เหมันตนคร... เมืองที่ถูกโอบกอดด้วยไอเย็นตลอดทั้งปี
หิมะแรกของฤดูโปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน เกล็ดผลึกน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นจากฟากฟ้าที่ขมุกขมัวราวกับขนนกที่ร่วงหล่นจากปีกของหงส์์อันเ็า พวกมันค่อยๆ ปกคลุมหลังคาบ้านเรือนและพื้นถนนที่ทำจากหินสีเทาจนกลายเป็พรมสีขาวโพลน สร้างบรรยากาศที่ทั้งงดงามและเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ
ใจกลางเมืองนั้นคือลานประลองยุทธ์อันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นของมันถูกสร้างขึ้นจากศิลาดำอัคคีที่สามารถทนทานต่อการปะทะของยอดฝีมือระดับปราณปฐีได้โดยไม่ระคายเคือง แต่ในวันนี้... ลานประลองที่เคยเป็เวทีแห่งเกียรติยศกลับถูกใช้เพื่อจัด "การแสดง" ที่น่าสมเพชที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเมือง
บนเวทีที่กว้างขวางนั้น ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างเดียวดาย ร่างกายของเขาผอมบางจนแทบจะปลิวไปตามลมหนาวที่พัดผ่าน อาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่สวมใส่อยู่นั้นแม้จะสะอาดหมดจด แต่ก็ดูเรียบง่ายและซีดจางเมื่อเทียบกับอาภรณ์หรูหราของผู้คนบนอัฒจันทร์โดยรอบ ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับคนป่วยหนัก ดวงตาแม้จะพยายามฉายแววมุ่งมั่น แต่ก็ไม่อาจปกปิดความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปได้
เขาคือ เฟิงหลง... นายน้อยเพียงคนเดียวแห่งตระกูลเฟิงที่กำลังจะล่มสลาย และเป็ที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองในฉายาอันน่าอดสู...
"นายน้อยขยะ"
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากอัฒจันทร์ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ แม้จะเป็เพียงเสียงกระซิบ แต่เมื่อมันรวมกันนับพันนับหมื่นเสียง มันก็ดังกระหึ่มราวกับเสียงคลื่นที่ถาโถมเข้าใส่โขดหินอย่างไม่หยุดยั้ง
"ดูนั่นสิ... ไอ้ขยะตระกูลเฟิงกล้ามาจริงๆ ด้วย"
"ช่างไม่เจียมกะลาหัว! คนพิการที่มีเส้นชีพจรลมปราณพิการแต่กำเนิดเช่นมันน่ะรึจะคู่ควรกับหงส์ฟ้าอย่างคุณหนูหลัน?"
"เฮอะ! คางคกอยากกินเนื้อหงส์โดยแท้ วันนี้มันจะได้รู้ว่าจุดจบของความไม่เจียมตัวเป็เช่นไร!"
ทุกคำพูด ทุกสายตาที่มองมา... ล้วนเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ดูแคลน และความรังเกียจเดียดฉันท์ มันคือหอกน้ำแข็งนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของเฟิงหลงจนพรุนไปหมด เขากำหมัดแน่นจนเส้นเืบนหลังมือปูดโปน เล็บจิกเข้าฝ่ามือจนมีหยาดโลหิตซึมออกมา แต่เขาก็ทำได้เพียงอดทน... ก้มหน้ารับชะตากรรมนี้เพื่อศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ของตระกูล
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ มองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเวที ร่างของนางอรชรอ้อนแอ้นในชุดกระโปรงยาวสีขาวราวกับหิมะบริสุทธิ์ เรือนผมสีดำขลับยาวสลวยปลิวไสวไปตามลมหนาว ทุกส่วนสัดบนร่างของนางล้วนงดงามราวกับภาพวาดของเทพธิดา นางคือ หลันซูเหยา... ไข่มุกอันล้ำค่าแห่งเหมันตนคร อัจฉริยะอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ และ... คู่หมั้นของเขา
ดวงตาคู่งามของนางที่เคยสบตากับเขาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นในวัยเยาว์ บัดนี้กลับเ็าราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เจือปน มีเพียงความห่างเหินและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
"เฟิงหลง"
น้ำเสียงของนางดังขึ้น มันเยือกเย็นและไร้เยื่อใยยิ่งกว่าลมหนาวที่พัดผ่าน
"เ้าก็รู้ว่าการประลองในวันนี้มันไร้สาระเพียงใด ข้าไม่มีเวลามาเล่นละครตบตาไปกับเ้า ยอมรับความพ่ายแพ้และไสหัวไปจากสายตาของข้าเสีย"
"ข้า..."
เฟิงหลงพยายามจะเอ่ยปาก แต่ลำคอของเขากลับแห้งผาก
"ข้ายังไม่ได้สู้... จะให้ข้ายอมแพ้ได้อย่างไร?"
หลันซูเหยาแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะแต่กลับเชือดเฉือนหัวใจผู้ฟังให้แหลกสลาย
"สู้รึ? เ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า? พลังลมปราณที่น่าสมเพชของเ้าที่อยู่เพียงขั้นรวบรวมปราณระดับสามน่ะรึ? เฟิงหลง... การที่เ้ากล้ามายืนอยู่บนเวทีเดียวกับข้าในวันนี้ มันก็คือการดูิ่เกียรติของข้าอย่างที่สุดแล้ว!"
คำพูดของนางตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย... ช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นห่างไกลกันเกินไปแล้ว... ห่างไกลราวกับ์และพื้นพิภพ!
แต่ก่อนที่เื่ราวจะดำเนินต่อไป ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีทองอร่ามที่ปักด้วยลายหมาป่าก็พลันทะยานขึ้นมาบนเวทีราวกับดวงตะวันที่โผล่พ้นขอบฟ้า เขายืนเคียงข้างหลันซูเหยาอย่างสนิทสนมและเป็ธรรมชาติ ก่อนจะโอบเอวบางของนางไว้อย่างแสดงความเป็เ้าของ เขาคือ เซียวเทียนอี้... นายน้อยแห่งตระกูลเซียว ขุมกำลังอันดับหนึ่งของเมือง!
"ซูเหยาคนงาม อย่าได้ลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับมดปลวกเช่นนี้เลย มันจะทำให้เกียรติของเ้ามัวหมองเปล่าๆ"
เซียวเทียนอี้กล่าวด้วยรอยยิ้มที่หล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองจนถึงที่สุด เขามองเฟิงหลงด้วยสายตาของพญาเหยี่ยวที่กำลังมองดูหนอนตัวหนึ่งที่คลานอยู่บนพื้น
"เื่เล็กน้อยน่ารำคาญเช่นนี้ ให้ข้าเป็คนจัดการเองจะดีกว่า"
ภาพนั้น... ภาพที่บุรุษอื่นโอบกอดคู่หมั้นของตนอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน... คือหยดน้ำสุดท้ายที่ทำให้เขื่อนแห่งความอดทนของเฟิงหลงพังทลายลง! ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับจะมี่โลหิตไหลออกมา
"เซียวเทียนอี้! นี่คือเื่ระหว่างข้ากับนาง! เ้าไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยว!"
"สิทธิ์รึ?"
เซียวเทียนอี้หัวเราะลั่นราวกับได้ฟังเื่ที่ตลกที่สุดในโลก
"เฟิงหลง เ้าขยะ! เ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? ในเหมันตนครแห่งนี้ กำปั้นของข้าคือสิทธิ์! อำนาจของตระกูลเซียวของข้าคือกฎเกณฑ์! แต่เอาเถอะ... ในเมื่อเ้าอยากจะรู้ว่าความตายเขียนอย่างไร ข้าก็จะสั่งสอนเ้าเอง!"
มันหันไปทางแท่นประธานและประกาศก้อง
"ท่านผู้าุโทุกท่าน! ข้าเซียวเทียนอี้ ขอใช้เวทีนี้สั่งสอนบทเรียนให้แก่คนที่ไม่เจียมตัว เพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า หงส์ฟ้าอย่างซูเหยาย่อมคู่ควรกับัเช่นข้าเท่านั้น ไม่ใช่กับสุนัขขี้เรื้อนข้างถนน!"
เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มขึ้นจากทั่วทั้งสนาม!
"เซียวเทียนอี้! เ้ามันไร้ยางอาย!"
เฟิงเจิ้น บิดาของเฟิงหลงคำรามลั่นด้วยความโกรธจัดจนร่างสั่นสะท้าน เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ก็ถูกสายตาเ็าของ เซียวคัง ผู้นำตระกูลเซียวที่นั่งอยู่ข้างๆ กดดันเอาไว้
บนเวที เซียวเทียนอี้ไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป พลังลมปราณสีทองอร่ามะเิออกจากร่างของมัน! แรงกดดันของยอดฝีมือระดับ ปราณปฐีขั้นที่สอง แผ่กระจายไปทั่วทั้งลานประลอง!
"หมัดวายุคลั่ง!"
เฟิงหลงเบิกตากว้าง เขารวบรวมพลังปราณอันน้อยนิดทั้งหมดในร่างขึ้นมาป้องกันอย่างสุดชีวิต แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้กิ่งไม้แห้งต้านทานพายุคลั่ง!
ตูม!
หมัดสีทองกระแทกเข้าที่ท้องของเฟิงหลงอย่างจัง! ร่างของเขาลอยหวือไปกลางอากาศราวกับว่าวที่สายป่านขาด ก่อนจะร่วงลงกระแทกกับพื้นศิลาดำอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น!
"อ่-อั่ก!"
โลหิตสีแดงสดพุ่งทะลักออกจากปากของเขาทันที ความเ็ปแล่นไปทั่วทุกอณูของร่างกายจนแทบสิ้นสติ
"ฮ่าๆๆๆ! เป็อย่างไรเล่ารสชาติของพลังที่แท้จริง! เ้าขยะ!"
เซียวเทียนอี้ย่างสามขุมเข้ามาอย่างช้าๆ ก่อนจะใช้รองเท้าหนังราคาแพงของมันเหยียบลงบนมือขวาของเฟิงหลงอย่างแรง!
แกร๊บ!
เสียงกระดูกนิ้วมือที่แตกหักอย่างละเอียดดังขึ้นอย่างชัดเจนจนน่าขนลุก! เฟิงหลงกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปสุดแสนทรมาน!
"ไอ้สารเลว!" เฟิงเจิ้นคำรามลั่นอีกครั้ง
เซียวเทียนอี้ไม่สนใจ มันย่อตัวลงมากระซิบข้างหูของเฟิงหลงด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก
"นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เฟิงหลง... ข้าไม่เพียงแต่จะทำลายเ้า แต่ข้าจะทำลายทุกอย่างที่เป็ของเ้า... เส้นชีพจรลมปราณที่พิการของเ้าน่ะ... มันช่างน่ารำคาญสายตาของข้าเสียเหลือเกิน!"
สิ้นเสียงพูด พลังปราณที่แหลมคมดุจเข็มพันเล่มก็พุ่งออกจากฝ่าเท้าของมัน แทงทะลุเข้าไปในร่างของเฟิงหลงโดยตรง!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงราวกับแก้วที่กำลังแตกร้าวอย่างไม่มีชิ้นดีดังขึ้นจากภายในร่างกายของเฟิงหลง! เส้นชีพจรลมปราณที่แม้จะพิการแต่ก็ยังเป็ความหวังสุดท้ายของเขา... บัดนี้ได้ถูกทำลายจนแหลกสลายกลายเป็ผุยผง! ความเ็ปที่มากกว่าความตายแล่นไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย!
"อ๊ากกกกกกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องของเขาโหยหวนและสิ้นหวังจนบาดลึกเข้าไปในใจของเฟิงเจิ้น แต่มันกลับเป็ดั่งบทเพลง์ในหูของคนอื่นๆ
"สมควรแล้ว! จบสิ้นโดยสมบูรณ์!"
"ฮ่าๆๆ! นี่แหละจุดจบของพวกขยะ!"
เซียวเทียนอี้ยืดตัวขึ้นและหัวเราะอย่างสะใจ มันหันไปหาหลันซูเหยาด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ
"ซูเหยาคนงาม ตอนนี้คงไม่มีอะไรมาขวางทางเราอีกแล้วนะ"
หลันซูเหยามองร่างที่นอนจมกองเืบนพื้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะหยิบจี้หยกรูปัคู่ซึ่งเป็ตราหมั้นออกมาอย่างช้าๆ แล้วโยนมันไปที่ใบหน้าของเฟิงหลงอย่างไร้ค่า
"สัญญาระหว่างตระกูลเรา... สิ้นสุดลง ณ บัดนี้"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็า ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเคียงข้างเซียวเทียนอี้ ท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีจากทั่วทั้งสนาม
จี้หยกกระแทกหน้าผากของเฟิงหลงจนเกิดเป็แผลเืไหลซึม ดวงตาของเขาพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด... มีเพียงภาพสุดท้ายของแผ่นหลังอันเ็าของสตรีที่เขาเคยรัก และรอยยิ้มเย้ยหยันของบุรุษที่เขาเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำ
เฟิงเจิ้นฝ่าวงล้อมเข้ามาประคองร่างของบุตรชายไว้ได้ในที่สุด "หลงเอ๋อร์! หลงเอ๋อร์! ทำใจดีๆ ไว้นะลูกพ่อ!" น้ำตาของชายวัยกลางคนไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
เฟิงหลงพยายามจะเอ่ยปาก... แต่มีเพียงเสียงลมที่เล็ดลอดออกมา... สติของเขาค่อยๆ ดับวูบลง... แต่ในห้วงสำนึกสุดท้ายที่กำลังจะจมลงสู่ความมืดมิดนั้นเอง... คำสาบานที่เย็นเยียบและดำมืดยิ่งกว่าก้นบึ้งของอเวจีก็ได้ถูกจารึกลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของจิติญญา...
เซียวเทียนอี้... หลันซูเหยา...ตระกูลเซียว... ตระกูลหลัน...และทุกคน... ที่หัวเราะเยาะข้าในวันนี้...
หากข้าเฟิงหลงรอดไปได้...ข้าขอสาบาน...ข้าจะกลับมา...และจะทำให้พวกเ้าทุกคน... ได้ลิ้มรสความเ็ปที่มากกว่าข้าเป็ร้อยเท่า! พันเท่า!
ข้าจะฉีกร่างพวกเ้าเป็หมื่นชิ้น...
ข้าจะเผาิญญาของพวกเ้าด้วยไฟแค้นของข้า...
ข้าจะลบชื่อตระกูลของพวกเ้าให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์...
นี่คือคำสาบานของข้า!
...แล้วสติของเขาก็ดับวูบลงโดยสมบูรณ์