สำหรับครอบครัวสกุลซูแล้วเติ้งอาหลัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสำนึกในบุญคุณต่อพวกเขามิใช่เพราะอีกฝ่ายปฏิบัติต่อหยางหลิ่วเยี่ยงคนในครอบครัวแต่เพราะว่าเขาได้รับการดูแลเอาใจใส่ตามไปด้วย เขาเป็นคนหยาบกระด้างพูดจาขอบคุณใครไม่เป็น เมื่ออีกฝ่ายมอบหมายงานให้ ทั้งยังเชื่อใจและให้ค่าตอบแทนที่สูงเช่นนี้ เขาย่อมต้องทุ่มเททำงานสุดความสามารถ
เมื่อมีประสบการณ์การเปิดร้านมาก่อนการเปิดร้านครั้งนี้จึงง่ายและราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหรือการสั่งทำอุปกรณ์ต่าง ๆ เขาก็มีแผนการอยู่ในใจไม่ต้องคอยวุ่นวายออกไปสืบหาข้อมูลให้เสียเวลาไม่นานร้านใหม่ก็สำเร็จลุล่วงและเปิดดำเนินการ
เดิมทีคาดว่าด้วยฐานที่มั่นคงจากยอดขายเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินและปลาหมักหม้อดินที่สั่งสมมาเป็นเวลานานธุรกิจของร้านใหม่คงไม่ต้องกังวล แต่ใครจะไปคิดผู้คนบนถนนหุยหลัวกลับเพียงแค่เดินดูแต่ไม่ค่อยซื้อ!
"เหตุใดพวกเขาแค่เข้ามาดูแล้วก็เดินออกเล่าเจ้าคะ?"
แม้จะเพิ่งเปิดร้านได้เพียงสามวันทางร้านไม่ได้เงียบเหงาก็จริง แต่ก็ไม่ได้คึกคักอันใดหยางหลิ่วรีบร้อนจนเหมือนจะเป็นร้อนใน!
เติ้งอาหลัวรินน้ำให้ถ้วยหนึ่งแล้วกล่าวอย่างจนปัญญา "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันรอดูอีกสักสองวันเถิด"
เขายังไม่เคยทำมาค้าขายมาก่อนไม่สามารถพูดอย่างคล่องแคล่วอาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้เขาดึงดูดลูกค้าไว้ไม่ได้?
อีกสองวันต่อมาเย่จื้อเฟิงที่มาเยี่ยมเยียนก็ได้พบปัญหา
เขาแกล้งกระแอมไอเล็กน้อยแล้วกลั้นหัวเราะ “คือว่า... พี่อาหลัวท่านไม่สังเกตสายตาที่บางคนมองท่านบ้างหรือ...”
เติ้งอาหลัวเบิกตาโต“อะไรนะ?” เขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงสำรวจตัวเองอย่างละเอียดว่ามีอะไรไม่เหมาะสมหรือไม่
หยางหลิ่วมองเย่จื้อเฟิงพลางนึกฉงนแล้วถามขึ้นว่า “สายตาแบบไหนเจ้าคะ? สองสามวันนี้ขายไม่ค่อยดี พวกเรากลุ้มใจมากเลยเจ้าค่ะ”
“หนวดเคราของพี่อาหลัว” เย่จื้อเฟิงชี้ไปที่หนวดเคราครึ้มของเติ้งอาหลัวผู้ที่ไม่รู้จักเขา เมื่อมองแวบแรกมักจะรู้สึกว่าเขามีท่าทางดุดัน ไม่น่าเข้าหาใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนซื่อสัตย์เล่า?
หยางหลิ่วหันไปมองเติ้งอาหลัวแล้วขมวดคิ้วนางรู้สึกว่าสามีของนางดูดีและน่ามองเป็นที่สุด!
“คงเป็นเพราะข้าหน้าตาดูน่ากลัวเกินไปกระมัง...” เติ้งอาหลัวลูบหนวดเคราด้วยความจนใจ
“ไม่จริงเลย ข้าต่างหากที่หน้าตาไม่ดี...พวกเราหน้าตาไม่น่ามองเหมือนกันเช่นนี้เลยก็ได้เจ้าค่ะ” หยางหลิ่วทำหน้าบึ้งตึงนางพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่เคยเป็นเด็กสาวที่ใครๆ ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กหลายคนถึงกับบอกว่านางเหมือนผู้ชาย นางชินแล้วกับคำพูดเหล่านั้น
เติ้งอาหลัวรีบโอบไหล่นางปลอบโยนว่า “ข้าไม่เป็นไร เจ้าไม่ได้น่าเกลียดนะข้าต่างหากที่น่าเกลียด”
เย่จื้อเฟิงโบกมือแล้วกล่าวว่า“พวกท่านอย่าคิดมากเลย ทำไมถึงพูดเรื่องหน้าตาน่ารังเกียจกันไปได้แค่หนวดเคราของพี่อาหลัวดูดุดันไปหน่อย ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นนั้นหรอกพอเพื่อนบ้านชินแล้วก็คงไม่ถือสาไปเอง”
เติ้งอาหลัวครุ่นคิดแล้วกล่าวอย่างจนใจว่า“น้องเย่ พวกเจ้าหาคนอื่นมาดูแลร้านนี้จะดีกว่าหรือไม่ทุกคนต่างบอกว่า ‘มีไมตรีจิตย่อมนำมาซึ่งความมั่งคั่ง’ใบหน้าของข้ามันไม่น่าคบหามาแต่กำเนิดเมื่อก่อนยังมีหญิงคนหนึ่งด่าข้าด้วยซ้ำนางพูดว่าข้าหยุดเสียงเด็กร้องไห้ในยามค่ำคืนได้...”
นี่...เย่จื้อเฟิงถึงกับหัวเราะไม่ออก กลั้นขำแทบไม่ไหว แล้วกล่าวว่า“พี่อาหลัว นางผู้นั้นจงใจพูดเกินจริงเพื่อด่าว่าท่านแต่แท้จริงแล้วมันไม่มีทางเกินจริงขนาดนั้นหรอก”
มีผู้คนที่เดินตามท้องถนนสักกี่คนกันที่หน้าตาดีเลิศนอกเสียจากพวกที่หน้าตาหมดจดสะดุดตา ที่เหลือก็คล้ายๆ กัน หน้าตาพื้นๆไม่ต้องมาล้อเลียนกันหรอก
“พวกท่านรู้หรือไม่ว่า เสี่ยวชิงชิงเคยเป็นไข้ทรพิษตอนเด็กๆรอดตายมาได้แต่หน้าทิ้งรอยแผลเป็นไว้มากมาย มองดูแล้วน่ากลัวจนเด็กเล็กๆ ร้องไห้นางเองยังไม่กล้าส่องกระจกเลย” เย่จื้อเฟิงอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องราวในอดีตของครอบครัวให้พวกเขาฟัง“หลังจากนั้นพวกเราถูกคนสกุลเย่ไล่ออกจากบ้าน เพื่อความอยู่รอดน้องสาวของข้าต้องนำดอกไม้ออกไปขายบนถนนทั้งๆ ที่หน้าเป็นแผลเป็น”
หยางหลิ่วอยู่ในบ้านของพวกเขามาหลายปีจึงพอได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียด จึงรีบถามว่า“แล้วเป็นอย่างไรต่อเจ้าคะ? ดอกไม้ขายออกไปได้หรือไม่?”
“ได้ยินท่านแม่บอกว่า หลายคนเมื่อเห็นชิงชิงก็ต้องตกตะลึงไปชั่วขณะบางคนถึงกับเบือนหน้าหนี แต่ว่านางยิ้มแย้มต้อนรับผู้คนเสมอแน่นอนว่าดอกไม้ก็ขายออกไปได้ แม้จะมีบางคนแสดงความไม่พอใจกับนางก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น” หญิงสาวที่ด่าทอชิงชิงกลางถนนนั่นเองที่ทำให้พวกเขาได้พบคุณชายเจ้าของห้าง~
ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าชายชราที่ชายแดนทำม้าหายรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่เรื่องดี หลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นเช่นนี้หากไม่มีหญิงสาวผู้นั้นก่อความวุ่นวายในตอนแรกบางทีคุณชายเจ้าของห้างอาจไม่สังเกตเห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ บนถนนด้วยซ้ำ
เติ้งอาหลัวฟังจบก็ลูบหนวดเคราด้วยสีหน้าสงสาร“หรือว่าข้าต้องโกนหนวด?”
โกนหนวด?หยางหลิ่วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียดายยิ่งนัก “จำเป็นต้องโกนหนวดด้วยหรือเจ้าคะ?”
เย่จื้อเฟิงรีบห้ามปราม“ความจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องโกนหนวดลองคิดดูสิว่าร้านเหล้าหลายแห่ง คนขายเหล้าก็มีหนวดเคราเต็มหน้าไม่เห็นมีใครเคยเสียโอกาสในการทำธุรกิจเลย”
คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนตรงไปตรงมาเสียงหัวเราะดังกึกก้องราวกับตีกลอง ไม่เห็นว่าใครจะตกใจกลัว
เย่จื้อเฟิงเห็นพวกเขาไม่เข้าใจจึงกล่าวต่อ “สิ่งสำคัญคือรอยยิ้มจงแผ่ความเป็นมิตรของพวกเจ้าออกมา”
ดั่งคำสุภาษิตโบราณที่ว่าไว้‘มือที่ยื่นออกมาไม่ตีคนหน้ายิ้ม’ พวกเขาเข้าใจหลักการนี้อยู่แล้วเพียงแต่ต้องพยายามลองดู
ม้าควบฉับไวสายลมพัดระริ้วดูบุปผาฉางอันเพียงชั่ววัน
นับตั้งแต่เย่ชิงชิงเรียนรู้การขี่ม้านางก็หลงรักความรู้สึกอิสระนี้ แม้จะมิอาจชมดอกไม้งามทั่วฉางอันอย่างว่าแต่การได้ควบม้าฝ่าลมหรือปล่อยให้ลมพัดพาไป ช่างงดงามเสียจริง
ทว่าแม้จะขี่ม้าเป็นแล้วนางซูผู้เป็นมารดาก็ยังไม่ยอมให้บุตรสาวเดินทางคนเดียวระยะทางระหว่างเมืองสืออันกับหมู่บ้านเถียนซินนั้นไม่ได้ใกล้กันเลยมิหนำซ้ำนางยังเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ จะบังคับม้าตัวสูงใหญ่ได้หรือ?หากพลัดตกโดยไม่ระมัดระวัง คงร้องไห้ไปพึ่งใครไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เย่ชิงชิงจึงอ้อนวอนนางซูไม่น้อยเลย แต่ก็ไม่เคยได้รับอนุญาต บัดนี้นางอายุสิบสองแล้ว หลังจากอ้อนวอนมานาน นางซูก็ใจอ่อนในที่สุดยอมให้นางขี่ม้าเข้าเมืองไปหาพี่ชายได้เป็นครั้งคราว