วิมาน..รัก..บ้านไร่

    ตอนที่ 3 กลับบ้านไร่

                            

    “ถึงทีเราแล้ว..เอาให้ครบกระบวนเพลง...เหมือนที่เราถามฉันนะ”“ทำไมคุณไม่ชื่อเล่นว่างูล่ะ...ทำไมไปชื่อว่าไผ่..”เขาแทบสะอึกกับคำถามของอีกฝ่ายเช่นกัน“เฮ้...เราเป็นใครกันแน่นี่..ฮึ..รู้ด้วยว่าชื่อฉันถ้าแปลอีกอย่างหมายถึงงู...”เขาหันมาจ้องใบหน้าของเจ้าเด็กหลงทางมากขึ้น ขณะที่ร่างนั้นกระสับกระส่ายจนอีกฝ่ายเห็นเช่นนั้นก็ใจคอไม่ดี“ปวดขาเหรอ ทนนิดเดียวนะจะถึงแล้วนั่นไงแสงไฟน่ะ “เขารีบบอกพร้อมชลอรถ“ชะลอรถทำไม”เสียงถามรัวเร็ว”                  “จะดูขาดให้ เป็นมากหรือเปล่า”เสียงของเขาจริงจัง“ฉันก็มัวคุยเพลินไปหน่อย อยากให้ลืมความปวดน่ะเลยชวนคุย”          “ไม่ปวดเท่าไหร่หรอกแค่จะตอบที่คุณถาม”“ถาม ถามอะไร เอาะอ่อ คำแปล..”“ใช่ ก็..ก็อ่านจากหนังสือเห็นว่ามันแปลอย่างนั้นนี่นะ...”“แสดงว่าเราจะต้องเรียนภาษาไทยเก่งเหมือนกันนะนี่”เขารีบเคลื่อนรถออกไปข้างหน้าบึ่งเข้าหาแสงไฟที่ชุมชนหวังจะพวคนข้างๆหาหมอตามที่บอก“.เอ้าทีเรามั่ง..บอกมา..ชื่ออะไร” “ก็ได้...ฉันชื่อปรัศนา...นามสกุลก็...”คนพูดหยุดไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังนึก“นามสกุลไกรศรี...ชื่อเล่นว่าปัด..”“อืม...ชื่อเหมือนผู้หญิงเลย...ใครตั้งชื่อนี้ให้..รู้รึเปล่าว่ามันแปลว่าอะไร?”“รู้...” ตอบเสียงสูงและลากเสียง “แต่เป็นผู้ชายนะไม่ใช่ผู้หญิง”คนตอบเสียงเร็วปรื๋อทำให้ชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอ“แปลกนะตั้งชื่อให้ลูกคลุมเครือ...แปลว่าปัญหา...เราชอบสร้างปัญหาอยู่บ่อย ๆ รึไง”“เปล่า..ส่วนมากคนอื่นทั้งนั้นแหละที่สร้างปัญญาหาให้...”“ฮั่นแน่..คารมเสียด้วย” เขาแล่นรถเข้ามาจอดพร้อมสอดส่ายสายตามองหาคลินิกแต่ร่านรวงต่างๆก็ปิดเงียบไปจนหมดแล้ว ชายหนุ่มบ่นเบา ๆ กับตัวเองบางอย่างก่อนจะขับรถวนไปตามตรอกซอกซอยแถวๆนั้นเผื่อจะมีคลินิกไหนหลงเหลือให้เห็นบ้างครั้นแล้วก็ผิดหวัง เขาจอดรถที่ปั้มน้ำมัน แล้วขอดูข้อเท้าที่โดนชนของอีกฝ่าย เพราะบัดนี้มันมีอาการบวมปูดขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มถอนใจหนักๆ“ไม่มีคลินิกไหนเปิดแล้ว นอกจากจะไปโณงพยาบาล”“ไม่นะฮ่ะ ไม่ไปโรงพยาบาล” ยกสองมือขึ้นโบกพัลวัล“อ้าวไปได้ไงล่ะ ดึกป่านนี้มีแต่โรงพยาบาลเท่านั้นที่เปิด เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”“ไม่ฮ่ะไม่ไป”“งั้นบ้านเราอยู่ไหนล่ะปัด...เดี๋ยวฉันจะไปส่ง”“เอ้อ...ให้ปัด เอ้ย...เอี้ยง...ลงตรงนี้ก็ได้ฮะ...คือ..”“อ่อชื่อเล่นว่าเอี้ยงเหรอ?.....ฉันต้องพาเราไปหาหมอก่อน...ดูซิข้อเท้าบวมเป่งเชียว”“คือ...ฉัน เอ้ยเอี้ยง...ไม่มีเงินนะ”.เจ้าตัวตอบเสียงอ่อย ก้มหน้านิ่ง ผณธรหันมาจ้องหน้ายิ้ม ๆ “ฉันเป็นคนชน...ฉันก็ต้องรับผิดชอบ...พอกลับเข้าบ้านจะไปบอกกับพ่อแม่เราด้วยว่าฉันเป็นคนทำให้ปัดเป็นอย่างนี้ไง...บ้านเราอยู่แถว ๆ นี้หรือ...”“ฉัน...เอี้ยงไม่มีบ้านเหมือนคนอื่นเขาหรอกฮะ...”เสียงตอนท้ายสั่นๆ“อะไรนะ!...ไม่มีบ้าน” ชายหนุ่มหันมาจ้องหน้าคนที่นั่งข้าง ๆ ชั่วอึดใจ“จริง ๆ ฉันไม่มีบ้านจริง” ปรัศนาพูดเสียงหนักแน่นดวงตาคู่กลมคู่นั้นมองจ้องมาที่ชายหนุ่มทำให้เขาพูดไม่ออกไปชั่วอึกใจเพราะดวตาคู่กลมคู่นั้น“แล้วพ่อแม่เราล่ะ...ทำไมปล่อยให้เรามาเดินท่อมๆ กลางดึกอย่างนี้”“แม่ตายตั้งแต่ ฉันอายุได้สิบสองปีแล้ว....”“แล้วญาติพี่น้องเราไม่มีเลยหรือไง...เรามาจากไหนถึงมาถูกรถฉันชน”น้ำเสียงของเขาจริงจังและต้องการคำตอบจริงๆอย่างที่ถามว่ามันเพราะอะไรถึงปล่อยให้คนตัวบอบบางเช่นนี้ออกมาในยามค่ำคืนแบบนี้ได้“ก็ไปเรื่อยๆ...กะว่าจะข้ามไปฝั่งโน้น เดินไปอีกนิดก็มีวัดป่าให้นอนพักได้...”“เวรกรรมจริง ๆ...เลยกลายเป็นเด็กเร่รอนไปเลย...”เหมือนเขาสบถกับตัวเองมากกว่าพูดกับปรัศนาส่วนเจ้าปัดหรือเอี้ยงก้มหน้านิ่งส่ายหัวเป็นการตอบปฏิเสธไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคมคู่นั้น ผณธรจ้องร่างข้างหน้าอยู่ชั่งอึดใจโดยไม่เอ่ยอะไรออกไปเลยชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกไปว่า“เอางี้...ถ้ายังไม่มีที่ไป...ก็ไปพักที่ไร่ฉันก่อนก็ได้”“จริง ๆ หรือฮะ”ดีใจจนลืมตัวเกาะแขนชายหนุ่มแน่น “ก็จริงน่ะซิ... แต่บอกไว้ก่อนนะ... ฉันไม่ได้ร่ำรวยอะไรหรอก.. ทำสวนทำไร่ธรรมดา”“ขอบคุณฮะ...ขอบคุณฉันจะช่วยทำงานให้”“ตัวแค่เนี้ยนะ..ฉันจะเรียกเราว่าปัดนะ เอี้ยงเอิ้งไม่เรียกหรอกไม่เพราะ...”เขาพูดคล้ายโล่งอกไปกับตัวเขาเองมากกว่า“ “เอาเถอะ ๆ เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที...ว่าแต่ตอนนี้เจ็บมั้ย”“พอทนได้ฮะ...”เขามองสบตาเจ้าปัญหาที่แววตาสุกใสอย่างดีใจที่จะได้มีที่พักแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อชายหนุ่มเอื้อมมือที่ไม่ได้จับพวงมาลัยแล้วมากุมด้านหลังของเอี้ยง ตบเบา ๆ อย่างปลอบใจ ทำเอาเจ้าตัวปัญหาหน้าแดง รีบดึงมือกลับทันที“อะไรกันเจ้าตัวปัญหา....เราผู้ชายเหมือนกันจับมือแค่นี้ทำหน้าแดงเชียวรึ”“ก็...คุณกำลังขับรถเดี๋ยวรถก็ตกถนนกันพอดี”“มือเรานิ่มเหมือนมือผู้หญิงเลยนะ”ปรัศนายิ้มแหย ๆ ทำหน้าปั้นยาก เขาหัวเราะชอบใจกับกิริยาของหนุ่มน้อย“มันดูตลกนะถ้าเราเรียกตัวเองว่าฉันอย่างนั้น..ฉันอย่างนี้...” เขาว่า“อยากเป็นผู้หญิงรึไง..เกิดมาเป็นชายทั้งทีเข้มแข็งหน่อย...ชื่อเล่นก็มีเรียกเข้าไปซี..”“คือว่า..มันเคยฮะ...ก็แบบว่า...”“ฉันนึกออกแล้ว...เราคงจะท่าทางประหลาดมาแต่เด็กแล้วสินะ”” เขาหัวเราะเบา ๆ“..เขาถึงตั้งชื่อให้มีความหมายว่าปัญหา..ปรัศนา..แปลว่าปัญหา..เจ้าตัวปัญหา...ตลกดีนะ”ชายหนุ่มพาเจ้าตัวปัญหามาถึงไร่ก็ปาเข้าไปถึงตีสาม คนข้าง ๆ หลับคอพับอยู่กับเบาะหน้าข้างคนขับคอพับคออ่อนแบบไม่เป็นท่าคงเหนื่อยจนลืมเจ็บและไม่ได้นอนมากี่วันแล้วก็ไม่รู้ จนลืมดูแลตัวเอง เขายังนึกว่าเป็นความโชคดีขงเด็กว่าดีแค่ไหนแล้วที่เป็นเขาที่ไม่มีอันตรายใด ๆ เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่คิดไม่ดีด้วยป่านนี้เด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ...คนสมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญฺงหรือเด็กผู้ชายต่างก็ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นถ้าหน้าตาแบบนี้ด้วยแล้วมีหนรือจะรอดพ้นพวกมือมารไปได้แบบสบาย ๆ และจากแววตาน้ำเสียงทำให้เขร็เลยว่าเด็กคนนี้ใสซื่อเกินไป เกินที่จะระมัดระวังตัวจริง ๆ แม้จะดูตื่น ๆ ค้ายจะเฉลียวฉลาดแต่ก็พอเอาเข้าจริงก็คงไม่ทันเกมของใครที่หัวใสหัวดีหากจะเอาเปรียบเพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ดูแต่มากับเขาเท่านี้ยังกล้ามากล้านอนหลับแบบทิ้งชีวิตแบบนี้ได้แสดงให้เห็นว่ามองโลกในแง่ดีอะไร ๆ ในโลกใบนี้ก็เป็นความสวยงามไปหมดไม่ได้คิดอะไรเอาเสียเลยแม้แต่น้อย ช่างต่างจากชื่อตนเองเหลือเกิน ปรัศนา...เจ้าตัวปัญหาน้อย ๆ ป่านนี้พ่อแม่พี่น้องจะรู้หรือไม่ว่าได้หายออกจากบ้านแล้ว “ปัด...ปัด...ตื่นได้แล้ว...ถึงไร่แล้ว”ผณธรเรียกเจ้าของร่างที่นอนหลับอุตุพร้อมเขย่าร่างเบา ๆ“อือ..ถึงแล้วเหรอ” งัวเงียตื่นขึ้นมาก็พบว่าเขามองอยู่ก่อนแล้ว น่าอายนักเจ้าปัดไปนอนคอพับคออ่นอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เจ้าปัดสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ “เท้าเป็นไงมั่ง...เดินไหวมั้ย..ไหนลองขยับซิ”“ไหวฮะไหว..” เจ้าปัดพยายามที่จะไม่ให้ชายหนุ่มช่วยพยุงจึงนั่งตัวให้ตรงเข้าไว้รถเเล่นเข้าจอดที่หน้าบ้านพักทีมีแสงไฟหลอดกลมๆห้อยอยู่ด้านหน้าบ้าน พอมองเห็นบ้าง ไม่นานนักก็มีชายวัยกลางคนวิ่งมาเปิดประตูรถ ชายวัยกลางคนมองเลยมายังเจ้าปัด และมองสบตากับชายหนุ่ม  ผณธรยิ้มและหันมาทางปัดที่นั่งหน้าซีดอยู่“เอ้าลงได้แล้ว....นี่คือหัวหน้าคุมคนงานของไร่นี้นะปัด”ชายหนุ่มหันไปบอกชื่อเล่นของปัดกับนายผ่าน เจ้าปัดยกมือไหว้ “อ้าว ...ปัด..ลงมาซี”เขาเรียกเบา ๆปัดขยับจะลงจากรถ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกปวดแปลบที่ข้อเท้าเพราะนั่งรถมาไกล และนั่งห้อยขามาตลอดทางตอนหลับก็ไม่เท่าไหร่แต่พอตื่นทำไมเวลาขยับมันถึงเป็นได้ขนาดนี้“เอ้อ...เป็นไงเดินไม่ไหวมั้ย..”“มันปวด....” เจ้าปัญหาตอบเสียงอ่อย“นั่นไง...ฉันบอกให้แวะหาหมอก่อนก็ไม่ยอม”เขาเดินมาทางที่ปัดนั่งอยู่เปิดประตูรถออกแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นที่ข้อเท้าบวมเขียวช้ำ“ตายล่ะบวมฉึ่งเลย...มา....ฉันจะพาขึ้นบ้านก่อน”