาเห็นร่างของวรุตม์ที่หล่อนเคยสวมกอด ค่อยๆ ถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาและกระดูกสีขาวแหลกละเอียดทีละส่วน


    อัญชิสายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างท่ามกลางสายลมหนาวพัดโบกโชยกลิ่นเขม่าควันไฟ หล่อนจ้องมองเจ้าหน้าที่สัปเหร่อที่จุดไฟเตาเผาร้อนแรงลุกท่วมเผาไหม้โลงศพและร่างของวรุตม์อย่างรวดเร็ว เสียงเตาเผาส่งเสียงดังหึ่งๆ พ่นควันสีดำหนาทึบโขมงพุ่งออกจากปลายปล่องเมรุเผาศพสู่ท้องฟ้ายามเย็นที่มืดมิดครึ้มฝน นกพิราบสองสามตัวบินหนีปล่องควันไปอย่างหวาดผวา


    หล่อนแหงนหน้ามองควันสีดำหนาที่ค่อยๆ ลอยฟุ้งกระจายไปตามทิศทางลม พัดพาสารเถ้าถ่านอังคารของวรุตม์สลายตัวกลายเป็นฝุ่นผงที่ไร้เกียรติยศและศักดิ์ศรีหลงเหลือ อดีตศัลยแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่และชู้รักสะใภ้เลวทราม บัดนี้เหลือเพียงเถ้ากระดูกอนาถาที่ไม่มีใครต้องการกราบไหว้หรือนำไปลอยอังคาร ความพินาศย่อยยับของเขาสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบในเตาเผาศพแห่งนี้ หล่อนคุกเข่าลงบนพื้นดินกรวด เม็ดกรวดทิ่มแทงหัวเข่าเจ็บปวดแปลบ ทว่าเทียบไม่ได้เลยกับหัวใจที่ด้านชาแหลกสลาย


    หล่อนหยิบบัตรพนักงานแพทย์สีกรมท่าของวรุตม์ที่เคยตกหล่นบนพื้นเตียงขึ้นมาพิจารณาช้าๆ ภาพถ่ายใบหน้าของเขาในอดีตสลักรอยยิ้มอย่างภูมิใจในชุดสูทแพทย์หรูหราสะท้อนความหลังเกียรติยศที่ตายตกไปแล้ว หล่อนก้มศีรษะลงกอดเก็บกระดาษรูปถ่ายรูปนั้นไว้แน่นน้ำตานองหน้า ควันเถ้าถ่านรสขมฝาดลอยอบอวลเข้าจมูกทำให้หล่อนไอกระตุกรุนแรง เจ็บปวดแปลบในทรวงอก ทว่าหล่อนไม่ขยับหนี หล่อนยินดีรับเอาเศษเสี้ยวอดีตของชายชู้เข้ามาประดับเป็นรอยแผลเป็นทางจิตวิญญาณภายในร่างกายไปจนกว่าชีพจรของหล่อนจะดับสิ้นไปตามกัน


    บ่วงบาปที่เริ่มต้นด้วยการล้างแค้นและกิเลสตัณหา บัดนี้จบลงด้วยเมรุเผาศพเก่าและเถ้าถ่านผงฝุ่นที่ไร้คนต้องการกราบไหว้ชั่วนิรันดร์ หล่อนสูดกลิ่นควันเถ้ากระดูกของอดีตคนรักเข้าปอดลึกซึ้ง บังคับให้เถ้าถ่านของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำไปจนกว่าหล่อนจะหมดลมหายใจตายตามกันไปในหุบเหวชะตากรรมเดียวกัน


    อัญชิสารู้สึกว่าจิตวิญญาณของหล่อนในส่วนที่ลึกที่สุดได้สลายตายตกไปพร้อมกับเปลวไฟที่แผดเผาร่างของเขา บ่วงรักพยาบาทที่หล่อนทุ่มเทสร้างขึ้นเพื่อล้างแค้นพี่ชาย ได้ทำลายชีวิตของทุกคนรอบตัวจนไม่เหลือเศษซากใดๆ หล่อนคุกเข่าพนมมือไหว้ล่ำลาควันดำบนพื้นดินเปียกฝน พึมพำกระซิบเสียงแผ่วพร่าปนสะอื้นไห้ที่สายเกินแก้


    "ลาก่อนค่ะ... คุณหมอ... ไปรออัญญ์ในภพภูมิแห่งความจริงอันแสนทรมานนั้นนะคะ..." ไม่มีแสงสว่างหรือความปรานีใดๆ หลงเหลือให้แก่คนบาปในสุสานอนาถาชานเมืองแห่งนี้อีกต่อไปชั่วนิรันดร์ หล่อนเฝ้ามองควันดำปะทุขึ้นสู่เมฆฝนอย่างอ่อนล้า จิตใจดิ่งลึกสู่ความมืดมนไร้ทางสว่างนำทางชั่วกาลนานแสนนานชั่วชีวิตกรรมอันหนักหน่วงนี้

    คล้ายกับเรื่องลูกสะใภ้เล่นชู้กับพ่อผัว ที่คุณอ่าน