บทที่ 23
พ่อค้าแม่ค้าผู้รอคอย
กลุ่มนักบวชที่มาเยี่ยมเยือนจำต้องยืดเวลาพำนักของตนเองออกไปจากกำหนดการเดิมมากกว่าสิบวัน เพราะเสบียงจากส่วนกลางของอาณาจักรยังส่งมาไม่ถึง เสบียงหลักของโบสถ์หมดไปสักพักแล้ว เมนูประจำวันจึงเป็มันต้มหรือไม่ก็ย่าง ผสมกับเนื้อสัตว์ที่ได้รับจากชาวบ้านตามอัตภาพ
“คำพยากรณ์คงทำให้ขุนนางกับชนชั้นสูงพวกนั้นแย่งชิงเสบียงกันมากขึ้น น่าหนักใจจริง ๆ”
“นี่ก็ใกล้จะต้นเดือนสามแล้ว ข้าว่าคงอีกไม่นานหรอก” จาคอบตอบซิสเตอร์แอนเพราะรู้สึกผิดบางส่วน เพราะคำพยากรณ์จากลัทธิแลนด์บรูห์เป็ต้นเหตุ
“ไม่ใช่ความผิดของทางศาสนจักรหรอกค่ะ เป็เพราะความโลภของมนุษย์ต่างหาก โชคดีที่เด็ก ๆ ตัดสินใจปลูกมันหวานล่วงหน้า พวกเราคงเบาใจได้บ้าง” ลิซ่าปลอบสหาย ตอนนี้เธอไม่เครียดกับปัญหาเื่เสบียงแล้ว
อย่างไรก็ดี... ของสำคัญอย่างเกลือ ที่จะต้องนำมาแจกจ่ายชุมชน ยังคงเป็เื่หนักใจที่ทุกคนได้แต่เฝ้ารอ
“พวกพ่อค้าที่ตามมาด้วยไม่รู้จะยังมีของเหลือขายไหม ถ้ายังไงเ้าลองพาเด็ก ๆ ไปเดินดูสิ เผื่อมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง” แจคสันเสนอหนทาง พร้อมกับเจียดเงินส่วนกลางมาให้โบสถ์เรดวู้ดได้จับจ่ายเป็กรณีพิเศษ เงินสองเหรียญทองถูกวางลงบนมือซิสเตอร์แอนอย่างรวดเร็ว
“นี่... ไม่มากไปหน่อยหรือ ท่านอาจจะมีปัญหา” เงินจำนวนมากขนาดนี้ทำให้มือของเธอสั่นเทา
“ไม่ต้องห่วง พวกเรามาอยู่กินที่นี่นานเป็เดือน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย โบสถ์แห่งรัสเซลไม่ได้ขัดสน อย่าคิดมากเลย”
“โธ่ บราเธอร์... พูดแบบนี้พวกข้ารู้สึกแย่นะ....” จาคอบประท้วงเล็กน้อย ก่อนจะนึกตามหลักเหตุผลของสหาย ก่อนเ้าตัวจะคิดได้ สหายแมทธิวก็ยื่นข้อเสนอเสียก่อน
“ไว้ข้ากับจาคอบจะส่งของตอบแทนมาให้ทีหลังแล้วกัน”
วันรุ่งขึ้น ซิสเตอร์แอนก็พาเด็กรุ่นใหญ่ทั้งสามคนออกไปทัศนศึกษา คิทเสนอให้นำกระสอบเห็ดแชนเทอเรลสีทองที่ตากแห้งเก็บไว้ั้แ่เดือนก่อนติดไม้ติดมือไปด้วย เผื่อมีโอกาสได้เสนอสินค้ากับคนพวกนั้นเพื่อแลกเปลี่ยน ระหว่างเดินทางลงเขา ก็มองป่าอันอุดมสมบูรณ์และมีพืชขึ้นแน่นขนัด บรรยากาศของหุบเขาแห่งนี้ช่างสวยงามและสดชื่นจริง ๆ
ฤดูร้อนมาถึงแล้ว เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงต้นเดือนที่สาม ท้องฟ้าโปร่งแทบจะไร้เมฆ แสงแดดระหว่างวันช่างเจิดจ้าและร้อนระอุ โชคดีที่พืชผักแถบนี้ได้รับน้ำจากต้นน้ำขนาดใหญ่อย่างป่าเรดวู้ด แถมยังมีหิมะที่ค่อย ๆ ละลายจากยอดเทือกเขาแลนด์บรูห์ ความชุ่มฉ่ำของดินแดนจึงทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาด้านการเพาะปลูกเหมือนพื้นที่อื่น
เมื่อผ่านสะพานข้ามลำน้ำกลางหมู่บ้าน พวกเขาก็เจอกับกระโจมของเหล่าพ่อค้าที่ติดตามขบวนเดินทางของศาสนจักรมาด้วย และยังคงรออยู่จนกว่าพวกบาทหลวงจะออกเดินทางอีกครั้ง การจับจ่ายใช้สอยยังคงมีอยู่บ้าง แต่ก็ซบเซาลงไปมากแล้ว แม้จะมีเงินมากมาย แต่เสบียงกรังที่ติดขบวนมาก็ลดน้อยลงทุกทีจนกำไรที่ได้มาเริ่มถดถอยเพราะต้องออกซื้อหาอาหารมาประทังชีพ
โชคร้ายที่ข่าวจากคำพยากรณ์ถึงหูทุกคนผ่านหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว บรรดาชาวบ้านจึงไม่อยากขายอาหารของตนเองเท่าไหร่ ชีวิตของพวกพ่อค้าแม่ค้าจึงแย่ลงไปอีก
การมาถึงของคนกลุ่มใหม่ ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน จึงสร้างความตื่นตัวมากพอควร
“ท่านนักบวช สนใจดูสินค้าของทางร้านไหมคะ ไม่จำเป็ต้องใช้เงิน แลกกับอาหารได้ทุกอย่างเลยค่ะ”
“ร้านนี้ยินดีต้อนรับเช่นกันครับ เสบียงอาหารแลกสินค้าได้ทุกอย่างเช่นกันนะ...”
“ร้านเราลดราคาด้วยจ้า มาดูมาชมกันได้”
เสียงะโเรียกลูกค้าแค่ไม่กี่คนดังไปทั่วถนนจนแอนนาและเจมส์รู้สึกกลัว พ่อค้าพวกนี้ไม่เหมือนกับปีก่อน ๆ ที่เขาเคยเจอ แต่เ้าหนูคิทกลับเห็นโอกาสสำคัญที่โผล่มาให้ตักตวงกำไร มือเล็กจึงกระตุกผ้าคลุมของซิสเตอร์อย่างรวดเร็วเพื่อชะลอการเดินของเธอไว้ก่อน
“ซิสเตอร์ครับ ข้า...ข้าอยากดูทุกร้านเลยครับ” ตาสีเขียวมรกตส่งประกายออดอ้อนจนหญิงชราใจอ่อน เงินหนึ่งเหรียญทองจึงถูกแบ่งไว้ให้ถือเผื่อเ้าหนุ่มน้อยอยากได้อะไรในตลาด
“ใช้จ่ายดี ๆ คำนึงถึงเงินในกระเป๋าด้วยล่ะ อืม...” ซิสเตอร์หันหน้าไปมาเพื่อฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าโดยรอบ ก่อนจะหรี่ตาครุ่นคิด “เสบียงที่โบสถ์มีหัวมันหวานเหลืออยู่เยอะมาก แถมต้นที่พวกเ้าปลูกก็จะให้ผลผลิตในอีกสองสัปดาห์แล้ว...”
“ข้าเข้าใจครับซิสเตอร์ ถ้าพวกมันเอามาแลกเปลี่ยนได้ ข้าจะเอาให้คุ้มที่สุดเลยครับ ฮิ ๆ ๆ”
หญิงชราเห็นดังนั้นจึงปล่อยขำเล็กน้อย ก่อนจะลูบหัวคิทอย่างเอ็นดูอีกหลายหน
“ข้าจะแวะไปเยี่ยมแมรี่เสียหน่อย เสร็จธุระแล้วก็รีบไปหาล่ะ” เมื่อย้ำเตือนเื่เวลาแล้ว เธอก็แยกตัวไป
เจมส์ แอนนา และคิท จึงได้เที่ยวชมตลาดอย่างเต็มอิ่ม กระโจมที่มีของค้าขายมีเพียงแปดหลังเท่านั้น แต่เพราะคิทใช้เวลามากเพื่อพิจารณาสินค้าทุกชิ้น พร้อมกับสนทนาหาข้อมูลของอาณาจักรไปในตัว เจมส์และแอนนาจึงตัดสินใจไปนั่งรอแถวม้าหินกลางหมู่บ้านเป็ครั้งคราว ชุมชนใกล้ชิดกันเช่นนี้ พวกเขาไม่มีความจำเป็ต้องกลัวคนหาย
เพราะความเป็กันเอง และการพูดคุยของหนุ่มน้อยที่ดูฉลาดเกินวัย ทำให้วันน่าเบื่อของพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมีสีสันขึ้นมาบ้าง พวกเขาได้เห็ดหายากตากแห้งไปลิ้มลองจำนวนหนึ่ง ทุกคนต่างออกปากชมไม่หยุดเมื่อพ่อค้าร้านหนึ่งตัดสินใจทำซุปจากเนื้อตากแห้งผสมเห็ดแชนเทอเรลออกมาแจกจ่ายพวกพ้อง ของชั้นสูงคุณภาพดีเช่นนี้ จึงเปลี่ยนเป็ทรัพย์สินที่เพิ่มกำลังซื้อให้กับคิทได้สูงมาก
ซิสเตอร์เคยบอกไว้ก่อนหน้าหนาวว่าเห็ดกระสอบหนึ่ง ควรจะมีราคาประมาณสิบกว่าเหรียญเงิน แต่ความจำเจและหายากของอาหาร ทำให้กลไกตลาดเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
พ่อค้าเหล่านี้ ยินดีซื้อขายพวกมัน ด้วยราคาถ้วยละสองเหรียญเงิน กระสอบผ้าใบใหญ่ที่เจมส์แบกมาด้วย แบ่งเห็ดใส่ถ้วยตวงมาตรฐานของพวกพ่อค้าได้ถึงสี่สิบครั้ง แม้จะแจกจ่ายให้ทดลองไปมากแล้ว แต่พวกมันก็น่าจะยังเหลือมากกว่าสามสิบถ้วย
ถ้าไม่รวมเหรียญทองหนึ่งเหรียญที่ซิสเตอร์ให้มา คิทจะสามารถใช้จ่ายได้เกือบเจ็ดสิบเหรียญเงิน เจมส์และแอนนาที่ตื่นเต้นขึ้นมากแล้ว จึงเดินตามคิทคอยสอดส่องหาสินค้าที่ตนเองอยากได้
แอนนาได้ชุดปักเย็บคุณภาพดีชุดใหญ่ ที่แลกมาด้วยเห็ดถึงสามถ้วย แม่ค้าประจำร้านยังใจดีแถมด้ายสีพื้นคุณภาพดีให้อีกสามม้วนใหญ่ คิทที่มองคุณภาพของผ้าทอผิวเนียนเรียบและนุ่มกว่าชุดที่ทุกคนในโบสถ์สวมใส่ก็ถามราคาออกไป แต่เด็กหนุ่มต้องใเมื่อทราบราคาของผ้าทอขนแกะที่ดูไร้สีสัน เด็กน้อยมองดูหน่วยวัดความยาวของแม่ค้าที่ใกล้เคียงกับความยาวหนึ่งเมตร แล้วหันมองดูผืนผ้าอีกหลายหน...
ผ้าทอขนแกะอันนุ่มนิ่ม หน้ากว้างหนึ่งเมตรยาวหนึ่งเมตรมีราคาถึงห้าเหรียญเงิน นี่เป็ราคาที่ถูกที่สุดเท่ากับต้นทุนที่แม่ค้ารับมาขาย เธอจึงไม่สามารถลดได้อีกแม้ว่าจะเอ็นดูเด็ก ๆ พวกนี้มากก็ตาม
แอนนายืนมองผ้าผืนใหญ่ตาเป็ประกาย เธอตั้งปณิธานไว้ว่า สักวันผ้าแบบนี้จะต้องกลายเป็เครื่องสวมใส่ของทุกคนให้ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้น เธอจะอดทนไปก่อน ขณะเดียวกัน คิทก็เริ่มวางแผนว่าจะเลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มเติม หาแกะมาเลี้ยงคงไม่ลำบากอะไรนัก ภารกิจย่อยตามความ้าของตนเองจึงถูกเพิ่มอีกหนึ่งข้อ
เจมส์ สนใจร้านค้าอาวุธเป็พิเศษ อุปกรณ์ยังชีพและเหมาะสำหรับการฝึกฝนจะเป็ฮันเตอร์ในป่าใหญ่เป็สิ่งที่เขาอยากได้มาโดยตลอด คิทได้แต่ยืนงงอยู่สักพัก เพราะจำได้ดีว่าพี่ชายคนนี้อยากเป็ทหารไม่ใช่นักล่า น้องเล็กของกลุ่มจึงถามออกไปตรง ๆ
“ข้า... ข้าคิดว่าเป็ฮันเตอร์จะหาของกินมาให้พวกเ้าได้มากกว่า” เจมส์ได้แต่เกาหัวแก้เขิน การสอนของเจสันในวันนั้นมีอิทธิพลกับเขามากจริง ๆ
“พี่ไม่จำเป็ต้องล้มเลิกความฝันเพราะพวกเราหรอก ฝึกฝนใช้อาวุธ ออกหาของป่ากินควรเป็การฝึกฝนของเหล่าทหารอยู่แล้ว เลือกดูอาวุธที่ตัวเองชอบและใช้ถนัดมือสักหน่อยดีไหม เผื่อจะได้ใช้ยาว ๆ ทั้งในป่าและในกองทัพด้วย”
พี่ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็คว้าน้องชายมากอดหมับด้วยความตื้นตัน เ้าตัวเล็กจึงได้แต่ดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดที่มีกลิ่นสาบด้วยความหงุดหงิด เจมส์ใช้เวลาเลือกอยู่ไม่กี่อึดใจ ก็ตัดสินใจสอบถามราคาของใบขวานที่ทำจากเหล็ก และใบมีดสองคม ทั้งสองอย่างไม่มีด้ามและดูเหมือนจะเป็เพียงอะไหล่สำหรับเปลี่ยนอาวุธเท่านั้น
ใบขวานขนาดเล็กที่เหมาะใช้เป็ขวานบิน มีราคาที่ชิ้นละห้าเหรียญเงิน ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยพอใช้ตัดไม่ได้ มีราคาที่สิบห้าเหรียญ ส่วนใบมีดเหล็กสองคมที่ยาวเกือบเท่าแขนของคิท มีราคาที่สามสิบเหรียญ
สุดท้ายคิทก็ควักเห็ดในถุงออกไปอีกหลายสิบถ้วย เพราะเจมส์อยากได้หัวขวานบินสามชิ้น กับใบมีดเหล็กอันใหญ่ที่พอจะใช้เป็ดาบสั้นหรือหัวของทวนา
นอกจากนี้คิทยังตัดสินใจซื้อหัวขวานใหญ่กลับไปเป็ของสำรองให้กับทางโบสถ์ด้วย เนื่องจากขวานอันเก่าที่เจมส์ใช้งานเริ่มมีสภาพไม่ดีแล้ว เห็ดที่เหลือทั้งหมดจึงถูกแลกกับใบขวานใหญ่ดังกล่าวจนพ่อค้าอาวุธยิ้มแก้มปริ อาหารประทังชีพของพวกเขาจะได้เปลี่ยนจากเนื้อเค็ม ๆ เพียงอย่างเดียวเสียที
เนื่องจากเพิ่งทำการซื้อขายครั้งใหญ่จนของหมด คิทจึงสอบถามพ่อค้าอาวุธอีกเล็กน้อย ว่าพวกเขาสนใจมันหวานรสชาติเยี่ยมหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินชื่ออาหาร เหล่าพ่อค้าก็เบ้ปาก ความเชื่อที่ว่าพืชมีหัวเป็อาหารจากผืนดินเกี่ยวโยงกับเื่ร้าย และความยากจน ทำให้พ่อค้าส่วนใหญ่รังเกียจอาหารชนิดนี้เป็พิเศษ เด็กหนุ่มจึงถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแม้จะพยายามโฆษณามากเท่าไหร่ก็ตาม
แต่คำพูดหรือจะสู้กับประสบการณ์จริง เ้าเด็กน้อยจึงมีความคิดจะทำมันเผาให้พวกเขาดูเป็ตัวอย่าง เจมส์เลยต้องหอบของที่เพิ่งซื้อมา กลับไปโบสถ์พร้อมกับสัมภาระของแอนนา ขณะเดียวกันคิทก็บอกให้เขาหยิบมันหวานหัวงาม ๆ มาอีกสองกระสอบใหญ่
เหรียญทองถูกแลกเป็เหรียญเงินร้อยเหรียญกับเหล่าพ่อค้า จากนั้นคิทก็เดินไปบ้านป้าแมรี่ เพื่อขอซื้อฟางแห้งราคากองละครึ่งเหรียญทองแดง
หลังจากทักทายเล็กน้อย เด็กหนุ่มและพี่สาวก็แบกกองฟางขนาดใหญ่สองกอง ไปแถวที่พักของพ่อค้าทั้งหลาย กองไฟกองหนึ่งถูกเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ
ไม่นานนักเจมส์ก็กลับมาพร้อมถุงกระสอบผ้าหยาบที่ใส่หัวมันไว้หลายสิบหัว
กองฟางแห้งถูกนำมาวางทับหัวมันที่วางอยู่บนพื้นหิน ก่อนจะถูกจุดจนไฟลุกโชน คิทโยนท่อนฟืนสนแดงเข้าไปอีกสามสี่ท่อน เพื่อให้กองไฟยังลุกไหม้ต่อ เมื่อฟางแห้งมอดหมดแล้ว เขาไม่จำเป็ต้องเผาซ้ำเหมือนครั้งก่อนที่ทำให้น้อง ๆ ในโบสถ์กิน เพราะตอนนี้เขามีพลังจมูกหมี คอยดมอาหารว่าพร้อมทานเมื่อไหร่
สักพักกลิ่นหวานหอมจากกองไฟก็ลอยกระจายทั่วบริเวณ
กลุ่มคนที่คิดว่ามันหวานเป็อาหารชั้นต่ำเริ่มมีเสียงท้องร้องประท้วงออกมาเมื่อคิทและพี่ชายพี่สาวหักหัวมันสุกแบ่งกันกินให้ดูเป็ตัวอย่าง ความเอร็ดอร่อยของพวกมันถูกแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเด่นชัด
สุดท้าย คุณป้าขายผ้า ก็เป็ผู้กล้าคนแรกที่เดินมาหยิบหัวมันเนื้อสีเหลืองนวลอีกครึ่งที่เหลือ หลังจากใช้เวลาทำใจและสังเกตอาหารในมืออยู่พักใหญ่ เธอก็ขออนุญาตเด็กกลุ่มนี้พร้อมกับส่งมันเข้าปากอย่างรวดเร็ว