# ตอนที่ 1## ฟาร์มร้างในหุบเขาเมฆา
ประตูรั้วเอียงค้างอยู่เหมือนหมดแรงจะยืนมานานแล้ว
ลูคัส เวล หยุดอยู่ตรงหน้ามันพร้อมกระเป๋าสัมภาระใบเดียวในมือ
เขาเดินทางมาไกลเกินกว่าจะเรียกว่าบังเอิญ เพื่อมารับมรดกที่แทบไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าเป็นมรดก ข้างหน้าคือฟาร์มร้างกลางหุบเขาลึก ทางเดินเข้าเต็มไปด้วยวัชพืช บ้านไม้สองชั้นเก่ามีรอยฝนกินตามผนังจนสีซีด และหลังคาด้านหนึ่งทรุดต่ำอย่างน่าใจหาย
หมอกในหุบเขาเมฆาลอยต่ำอยู่รอบบ้านทั้งหลัง ไหลผ่านแนวรั้วไม้ที่ผุพังและกองหญ้าแห้งที่ไม่มีใครตัดมานาน ราวกับลมหายใจของใครบางคนยังหลงค้างอยู่บนที่ดินผืนนี้มาเนิ่นนาน
ถ้าเป็นคนอื่น คงหันหลังกลับไปแล้ว
ลูคัสเองก็คิดอย่างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ลมเย็นพัดผ่านต้นคอ เขายกมือจัดปลายผ้าพันคอเงียบๆ แล้วเงยหน้ามองบ้านอีกครั้ง หน้าต่างบานบนสุดปิดไม่สนิท โยกเบาๆ ตามแรงลม ส่งเสียงกระทบกรอบไม้ดังแกรกเป็นจังหวะช้าๆ ฟังแล้วเหมือนบ้านกำลังตอบรับใครบางคนอย่างเชื่องช้าจากที่แสนไกล
แล้วเขาก็ได้กลิ่นบางอย่าง
จางมาก
คล้ายกลิ่นไหม้เก่าที่ไม่ควรยังหลงเหลืออยู่หลังผ่านฝนและลมมานานขนาดนี้
ลูคัสนิ่งไปนิดหนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง กลิ่นนั้นยังอยู่ แผ่วจนแทบเลือนหาย แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไปเองแน่
บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรให้น่าภูมิใจเลย
แต่ก็ยังไม่มีอะไรในนั้นมากพอจะทำให้เขาอยากหันหลังกลับ
ลูคัสผลักรั้วเข้าไป รั้วส่งเสียงครืดคราดประท้วง ก่อนจะยอมขยับทีละน้อย วัชพืชเปียกหมอกเสียดขากางเกงของเขาจนชื้น ขณะเดินขึ้นไปยังเฉลียง เขากวาดตามองไปรอบๆ อย่างคนเคยชินกับการประเมินสถานที่ ทั้งแหล่งน้ำเล็กๆ ที่เกือบตื้นสนิท โรงนาที่ผนังด้านหนึ่งเปิดอ้า และแปลงดินร้างข้างบ้านที่ครั้งหนึ่งคงเคยถูกใช้ปลูกอะไรสักอย่าง
มันเละเทะ
แต่มันยังพอซ่อมได้
ความคิดนั้นแวบขึ้นมาเอง จนเขาเม้มปากน้อยๆ คล้ายจะขำตัวเอง เขาควรเป็นคนที่เรียนรู้แล้วว่าการยื่นมือเข้าไปช่วยสิ่งที่พังเกินเยียวยามักจบไม่สวย แต่พอมาอยู่ตรงนี้ กลับมีบางอย่างในใจค่อยๆ คลายลง ราวกับสถานที่ทรุดโทรมตรงหน้ากำลังบอกเขาเงียบๆ ว่า มันแค่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่านั้นเอง
ตรงมุมลานมีถังไม้ล้มอยู่ใบหนึ่ง
ตะไคร่เกาะครึ่งใบ
ใกล้กันมีพลั่วสนิมเขรอะที่ด้ามยังไม่หัก
แค่ภาพนั้นก็พอทำให้เขานึกถึงมือของคนที่เคยอยู่ตรงนี้ครั้งหนึ่งแล้วเงียบหายไปได้เอง
ฟาร์มไม่เคยกลายเป็นที่ร้างขึ้นมาเอง
บ้านไม่เคยถูกปล่อยให้ฝุ่นจับเพียงเพราะมันอยากเงียบ
เบื้องหลังความทรุดโทรมทุกแห่ง ล้วนเคยมีจังหวะชีวิตจริงๆ ซ่อนอยู่ก่อนทั้งนั้น
พอคิดได้แบบนั้น มันไม่ได้ทำให้ลูคัสอ่อนโยนกับสถานที่เพียงอย่างเดียว
มันทำให้เขาระวังขึ้นด้วย
เพราะถ้าที่นี่เคยมีคนอยู่
เคยมีไฟ
เคยมีลมหายใจของบ้าน
ก็ย่อมแปลว่าเคยมีบางอย่างเกิดขึ้น จนทุกสิ่งหยุดลงเช่นกัน
เขาเหลือบมองโรงนาอีกครั้ง
บานประตูไม้ที่เปิดอ้าด้านหนึ่งไหวตามลมช้าๆ
ด้านในมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียด
ลูคัสจำกัดความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไว้แค่นั้นก่อน
คืนนี้เขายังไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง
แค่ทำให้บ้านหลักนอนได้ก็พอ
การอยู่ในสถานที่ใหม่เป็นครั้งแรก บางครั้งสิ่งสำคัญไม่ใช่การเปิดทุกประตู แต่เป็นการรู้ว่าคืนนี้ควรปิดประตูบานไหนให้แน่นต่างหาก
ประตูหน้าบ้านฝืดมากกว่าที่คิด เขาออกแรงดันอยู่สองครั้งกว่ามันจะเปิดออก กลิ่นไม้เก่า ฝุ่น ความเย็นชื้น และกลิ่นไหม้จางๆ พุ่งมาต้อนรับทันที ลูคัสยืนอยู่ตรงธรณีประตูครู่หนึ่ง ปล่อยให้สายตาปรับเข้ากับแสงสลัวด้านใน
ห้องโถงไม่กว้างนัก โต๊ะไม้ยาวหนึ่งตัวตั้งเอียงอยู่กลางห้อง เก้าอี้หายไปสองตัว ตู้ข้างผนังโดนผ้าคลุมซีดๆ คลุมไว้จนดูเหมือนก้อนเงียบงันในความมืด เตาผิงริมผนังอีกด้านเต็มไปด้วยขี้เถ้าเก่า แต่โครงยังดูแข็งแรง
น่าแปลกที่บ้านนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่างเปล่าเสียทีเดียว
มันเหมือนบ้านที่รอใครสักคนมากกว่า
ลูคัสวางกระเป๋าลงข้างประตูแล้วเปิดหน้าต่างทีละบาน ไม้บางส่วนฝืด บางบานต้องใช้แรงมากจนฝุ่นร่วงใส่ไหล่และเส้นผมของเขา แต่เมื่อแสงขาวของเช้าไหลเข้ามา บ้านทั้งหลังก็ดูปลอดโปร่งขึ้นนิดหนึ่ง
เขาถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออก พับวางบนพนักเก้าอี้ที่ยังใช้ได้ ก่อนจะเดินไปที่เตาผิง
ที่พื้นไม้ใกล้เตาผิงมีรอยเส้นบางๆ จางจนแทบมองไม่เห็นในแสงเช้า ลูคัสย่อตัวลงมองใกล้ๆ แล้วแตะผ่านรอยนั้นอย่างเบามือ มันไม่เหมือนรอยขีดธรรมดา แต่คล้ายลายวงเวทเก่าที่ซีดจางจนแทบกลืนไปกับเนื้อไม้
ทันทีที่นิ้วเขาสัมผัส เส้นจางๆ นั้นเหมือนสะท้อนแสงวาบขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ
ลูคัสชะงัก
พอเขากะพริบตา มันก็กลับเป็นเพียงรอยซีดๆ บนพื้นเหมือนเดิม
เขาไม่ได้รีบแตะซ้ำ
เพียงแค่นั่งยองอยู่ตรงนั้นอีกอึดใจ ปล่อยให้ความรู้สึกประหลาดไหลผ่านไปช้าๆ
ที่นี่ไม่ใช่แค่บ้านร้างธรรมดา
ความคิดนั้นค่อยๆ จมลงในใจเขาเงียบๆ
มีเศษฟืนเก่าเหลืออยู่ไม่มากพอให้พึ่งได้ทั้งคืน เขาจึงออกไปข้างหลังบ้าน เก็บกิ่งไม้แห้งที่ยังใช้ได้กลับเข้ามา แล้วใช้เวลาชั่วครู่จัดมันเป็นระเบียบ ทุกการเคลื่อนไหวของเขานิ่งและประหยัดแรงแบบคนที่คุ้นมือกับงานพวกนี้ดี ไม่รีบร้อน ไม่ทำท่าใหญ่โต เขาแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำทีละอย่าง
พอประกายไฟจากเหล็กจุดไฟแตะเศษไม้แห้ง กลุ่มควันสีขาวก็บิดตัวขึ้นช้าๆ ตามด้วยแสงส้มเล็กๆ ที่เริ่มกินฟืน ลูคัสนั่งยองมองมันอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง รอจนเปลวไฟเริ่มติดมั่นคงแล้วจึงผ่อนลมหายใจ
ความอบอุ่นเล็กๆ แผ่กระจายออกมาในห้องที่เมื่อครู่ยังเย็นชืด
และกลิ่นไหม้เก่าในบ้านก็เหมือนอุ่นขึ้นตามไปด้วย
ไม่ใช่กลิ่นอันตราย
ไม่ใช่กลิ่นเพลิงที่ยังคุ
แต่มันให้ความรู้สึกราวกับที่นี่เคยมีความร้อนแบบนี้มาก่อน และเนื้อไม้ทั้งหลังกำลังจดจำมันอยู่
ลูคัสยื่นมือไปอังไฟ โดยไม่รู้ตัวว่ามุมปากตัวเองคลายออกเล็กน้อย
อย่างน้อย คืนแรกก็คงไม่แย่นัก
หลังจากนั้นเขาใช้เวลาเกือบทั้งสายกับงานจุกจิกที่ไม่มีใครมองว่าสำคัญนัก แต่ถ้าไม่ทำ บ้านก็จะน่าอยู่ไม่ได้ ลูคัสกวาดเศษกระจกออกจากมุมหน้าต่าง จัดโต๊ะให้ตรง ซ่อมสลักประตูแบบชั่วคราว แล้วเดินสำรวจห้องทีละห้อง
ชั้นล่างมีห้องครัวเล็กที่ยังเหลือหม้อหนึ่งใบกับมีดทำครัวคมทื่อๆ สองเล่ม ด้านหลังเป็นประตูเปิดสู่ลานซักล้างที่พื้นไม้บางแผ่นผุจนต้องระวังเหยียบ ชั้นบนมีห้องนอนสองห้อง หนึ่งในนั้นหลังคารั่วจนใช้ไม่ได้ อีกห้องยังพอปัดกวาดให้นอนได้ถ้าไม่ติดเรื่องกลิ่นไม้เก่าและผ้าปูที่นอนซีดจาง
ลูคัสเลือกห้องนั้น
ก่อนลงจากชั้นบน เขายังยืนมองออกไปทางหน้าต่างบานเล็กตรงโถงพักครู่หนึ่ง
จากมุมนั้นเขาเห็นหมอกไหลผ่านรั้วหน้า เห็นเงาโรงนา และเห็นทางดินที่พาเขาขึ้นมาถึงฟาร์มนี้ทอดหายไปในหุบเขาช้าๆ
มันเป็นภาพที่ทำให้โลกภายนอกดูไกลกว่าความจริงเล็กน้อย
ไกลพอให้หลงคิดว่าปัญหาทุกอย่างอาจตามมาไม่ถึง
แต่ลูคัสไม่เชื่อภาพนั้นง่ายนัก
สถานที่ที่อยู่ลึกเข้าไปแบบนี้ ไม่ได้ปลอดภัยเพราะอยู่ลึกเสมอไป
หลายครั้งมันเพียงทำให้กว่าความช่วยเหลือจะไปถึง หรือกว่าคนอื่นจะพบสิ่งผิดปกติ ทุกอย่างก็สายไปแล้วเท่านั้น
ความคิดนั้นทำให้เขาหันกลับมาดูพื้นไม้ ผนัง และกลอนหน้าต่างของห้องอีกครั้งอย่างจริงจังกว่าเดิม
ความอ่อนโยนต่อสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะละเลยความเสี่ยงของมัน
และบ้านที่ยังดูเหมือนหายใจอยู่เงียบๆ นี้ ก็ยิ่งควรรับมือด้วยทั้งความอ่อนโยนและความระวัง
เขาเปิดหน้าต่างรับลม ดึงผ้าปูที่นอนเก่าออกไปสะบัดที่ระเบียง แล้วแบกฟูกที่ยังไม่พังนักลงมาตากแสงไว้ชั่วคราว งานพวกนี้กินเวลาเงียบๆ จนเขาแทบลืมความเหนื่อยจากการเดินทาง
พอถึงบ่าย แสงในหุบเขาก็เริ่มนุ่มลงอย่างรวดเร็ว เมฆสีขาวไหลต่ำผ่านเชิงเขา จนทั้งฟาร์มดูเหมือนกำลังลอยอยู่กลางทะเลหมอก
ลูคัสกลับลงมาที่ห้องโถงพร้อมถังน้ำครึ่งใบจากบ่อข้างบ้าน เขาใช้ผ้าเก่าเช็ดโต๊ะไม้ยาวทีละช่วง เศษฝุ่นจับกันเป็นคราบสีเทาบนผ้า แต่เนื้อไม้ด้านใต้ยังสวยกว่าที่คิด เขาเผลอลูบพื้นโต๊ะเบาๆ ราวกับกำลังปลอบมัน ก่อนจะเอาผ้าไปล้างแล้วกลับมาเช็ดซ้ำ
งานง่ายๆ แบบนี้มักทำให้ใจเขานิ่ง
ไม่มีใครตะโกนสั่ง ไม่มีเสียงโลหะกระทบกรง ไม่มีเสียงร้องของสัตว์วิเศษที่ถูกบีบให้ทนอยู่ในสภาพนั้น ไม่มีคำพูดเย็นชาว่า "นี่จำเป็น" จากคนที่ไม่ต้องเป็นฝ่ายลงมือเอง
ที่นี่มีแค่เสียงผ้าเสียดไม้ เสียงไฟแตกเปรี๊ยะ และลมเบาๆ นอกหน้าต่าง
แต่ยิ่งอยู่ในบ้านนานขึ้น เขายิ่งรู้สึกว่าความเงียบนี้ไม่ว่างเปล่า
ไม่ใช่ความรู้สึกว่ามีใครจ้องมอง
ไม่ใช่ความรู้สึกอันตราย
มันคล้ายกับว่าสถานที่แห่งนี้ยังโอบอุ้มลมหายใจของบางสิ่งไว้เงียบๆ และยังไม่ยอมปล่อย
ลูคัสหยุดมือไปชั่วครู่
เขาไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองคิดถึงเรื่องเก่าอย่างจริงจังมานานแล้ว หรือพูดให้ถูกคือเขาพยายามไม่คิดถึงมัน แต่บางครั้งความเงียบกลับชวนให้ความทรงจำที่คิดว่าเก็บไว้ดีแล้วลอยขึ้นมาเอง เขาจึงดึงสติกลับมา จัดหม้อในครัว ล้างถ้วยที่พอใช้ได้หนึ่งใบ แล้วต้มน้ำร้อนง่ายๆ สำหรับรองท้อง
พระอาทิตย์คล้อยต่ำจนเงาของบ้านทอดยาว เขายกถ้วยน้ำอุ่นกลับมานั่งหน้าเตาผิง มองเปลวไฟที่นิ่งขึ้นกว่าเดิม ห้องโถงซึ่งเคยแข็งและเย็นตอนเช้าดูอ่อนลงอย่างประหลาดเพียงเพราะมีแสงไฟอยู่ตรงกลาง
เขาชอบความรู้สึกแบบนี้
ไม่ใช่ฟาร์มร้าง ไม่ใช่ความลำบาก ไม่ใช่หลังคาที่ต้องซ่อมหรือประตูที่ปิดไม่สนิท
แต่เป็นความรู้สึกว่าบางอย่างกำลังกลับมามีชีวิตเพราะมีคนอยู่ตรงนี้
ลูคัสวางถ้วยลงบนโต๊ะเตี้ยข้างตัว พิงหลังเข้ากับพนักเก้าอี้เก่า แล้วปล่อยให้ความเหนื่อยค่อยๆ คลายออกจากร่างทีละน้อย เขาควรขึ้นไปพักได้แล้ว พรุ่งนี้ยังมีงานอีกมาก ทั้งเรื่องเสบียง เรื่องรั้ว และหลังคาที่ต้องรีบซ่อมก่อนฝนมา
แต่พอคิดจะลุก สายตาของเขาก็วกกลับไปที่บันไดชั้นบนเสียก่อน
บ้านหลังนี้ยังมีห้องที่เขาเปิดดูเพียงผ่านๆ
ยังมีมุมมืดหลายมุมที่แสงเช้าไปไม่ถึง
ยังมีโรงนา แปลงดิน และบ่อน้ำที่เขาเพิ่งสำรวจแบบคร่าวๆ เท่านั้น
มันคือสถานที่ที่คนมีเหตุผลควรจัดเป็นลำดับให้เร็วที่สุดว่า อะไรพอใช้ อะไรต้องรื้อ อะไรเสี่ยง และอะไรไม่ควรแตะจนกว่าจะมีเครื่องมือดีกว่านี้
ลูคัสรู้วิธีทำแบบนั้นดี
เขาเคยชินกับการประเมินสภาพแวดล้อมและคิดเผื่ออันตรายอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่ทำให้เขายังนั่งอยู่กับที่ ไม่ใช่เพราะความล้าจนลุกไม่ไหวอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะยิ่งนั่งฟังบ้านนานขึ้น เขายิ่งรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ควรถูกมองด้วยสายตาแบบไร้อารมณ์เพียงอย่างเดียว
บ้านหลังนี้เหมือนกำลังรับเขาไว้
ไม่ใช่แบบสิ่งมีชีวิต
ไม่ใช่แบบเวทมนตร์ที่ปะทุออกมาชัดเจน
แต่เป็นการตอบสนองของสถานที่ที่เหมือนคลายตัวขึ้นทีละนิดเมื่อมีคนก่อไฟ เปิดหน้าต่าง จัดเก้าอี้ และวางถ้วยน้ำอุ่นลงบนโต๊ะจริงๆ
ลูคัสไม่แน่ใจว่าความคิดแบบนี้จะโรแมนติกเกินไปหรือเปล่า
ถ้าเป็นตัวเขาในวันที่หัวใจแข็งกว่าเดิมอีกนิด เขาอาจหัวเราะเยาะตัวเองไปแล้ว
แต่คืนนี้ เขากลับยอมให้ตัวเองเชื่อมันอยู่ครู่หนึ่ง
เชื่อว่าบ้านไม้เก่าที่ผุพังกลางหุบเขานี้อาจเพียงกำลังรอใครสักคนมาอยู่ตรงนี้จริงๆ
เขาเลยลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินไปสำรวจชั้นวางของใกล้เตาผิงอีกครั้ง
มีผ้าผืนเก่าที่พอสะบัดฝุ่นแล้วใช้ห่ออะไรบางอย่างได้
มีถ้วยดินเผาใบเล็กที่ร้าวตรงขอบ แต่ยังไม่รั่ว
มีตะกร้าสานเก่าๆ ที่อาจเอาไว้ใส่ฟืนได้ถ้าซ่อมหูจับใหม่
ของทุกชิ้นดูเหมือนค้างอยู่กึ่งกลางระหว่างคำว่าหมดสภาพ กับคำว่ายังไม่ถูกทอดทิ้งเสียทีเดียว
ลูคัสหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาไล่ฝุ่น พับมันให้เรียบโดยไม่รู้ตัว
การพับผ้าเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นนักกับคืนแรกในบ้านร้าง
แต่เขาก็ทำ
เพราะเวลายังไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไร มือของเขามักขยับไปหาสิ่งที่ยังดูแลได้ก่อนเสมอ
เมื่อผ้าถูกพับเสร็จ เขาวางมันลงบนโต๊ะข้างเตาผิงโดยไม่ได้คิดอะไรไกลกว่านั้น
เหมือนแค่เตรียมไว้เผื่อจำเป็น
เผื่อคืนนี้อากาศเย็นลงอีก
เผื่อฟืนที่เหลืออยู่ไม่พอ
หรือเผื่อบ้านหลังนี้ยังมีบางสิ่งที่ต้องการความอบอุ่นมากกว่าที่เขาคิด
เขากำลังจะลุก
ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียง
เบามาก
แผ่วจนแทบกลืนไปกับเสียงลม
ถ้าเป็นคนใจร้อนอาจคิดว่าเป็นเสียงไม้ลั่นตามอายุของบ้าน แต่ลูคัสนิ่งอยู่กับที่ เขาเงยหน้าเล็กน้อย ฟังอีกครั้ง
คราวนี้ชัดกว่าเดิมนิดหนึ่ง
ดังมาจากส่วนลึกของบ้าน ทางด้านหลังห้องครัว ตรงบริเวณที่เขายังไม่ได้สำรวจละเอียดนัก
ไม่ใช่เสียงหนูวิ่ง ไม่ใช่เสียงหน้าต่างโยก และไม่ใช่เสียงลมลอดร่องไม้
มันเหมือนเสียงครางเบาๆ ของบางสิ่งที่แทบไม่เหลือแรงแล้ว
ลูคัสลุกขึ้นทันที
เขาหยิบตะเกียงน้ำมันจากโต๊ะ จุดไฟ แล้วเดินผ่านห้องครัวไปยังทางเดินแคบด้านหลัง กลิ่นฝุ่นและไม้ชื้นแรงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ห้องเก็บของ แต่ใต้กลิ่นนั้นยังมีไอไหม้อุ่นๆ แบบเดิมเจืออยู่บางเบา ประตูห้องนั้นปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง รอยไม้ตรงขอบบวมเพราะความชื้นจนดูหนักกว่าปกติ
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
เบาเหลือเกิน
แต่คราวนี้ เขาแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่ภาพหลอน
ลูคัสชูตะเกียงขึ้นสูง แล้วดันประตูช้าๆ
แสงส้มสั่นไหวส่องให้เห็นชั้นไม้เก่า ลังแตก ผ้าคลุมฝุ่นหนา และกองฟางแห้งที่ยุบตัวอยู่มุมหนึ่งของห้อง เขากวาดตามองอย่างรวดเร็ว จนสายตาหยุดลงตรงเงารูปกลมใต้ผ้าผืนเก่า
เสียงนั้นมาจากตรงนั้น
เขาค่อยๆ เดินเข้าไป คุกเข่าลง และใช้นิ้วเปิดชายผ้าออกทีละนิด
ลมหายใจเขาชะงักไปนิดหนึ่ง
ใต้ผ้าเก่านั้น มีไข่ใบหนึ่งวางอยู่บนฟาง
เปลือกสีหม่นแตกร้าวเป็นเส้นบางๆ หลายจุด พื้นผิวเย็นซีดราวกับสูญเสียพลังไปเกือบหมด แต่ลึกลงไปข้างในยังมีแรงอ่อนๆ เหลืออยู่ พอจะส่งเสียงเรียกออกมาได้
ไข่มังกร
ลูคัสไม่รู้ว่ามันอยู่ที่นี่มานานเท่าไร ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงยังไม่แตกสลายไปเสียก่อน และไม่รู้ด้วยว่าบ้านร้างกลางหุบเขาหลังนี้เคยเป็นอะไรกันแน่
เขารู้แค่ว่า ถ้าปล่อยมันไว้อีกไม่นาน มันคงตาย
มือของลูคัสค้างอยู่เหนือเปลือกไข่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ วางลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่ไออุ่นจากฝ่ามือตัวเองก็อาจทำให้สิ่งตรงหน้าเจ็บได้
เย็นจัด
แต่อีกวินาทีต่อมา เขารู้สึกได้ถึงแรงตอบสนองเบามากจากข้างใน
อ่อนแรง
สั่นไหว
แต่ยังมีชีวิต
เปลวไฟในตะเกียงไหววูบตามลมที่ลอดเข้ามาจากรอยไม้ ทว่าลูคัสกลับนิ่งสนิท สายตาของเขาจับอยู่ที่ไข่ใบนั้นเพียงอย่างเดียว
บ้านทั้งหลังเงียบลงอีกครั้ง ราวกับกำลังรอฟังว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร
"ไม่เป็นไร" เขาพูดเบาๆ กับสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เคยเห็นหน้า "ฉันอยู่นี่"
แล้วเขาก็อุ้มไข่ใบนั้นขึ้นจากกองฟางด้วยสองมือ ราวกับกำลังประคองชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่งไว้แนบอก
ระหว่างทางกลับออกจากห้องเก็บของ ลูคัสยังยกตะเกียงให้สูงขึ้นกว่าเดิม
ไม่ใช่เพราะกลัวมืด
แต่เพราะตอนนี้เขาไม่ได้เดินอยู่คนเดียวแล้ว
บ้านทั้งหลังที่เมื่อครู่ยังเป็นเพียงสถานที่ร้างให้สำรวจ กลับเปลี่ยนเป็นทางผ่านที่ต้องระวังทุกพื้นไม้และทุกมุมโต๊ะขึ้นมาในทันที
บางอย่างในบ้านหลังนี้ยังมีชีวิตอยู่จริง
และจากห้องเก็บของลึกเข้าไปในบ้าน มีเสียงกระทบไม้แผ่วๆ ดังขึ้นอีกครั้ง