.. ในวันที่แสงแดดนั้นทำให้ร่างกายนั้นร้อนผ่าวเป็พิเศษ ไม่มีแม้แต่ลมพัดเข้ามาให้คลายร้อนและเป็วันหยุดของหลายๆคน และเป็วันที่คนส่วนใหญ่จะเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อคลายร้อน และเที่ยวกับเพื่อนฝูงกัน บรรยากาศแบบนี้ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่เคยลืมไปนานมากๆแล้ว มันยังคงติดตราตรึงใจไว้ แต่ก็ไม่สามารถนึกถึงมันได้เหมือนนิยายน้ำเน่าอะไรเทือกๆนั้น ..
"นี่ ทิวส์!" เสียงนั้นที่ดังขึ้นนั้นนุ่มและอ่อนหวาน เป็การเรียกเหมือนพยายามดึงสติให้ใครสักคนเหม่อจากการคิดอะไรอยู่คนเดียวแล้วหันมาสนใจเสียงที่เปล่งออกมาเสียที เธอมีลักษณะเหมือนผู้หญิงวัยรุ่นทั่วๆไปที่ไม่ว่าใครมองแล้วใจก็ต้องเต้นตึกตักเป็แน่ เธอเป็คนมีผมสีทองสละสลวย พร้อมกับเสื้อเชิร์ทและกางเกงยีนส์ขาสั้นธรรมดาๆที่ผู้หญิงแต่ละคนจะใส่กัน แต่ที่แม้การแต่งตัวของเธอจะธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้เธอเปล่งประกาย แม้ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆเลยคือแววตาของเธอมีสีน้ำเงินคราม ที่แสดงให้ถึงความอ่อนโยน และริมฝีปากที่ยิ้มระรื่นเหมือนได้เจอของลดราคาอย่างไงอย่างงั้น
"มัวแต่เหม่ออีกแล้ว จำได้ไหมว่าวันนี้เรามาทำอะไรกัน" เสียงของเธอพูดต่อเหมือนพยายามให้คนที่รอเธอมาถึงเป็ฝ่ายผิดซะงั้น
"ครับๆ" เด็กหนุ่มตอบไปด้วยเสียงแบบขอไปที เพื่อให้การสนทนาจบๆไปซะที เพราะไม่อยากต่อรองเื่อะไรให้มากความ เพราะตามจริงเขาก็รอมานานแล้วกว่าเธอจะมาถึง
"เหม่อแบบนี้เห็นผีอีกหรือไง คุณผู้มีญาณหยั่งรู้!" เธอพยายามพูดตะเบงเสียงให้ทำดูเหมือนการท้าทายอะไรบางอย่าง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตะเบงไปทำไมเป็คนมีญาณเห็นผีมันน่าล้อเลียนอะไรขนาดนั้นเลยหรือไง
"ก็เห็นอยู่คนหนึ่งนะ ดูท่าทางจะเป็ิญญาผู้หญิงน่ะ พึ่งเจอเมื่อกี๊เลย"
"เอ๋! นะ นะ.. ไหนอ่ะ น.. นี่ฉันล้อเล่นเฉยๆนะ ไม่ต้องมาชี้เลยว่าอยู่ทางไหน ฉันกลัว นายก็รู้นี่.. ที่พูดไปน่ะ ล.. ล้อเล่นๆ แฮะๆเลิกพูดถึงดีกว่าเนอะ ไปทำภารกิจของเรากันดีกว่า" เสียงที่เต็มไปด้วยความลนลานของเธอทำให้ผมรู้สึกสนุกเหลือเกิน ทำให้รู้สึกอยากแกล้งเธอต่อ อยากรู้ว่าคนสวยๆแต่กลัวผีเข้าไส้แบบเธอ จะแสดงสีหน้ายังไง
"นี่ฉันเห็นจริงๆนะ เหมือนจะเป็ิญญาที่ชั่วร้ายมากซะด้วย มันจะฆ่าเธอได้เลยล่ะ.." ผมพูดด้วยน้ำเสียงอันเย็นะเื เพื่อทำให้เธอกลัวมากขึ้นอีก
"โอ้ยยย นี่พอเถอะะะ ไปซื้อของกันดีๆเถอะน้าา ถึงแม้ตอนนี้จะเป็ตอนกลางวันฉันก็กลัวอยู่ดี!!"
"คิกๆ" ผมหัวเราะด้วยน้ำเสียงสะใจที่ผมแกล้งเธอได้สำเร็จ
"เดี๋ยวฉันชี้ให้ดู"
ในขณะที่ผมกำลังจะชี้นิ้วให้เธอเห็นิญญาผีนั้นในขณะนั้นเธอเองก็พยายามปิดหู ปิดตา ของตัวเองซึ่งเพื่ออะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ที่รู้ๆเธอกลัวจนตัวสั่นเลยล่ะ คนประเภทไหนกลัวอะไรขนาดนี้เนี่ย
"นี่!! พอเถอะ!! คราวหลังฉันจะไม่ชวนนายมาอีกแล้ว ชวนมาก็พูดแต่เื่อะไรแบบเนี้ย!! กลับบ้านไปเลยไป๊!!"
"นี่ไง" ผมใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของเธอแล้วพูดต่อว่า "นี่ไงิญญาร้ายที่เป็ผู้หญิงที่ฉันเห็นน่ะ เป็ไงน่ากลัวมั้ยล่ะ"
เธอทำหน้าร้อนรนเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าที่แสดงให้เห็นเหมือนสาวสวยที่เคยเห็นก่อนหน้าหายไปในพริบตา หน้าตอนนี้ของเธอโกรธจัดเหมือนิญญาร้ายขึ้นมาจริงๆ เหมือนกระทิงที่ควันออกจมูกเลยล่ะ ซึ่งนั้นผมก็ไม่แปลกใจนักหรอก เพราะผมทำแบบนี้กับเธอมาบ่อยแล้ว จึงทำให้ผมชินกับใบหน้าแบบนั้น และทุกๆครั้งที่ทำอะไรแบบนี้ผมจะมีความสุขทุกครั้งเป็เหมือนการตอบสนองความ้าของตัวเองในทุกๆวันแหละมั้ง
"อีบ้า อีทิวส์!! แกนั่นแหละผี แกนั่นแหละปีศาจร้าย!!" ผมแปลกใจเล็กน้อยที่เป็สรรพนามจากการเรียกว่า "นาย" เปลี่ยนไปเรียก "แก" และ "อี" ได้อย่างรวดเร็ว แต่บางทีเธอคงอยากจะด่ามากกว่านี้ แต่เธอคิดว่าคงไปทำภารกิจในห้างของเธอไม่ทันเลยรีบลากแขนผมแล้วเดินเข้าห้างไปด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวกว่าปรกติ ถึงเธอจะเป็แบบนี้อยู่แล้วก็เถอะ
"ฮ่าๆๆ เธอเนี่ยโกรธได้น่ากลัวแต่ก็ตลกในเวลาเดียวกันเลยนะ ฮ่าๆ"
"หุบปากน่า! สักวันหนึ่งขอให้ชาติหน้าแกเกิดมากลัวผีสุดๆแบบฉันบ้างเถอะ! เดี๋ยวจะได้รู้สึก"
"คร้าบๆ" ผมยิ้มพร้อมกับให้เธอลากแขนเข้าไปในห้าง แล้วจัดการกับเื่ภารกิจอะไรของเธอให้เรียบร้อย
"ว่าแต่เราจะมาทำอะไรกันอ่ะ"
"แน่นอนอยู่แล้วทิวส์เดย์ วันนี้เราจะมาซื้อหนังสือการ์ตูนกัน!!"
"แค่นี้เนี่ยนะ เธอมาคนเดียวก็ได้มั้ง"
"หมายความว่าน่าไม่อยากมากับฉันหรือไงเนี่ย หาาา"
"ก็เปล่านี่ พอดีเวลาฉันแกล้งเธอทีไรหน้าเหมือนกระทิงควันออกจมูกทุกที น่ากลัว"
"ก็นายแกล้งฉันก่อนนี่! อย่ามาว่าหน้าตาเหมือนกระทิงนะ ก็เริ่มก่อนเองนี่ นี่แน่ะๆ"
"โอ้ยๆ หยุดตีได้แล้ว เจ็บๆ แบบนี้ไงถึงเหมือนกระทิงแรงเยอะ"
"ว่าไงน้า!!!!!"
ในตอนแรกผมคิดว่าวันปิดเทอมในฤดูร้อนนี่คงไม่มีอะไรสนุกๆทำแล้ว แล้วคงได้เจอกับผู้หญิงคนนี้ที่เป็เพื่อนคนเดียวของผมน้อยลง แต่ไม่เลย ในตอนแรกที่ผมคิดว่าการปิดเทอมนี้มันจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วในวันนี้ ผมดีใจที่เธอชวนผมออกมาเที่ยวแบบนี้ และก็ได้แกล้งเธอแบบทุกวันที่ผมทำ ถือว่าเป็การปิดเทอมที่ไม่น่าเบื่อไปซะทีเดียวแหละนะ..
หลังจากการเที่ยวที่มีทั้งเหนื่อยและสนุกสนานของเราก็ได้จบลง ผมได้อาสาพาเธอไปส่งที่บ้านครึ่งทางเพราะผมกลับบ้านไปผมก็มีอะไรทำเหมือนกันนั่นคือการที่ผมเขียนเื่ราวและประเภทต่างๆของิญญา แปลกดีใช่มั้ยล่ะ เพราะอย่างที่บอกผมเป็คนมีญาณทิพย์ ผมเห็นทุกอย่างที่คนธรรมดา มองไม่เห็นและสังเกตพวกเขามานานมากแล้ว ผมขอเรียกรวมๆว่าสิ่งชั่วร้ายแล้วกัน เป็ิญญาที่ไม่มีความเป็มนุษย์เหลืออยู่แล้ว พอตายไปแล้วสติสัมปชัญญะและหลักเหตุผลก็จะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือแค่อารมณ์สุดท้ายก่อนตายเท่านั้น ว่าจะเคียดแค้น,เสียใจ,โล่งอก,เป็ห่วง,เสียดาย หรือมีความสุข ถ้าเปรียบิญญาเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง คือคอมพิวเตอร์ที่ทำการประมวลผมข้อมูลทั้งหมดด้วยความรวดเร็วมากๆแล้วออกมาเป็ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดว่าจะเป็อารมณ์แบบนี้ คนเราตายไปก็จะเป็แบบนั้นเช่นกัน ถ้าดวงิญญาที่ตายไปไม่มีอะไรตกค้างก็จะหายไปตลอดกาล เหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลก แต่ถ้าิญญาดวงนั้นเป็ดวงิญญาที่ชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น พวกนั้นจะกลายเป็ิญญาที่ทำร้ายคนอื่นอย่างไร้เหตุผล หรือแม้กระทั่งเอาชีวิตไปอย่างไร้ปราณี ซึ่งถ้าิญญาไม่รับรู้ถึงการมองเห็นของเรา เขาก็จะไม่ยุ่งกับเราแต่ถ้าเขารู้ว่าเรามองเห็น เขาจะมีปฎิกิริยากับคุณแน่นอน
ในตอนเด็กผมเคยเห็นิญญาดวงหนึ่งเป็ผู้ชายที่มีหัวที่โดนโกนจนหมดและมีเส้นผมเล็กน้อยในตอนวัยเด็กประมาณ 8 ขวบ ผมชี้เข้าไปแล้วพ่อแม่ผมก็ทำท่าประหลาดใจอย่างมาก เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กอายุ 12 ปีที่หายตัวไปหลายเดือนในละแวกนั้น จนตำรวจปิดคดีไม่ได้และไม่สามารถหัวตัวจนพบและหลังจากที่ผมได้เห็นแล้ว เขาจึงถามผมว่าเห็นที่ไหน แล้วชาวบ้านจึงเริ่มออกตามหาในจุดที่ผมเห็น กลับพบศพของเด็กคนนั้นที่ตายแล้วโดนฝังไปแล้ว จึงสรุปว่าเป็การฆาตกรรม และเมื่อพ่อแม่ได้พบศพของเด็กน้อยคนนั้น จึงร้องไห้ฟูมฟายเหมือนดั่งใจที่แหลกสลายที่เสียลูกๆของพวกเขาไป..
แต่.. สิ่งที่ผมเห็นมันไม่ใช่การที่คนฆาตกรรมคน แต่เป็ผีฆาตกรรมคนต่างหาก ในแถวนั้นมีิญญาชั่วร้ายตนหนึ่งเช่นกัน ผมได้เห็นเธอยิ้มทำหน้าสะใจอยู่ ณ ที่พ่อแม่เจอศพของเด็กคนนั้น มีลักษณะชุดขาว ตัวเต็มไปด้วยเื หน้าตาผุพังเต็มไปด้วยาแ และตาสีแดง แสดงให้เห็นความอาฆาตของเธอ ที่เป็อารมณ์สุดท้ายของเธอก่อนตาย หลังจากที่ผมสบตากับิญญาตนนั้น เธอก็ได้เขาฝันผมทุกคืนว่าจะเอาชีวิตผมไป และตามหลอกหลอนผม ในตอนแรกพ่อแม่ผมไม่เชื่ออะไรที่ผมเล่า เพราะคิดว่าคงเป็แค่วัยที่ชอบมีจินตนาการที่สูง แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์แปลกๆเริ่มมากขึ้น จนพ่อแม่ต้องหวังไปพึ่งไสยศาสตร์ ให้ช่วยปราบผีตนนี้ให้ และได้ไปพบกับปรมาจารย์คนหนึ่ง เขาเป็คนดูมีวิชา และน่านับถือและลือว่าเป็คนที่เก่งและมีวิชากล้าแกร่งที่สุดในละแวกนั้น ผมได้นั่งฟังขณะที่ผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าหมอผีคนนั้นได้เลย เพราะผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ด้านหลังด้วยแววตามั่นใจและแสยะยิ้มเหมือนตอนที่เธอฆ่าเด็กคนนั้น ..
"ได้โปรดเถอะค่ะ ช่วยพวกเราหน่อยนะคะ ฉันได้ยินว่าคุณมีวิชา ไม่ว่าเท่าไหร่ฉันจะจ่ายให้คุณหมดเลย ขอแค่ช่วยเรา.. ได้โปรดนะคะ"
"ผมจะช่วยคุณแต่คราวนี้ ไม่ต้องจ่ายอะไรผมทั้งนั้น" เสียงของหมอผีนั้นเย็นะเือย่างผิดปรกติตามที่ผมได้ยิน น้ำเสียงเขาผมจับได้ถึงความกังวลใจและความกลัวอย่างแฝงลึก แต่แค่ไม่แสดงมันออกมาทั้งหมดแค่นั้นเอง
"เอ๊ะ.. จะดีเหรอคะ"
"ดีสิครับคุณนาย เพราะตอนนี้ผมก็ยังคงไม่มั่นใจว่าผมจะสามารถช่วยพวกคุณได้หรือเปล่า"
"ทำไมเหรอคะ!?" แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่ใและน้ำเสียงที่แสดงให้ถึงความกลัวอย่างชัดเจน ราวเหมือนกับว่าท่านเสียเวลามาที่นี่เพื่อให้มาพูดแบบนี้มันใช้ได้ซะที่ไหนกัน
"ฟังนะครับคุณ ผีหรือิญญาตนนี้มาในรูปแบบของิญญาที่มีแต่ไฟแค้น ิญญาประเภทนี้จะไม่มีจิตสำนึกอยู่เลย ในชีวิตจะมีแต่การฆ่าและฆ่าเพื่อความสะใจ สนองต่อการแก้แค้นของเขาเท่านั้น"
"ล.. แล้ว จะให้พวกเราทำยังไงคะ ให้พวกเราช่วยอะไรบ้างได้มั้ย หรือทำอะ.. อะไรซักอย่าง"
"ไม่ต้องหรอกครับ ผีตนนี้มันย้ายมาตามผมแทนแล้ว"
"บ.. แบบนี้แสดงว่าพวกเราไม่โดนตาม แต่ท่านโดนตามแทน มันหมายความว่ายังไงกันคะ?"
"ผมเดาการกระทำของิญญาตนนี้ไม่ได้เลย แต่ถึงิญญาตนนี้จะตามผมแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยนะครับ เอาแบบนี้ละกันผมจะให้คุณไปอยู่กับศิษย์ของผม และผมจะสั่งให้ศิษย์ของผมอยู่แต่ในโบสถ์และอย่าไปไหนจนกว่าจะรุ่งเช้า พร้อมกับพวกคุณเพื่อเป็การรับประกันความปลอดภัย ถ้าในเวลานั้นมีใครมาเคาะประตูอย่าเปิดเด็ดขาดนะครับ"
"ตกลงค่ะ"
"จำไว้นะครับ ถ้าผมมาเคาะประตูและเรียกคุณออกไปแสดงว่าิญญาตนนั้นโดนผมผนึกไว้ได้แล้ว แต่ถ้าหากผ่านไปหลายนาทีแล้วในตอนเช้าผมยังไม่มาเคาะประตูให้พวกคุณ จงจำไว้ว่าหลังจากนี้คุณต้องระวังตัวมากขึ้นแล้ว จงไปหาศิษย์อาจารย์คนอื่นให้ช่วยคุณนะครับ ขอให้โชคดีนะครับถ้าหลังจากนั้นแล้ว"
"........." พ่อแม่ของผมได้แต่ทำหน้าอ้ำอึ้งและไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ อีกใจหนึ่งก็กังวลที่จะไม่สามารถกำจัดิญญาตนนี้ได้ อีกใจหนึ่งก็กังวลว่าถ้าเราทำหมอปราบผีคนนี้ตายเราคงรู้สึกต่อเขามากเช่นกัน"
หลังจากรุ่งเช้าที่ไม่มีใครมาเคาะประตูเหมือนดั่งมีดทิ่งกลางอกของคุณแม่ ท่านรู้ชะตากรรมสุดท้ายอยู่แล้วว่ามันเป็ยังไง แต่ก็ยังไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เพราะท่านคงรับไม่ได้กับสิ่งนี้เลย...
หลังจากไปเช็คในกลับพบหมอผีผู้นี้ ตายอยู่ในสภาพแขนขาบิดเบี้ยว และตัวเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูก ผิวสีเหมือนโดนดูดเืไปจนหมดแล้วตายในสภาพ น้ำลายฟูมปากและตาสีขาวมีน้ำตาสีแดงสดออกมาจากตา พร้อมกับเสียงร้องไห้ของศิษย์แต่ละคน และความกลัวของแต่ละคนนั้น หล่อหลอมรวมกันจนกลายเป็ความสิ้นหวังนั้น ใช่.. สายตีผีตนนั้นที่ยืนมองดูศพของหมอผีที่ใจดีคนนั้นตายไป เป็สายตาแสดงถึงความสนุกสนานที่ได้ฆ่าคนดีๆแบบเขาลงไป และได้สะใจที่พวกศิษย์ของอาจารย์คนนี้ต่างตื่นกลัว และหวาดผวา บางคนก็ร้องไห้ บางคนก็ช็อคกับภาพที่เห็น เป็ความสิ้นหวังแบบสมบูรณ์แบบ.. ในตอนนั้นทั้งโลกเหมือนโดนกลบไปด้วยสีดำ
พ่อแม่ผมทนไม่ไหวกับสิ่งที่พบเจอภายในบ้าน ทั้งฝันร้ายอยู่ดีๆุถึงหมอผีคนนั้น และผีตนนั้นบอกจะมาเอาชีวิตทุกคืน พร้อมกับคำขู่ต่างๆนาๆ จนพ่อแม่ผมหมดหนทาง ทุกอย่างในตอนนั้นเหมือนดั่งชีวิตล่มสลาย เพราะแค่ิญญาร้ายตนเดียวจนในท้ายที่สุด ผมได้เห็นพ่อแม่ผมโดนฆ่าตายต่อหน้า ด้วยิญญาร้ายตนนั้น ผมจำภาพนั้นได้ไม่เคยลืม ภาพที่พ่อโดนปาดคอทิ้งในและแม่โดนแทงที่ท้องลากยาวไปจนถึงหัว จมกองเื เหมือนิญญาตนนั้นไม่ได้จะพยายามจะฆ่าผม แต่พยายามจะทำให้ผมเสียสติมากกว่า
ผมเหมือนเด็ก 8 ขวบที่จนปัญญานั่งเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านแล้วมีิญญาตนนี้เดิน อยู่รอบๆผมตลอดเวลา ผมได้แต่คิดว่า ทำไมไม่ฆ่าผมเสียที ผมอยากตาย .. ผมอยากตาย.. ความคิดในหัวนั้นมากขึ้นเรื่อยๆจนผมเหมือนไม่สามารถคุมตัวเองได้อีกต่อไป รู้ตัวอีกที คือตัวผมพยายามถือมีดแล้วไปบ้านตรงข้ามในเวลากลางคืน แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงสติผมให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ผีตนนั้นยังคงอยู่ด้านหลังผมและพยายามคุมร่างของผม แต่ผีตนนั้นได้หันหน้าไปยังทางอื่น ผมเลยหันตามไป กลับพบคนในเงามืดที่สวมหมวกสีดำ และใส่หน้ากากสีขาวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวทั้งเศร้าและมีความสุขรวมกัน ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อผมเห็นเขา เหมือนผมโดนดูดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่เหมือนกับโลกมนุษย์โลกที่เต็มไปด้วยสีแดงฉานเหมือนเืที่ละเลงไว้บนฟ้าและรอยผุพังของบ้านต่างๆ เหมือนเป็หมู่บ้านร้างไปเลย ผมได้นั่งอยู่ตรงที่เดิมแต่พอผมหันทางเดิมผมกลับพบกับเขาคนนั้นที่ใส่หน้ากาก ใส่เสื้อโค๊ตสีดำทับทั้งตัวนั้นกำลังทำท่าทำทางเหมือนสวดอะไรบางอย่างให้ต่อผีตนนั้นตรงหน้าเขา และก็เริ่มชักมีดออกมาจากกระเป๋าของเขา ผมจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่าเขาทำอะไรกันแต่เท่าที่ผมจำได้ เขาก็ทำให้ผีตนนั้นสงบลงได้เสียแล้ว.. แล้วทำให้ผมเห็นร่างจริงของผู้หญิงคนนั้น มีผมยาวสละสลวย หน้าตาไม่มีรอยแผลเป็ และเสื้อผ้าก็สีขาวสนิท ไม่ได้เปื้อนไปด้วยเือีกเหมือนผู้หญิงธรรมดาๆทั่วไป ท่ามกลางความสับสน ผมได้ยินเสียงที่ผู้หญิงนั้นพูด ถึงแม้เธอจะอยู่ไกลจากผมหลายเมตรจากการระยะของคุณหน้ากากคนนั้น แต่ผมกลับได้ยินเสียงชัดเจนว่า
"ขอบคุณนะ.. ได้โปรดช่วยเด็กคนนั้นด้วย.. และบอกเด็กคนนั้นด้วยว่าฉันขอโทษ.. เขาควรได้รับชีวิตที่ดีกว่านี้ เขาเป็แค่เด็กตัวเล็กที่บังเอิญไปเห็นฉันแล้วฉันก็ทำร้ายคนรอบข้างเขา จนเขาเสียสติ.. "
"ขอโทษนะหนุ่มน้อย" เธอหันมาหาผมด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาและยิ้มให้ผมที่ไม่ใช่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสะใจในการฆ่าคนอีกต่อไป..
เขาคนนั้นพยักหน้าพร้อมแปะยันต์อะไรสักอย่างไว้บนหัวเธอแล้วเธอก็สลายไปแล้วเขาก็ได้ใส่หมวกที่ตกไว้ แล้วเดินมาหาผมพร้อมกับในมือที่มียันต์อะไรบางอย่างถืออยู่แล้วเขาก็จุดไฟเผาไหม้ยันต์นั้นไป แล้วเหมือนผมโดนดูดกลับมาโลกเดิมอีกครั้งโลกที่ไม่มีท้องฟ้าสีแดงฉานเหมือนเื และบ้านช่องต่างๆที่ดูเป็ปรกติ เขาได้พูดกับผมด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา เป็เสียงที่ไพเราะ และอ่อนหวานเหมือนกับเสียงของหญิงแก่ที่ใจดีคนหนึ่ง
"หนูชื่ออะไรล่ะ"
ผมได้แต่ทำหน้าอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกเพราะเหตุการณ์เหมือนผ่านไปไวมากและไม่ได้สามารถตั้งตัวได้ทันเลย ผมได้พยายามพูดออกมา แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกได้สักเสียง และอยู่ดีๆน้ำตาของผมก็อาบแก้มเต็มไปหมด เหมือนได้เจออัศวินที่ปลดปล่อยประชาชนจากปีศาจร้าย เหมือนผมได้ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการบางอย่างที่จองจำผมมาตลอด
"หนูคงพูดอะไรไม่ออกสินะ ไม่เป็ไรตอนนี้หนูปลอดภัยแล้ว.. และผีตนนั้นน่ะ ฝากขอโทษเธอด้วยนะ ทุกๆอย่างที่ผ่านมา"
ตัวผมในตอนนั้นผมไม่ได้ใส่ใจเลยว่า ผีตนนั้น้าขอโทษอะไรผม สติเลือนลางไปหมดพร้อมกับหน้ากากที่รอยยิ้มบิดเบี้ยวนั้น เหมือนภายในหน้ากากนั้นกำลังยิ้มให้ผมอยู่จริงๆ และเื้ัของเขาคนนั้น ยังมีพ่อแม่ผมมาด้านหลัง.. พวกท่านยิ้มให้ผมและพูดอะไรที่ผมไม่สามารถได้ยินได้แต่เหมือนผมจะจับใจความได้แค่ "ขอโทษนะลูก"
.. จนผมได้หลับไปเพราะความเหนื่อยล้าและผมก็ได้ตื่นมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งเขาบอกผมว่าเป็คนใส่หน้ากากคนนั้นมาส่งผมให้มาอยู่ที่นี่และฝากดูแลผมให้ดีๆ จนปัจจุบันผมได้โดนที่นั่นส่งไปที่หอแห่งหนึ่ง และให้ผมเดินทางไปที่นั่นเองและอาศัยอยู่ที่นั่น และเ้าของหอนั้นก็ใจดีกับผมมากเช่นกัน เหมือนที่ๆผมจากมา หลังจากนั้นผมก็พยายามนึกถึงตอนนั้นที่เจอมาผมจำได้ทุกรายละเอียดในเหตุการณ์แต่ผมไม่เคยจำเสียงของเขาคนนั้นได้เลย เขาคนนั้นที่หน้ากากทีมีรอยยิ้มอันบิดเบี้ยว.. ผมไม่เคยจำเสียงของเขาได้เลยและไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงช่วยผม และเขาเป็ใครกันแน่..
"ฮึบ! เฮ้อ.." ผมบิดี้เีพร้อมหายใจเล็กน้อย หลังจากบันทึกสิ่งที่ผมนึกถึงได้นี้ลงในคอมของผมเสร็จ เพื่อบันทึกเื่ราวไม่ให้ลืมสิ่งนี้ พร้อมกับสร้างคำถามใหม่ๆไปพร้อมกัน.. ผมปิดคอมแล้วขึ้นเตียงไปนอนซะ หวังว่าพรุ่งนี้คงมีอะไรสนุกๆให้ทำมากกว่าการนอนแบบนี้.. หลังจากที่ผมล้มนอนลงบนเตียงแล้วหลับตาลง ทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่า แต่จะว่าไปแล้วคนแบบนั้นเหมือน "มือปราบผี" ที่หลุดออกมาจากนิยายอย่างไงอย่างงั้น..
และถึงแม้วันเวลาจะผ่านมานานแล้ว ผมก็ยังไม่สามารถลืมเวลานั้นได้ เวลาที่คนๆนั้นโผล่มาในชุดที่คลุมไปด้วยเสื้อโค๊ต สวมเนคไทและใส่หมวกคล้ายๆกับนักสืบสีดำ กางเกงขายาวสีดำ พร้อมกับหน้ากากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวคนนั้น ที่มาช่วยผมไว้ในตอนนั้น ถ้าไม่มีเขาตอนนั้นผมคงจะทำอะไรมากกว่านั้นก็ไม่รู้..
ผมคิดแบบนั้น ในขณะที่มองวิวที่นอกหน้าต่างของห้องผม ตามจริงแล้วมันก็ไม่ได้สวยขนาดนั้นหรอก แต่มันมีแค่พระจันทร์ที่ส่องแสงพร้อมกับิญญาบางดวงที่อยู่แถวๆนั้นแค่ ผมคิดว่ามันเป็วิวที่บันเทิงน่าดูเลยแหละ ความสวยงามกับพระจันทร์กับิญญาที่หลุดออกจากร่างไปแล้ว..
"......."
"ถ้าวันหนึ่งเราเป็แบบคนนั้นได้ก็คงดีนะ.."