กลิ่นหอมรวยรินลอยล่องตามลมลอดผ่านหน้าต่างห้องนอนที่ถูกเปิดเอาไว้ ผสานกับกลิ่นกระดาษอบอวลไปทั่วเรือน กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน... ภายในเรือนเหมยรำเพยที่เต็มไปด้วยตำราอาหาร รวมถึงเล่มอื่นๆ อีกมากมาย ใน่ฤดูที่ต้นเหมยสองต้นหน้าเรือนออกดอกบานสะพรั่ง ภายในเรือนรวมถึงห้องนอนก็มักจะมีกลิ่นนี้ อนงค์นางร่างบางที่หลับฟุบกับโต๊ะหนังสือขยับตัว มุมปากอิ่มกดลึกเป็รอยยิ้มสุขใจ ก่อนที่จะจางหายไปในเวลาต่อมา หัวคิ้วเรียวสีปีกกาค่อยๆ ขยับชิดกัน นางไม่ได้พำนักในเรือนเหมยรำเพยมาหลายปีแล้ว ั้แ่ท่านแม่ถูกส่งไปอารามห่างไกล ชีวิตของนางก็ไม่เหมือนเดิม
“ฮึก... ท่านแม่”
เสียงหวานเอ่ยถึงผู้ที่นางคะนึงหาก่อนสิ้นลม ดวงตางามกะพริบถี่ พลันเบิกตากว้างเมื่อพบว่า ตนเผลอหลับกับโต๊ะหนังสือภายในเรือนเหมยรำเพย
“นี่ข้าฝันไปอย่างนั้นหรือ ไม่สิ.. นี่คือโลกหลังความตายของข้าต่างหาก!”
โลกหลังความตายก็คือการได้กลับมายังสถานที่ที่ซึ่งคะนึงหาหรอกหรือ เจียงจื่อเหยียน ก้มมองชุดสีเขียวอ่อนปักลวดลายดอกไม้ ที่ท่านแม่เป็ผู้ตัดเย็บให้ และนางก็ชอบชุดนี้ที่สุด
จื่อเหยียนยกมือปิดปาก เมื่อเห็นต้นเหมยด้านหน้าเรือนกำลังผลิดอกบานสะพรั่ง นี่เองที่มาของกลิ่นหอมหวานผสานกับกลิ่นตำราอันถวิลหามาตลอด หน้าเรือนพักของนางมีต้นเหมยอยู่สองต้น มันจะแย้มกลีบออกดอกทุกปี แต่น่าเสียดายที่หลังจากเกิดเื่กับท่านแม่ นางก็ต้องย้ายไปอยู่เรือนท้ายจวน หยดน้ำในตาไหลทะลักออกมาราวสายน้ำหลาก ก่อนจะตั้งสติพร้อมกับพร่ำปลอบตัวเองว่า นางได้ผ่านพ้น่เวลาทุกข์ยากนั้นมาแล้ว
ณ ตอนนี้นางกำลังอยู่ในโลกหลังความตาย
ทั้งเรือนเหมยรำเพย
ทั้งชุดที่นางโปรดปราน
นี่คงเป็โลกหลังความตายที่มีความสุข กระนั้นภายในจิตใจ ก็ยังมีความขมขื่นติดตามมา คงจะดีหากว่าตอนสิ้นลม นางไม่ได้พบกับความเ็ปเสียใจอย่างใหญ่หลวง จื่อเหยียนขมวดคิ้วยามมองมือของตน ที่บัดนี้ไม่มีแผลเป็ เป็มือที่มีผิวพรรณขาวนวล ไม่รอช้าหญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปยังห้องนอนของนางทันที กระจกทองเหลืองสะท้อนใบหน้าเยาว์วัยที่ฉายความงาม
“ทั้งอยู่ในเรือนเหมยรำเพย ทั้งสวมชุดที่โปรดปราน และยังอยู่ใช่่เวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวพึมพำ โลกแห่งความตายของนางช่างน่าอัศจรรย์นัก หากเป็เช่นนี้ นางจะได้เจอกับ...
“คุณหนูเ้าคะ... คุณหนูอยู่ในห้องหรือไม่เ้าคะ”
เสียงของลู่ลู่งั้นหรือ?
นางมองไปยังประตูก็พบเ้าของใบหน้ากลมแป้นกับพวงแก้มอันเป็เอกลักษณ์กำลังเดินเข้ามา
“ตื่นแล้วหรือเ้าคะ ข้าเห็นคุณหนูหลับสบาย เลยไม่กล้าปลุกเ้าค่ะ”
แพขนตาที่เปียกชุ่มขยับหลายครั้ง ภาพสาวใช้เ้าของใบหน้ากลมแป้นกับพวงแก้มอันเป็เอกลักษณ์ ก็ยังไม่ยอมเลือนหายไป นางจึงยกมือขยี้เปลือกตา อา... นอกจากยังยืนอยู่ที่เดิม ตอนนี้เ้าตัวยังขมวดคิ้วใส่นางด้วยสิ
“เหตุใดจึงถูตาเช่นนี้เล่าเ้าคะ”
“ลู่ลู่”
“เ้าคะ”
“เ้ายังไม่...” เ้าของเสียงหวานอ้ำอึ้ง ยามเมื่อภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัว ลู่ลู่ถูกคนพวกนั้นตีจนตายไปต่อหน้าต่อตานาง สาวใช้คนดีของนางตาย เพราะช่วยนางเอาไว้ กระบอกตากับปลายจมูกเริ่มร้อนผ่าว ทว่าความโศกเศร้าเสียใจกลับถูกขัดด้วยน้ำเสียงใสของสาวใช้อีกครั้ง
“คุณหนูว่าบ่าวยังไม่อะไรเ้าคะ”
“เอ่อ ใบหน้าเ้าอ่อนวัยยิ่งนัก”
สติที่ยังมาไม่ครบนัก ทำให้จื่อเหยียนเอ่ยชมสาวใช้ ลู่ลู่อายุมากกว่านางเพียงสองปี เช่นนั้นแปลว่าโลกหลังความตายของนางคือ่เวลาที่นาง...
“คุณหนู... ข้าเพิ่งสิบเจ็ดหนาว เหตุใดท่านพูดเหมือนจะให้ข้าแลแก่นักเ้าคะ” ลู่ลู่ยกมือกุมพวงแก้มทั้งสอง นางอยากคิดว่าคุณหนูชม แต่สีหน้าแววตา เหตุใดจึงฉายแววประหลาดใจนักเล่า
“อืม เ้าวัยสิบเจ็ดหนาว”
“เ้าค่ะ ข้าเพิ่งสิบเจ็ด ส่วนคุณหนู อีกหนึ่งเดือนท่านก็จะปักปิ่นแล้ว”
“อะ อีกหนึ่งเดือนอย่างงั้นหรือ”
“เ้าค่ะ”
หญิงสาวทุกคนปักปิ่นในวัยสิบห้าปี และเป็่วัยที่พร้อมจะออกเรือน จื่อเหยียนจ้องมองใบหน้าของสาวใช้ ที่ช่างเหมือนจริงเหลือเกิน นางคงยังไม่ชินกับโลกหลังความตาย ว่าแต่... หากอยู่ใน่เวลานี้ แล้วเหตุการณ์อื่นๆ เล่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
จื่อเหยียนยกมือกอบกุมใบหน้า พร้อมจิกปลายเล็กไปที่แก้ม ความเจ็บทำให้น้ำตานางไหลพราก เหตุใดโลกหลังความตายจะต้องมีความเ็ปด้วยเล่า เช่นนี้แล้วแปลว่านาง ...ไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ นางอยู่ในวัยสิบสี่ย่างสิบห้า
...หากนี่ไม่ใช่โลกหลังความตาย เช่นนั้นแปลว่า นางได้ย้อนกลับมา ตาข่าย์ห่าง แต่ไม่รั่ว!
“คุณหนูท่านรีบล้างหน้าล้างตาเถอะเ้าค่ะ เมื่อวานท่านลุงท่านป้าสะใภ้ของคุณหนูบอกเอาไว้ว่า จะให้ออกไปช่วยงานที่เหลาสราญนะเ้าคะ”
หญิงสาวไม่สนใจคำพูดสาวใช้รีบหันกลับไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกสีทองอีกครั้งพร้อมกับออกแรงหยิกแก้มตัวเอง เจ็บ... ดวงตางามจับจ้องภาพสะท้อน เป็นางในวัยสิบสี่ย่างสิบห้าหนาว หากแต่ความเป็จริง นางใช้ชีวิตจนถึงวัยสิบเก้าหนาว เป็หญิงเทื้อไม่ได้ออกเรือนให้ผู้คนกล่าวว่า ก่อนจะตายตกไป เพราะถูกรถม้าชนที่ถนนในตลาด
...นางตายอย่างอนาถตรงนั้น
“ดี! ดียิ่งนัก!”
จื่อเหยียนทุบอกตัวเองด้วยความดีใจ นางออกแรงหนัก เพราะอยากย้ำเตือนว่า นี่คือความจริง นางได้หวนกลับมาในยามที่ตนวัยเพียงแค่สิบสี่ ซึ่ง่เวลานี้นางยังไม่ได้เจอกับ... ถานกวนฟ่าง! ไอ้คนสารเลวที่มาหลอกให้นางรัก แล้วทอดทิ้งนางไป ไม่เพียงเท่านั้น กวนฟ่างยังนำพาให้พี่ชายของนางพบกับหายนะ ชีวิตของพี่ชายนางต้องพังทลายเพราะไอ้คนเลวกวนฟ่าง
“เดือนหน้าปักปิ่น...”
หญิงสาวพึมพำ ชาติก่อนนางเจอกับกวนฟ่างในวันปักปิ่น บุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตนของเขาต้องตานางยิ่งนัก ยิ่งพี่ชายของนางมาเล่าความประทับใจที่ถูกกวนฟ่างช่วยพาตัวขึ้นเรือ หลังจากที่เขาพลัดตกน้ำ นางก็ยิ่งประทับใจ แรกชอบจนกลายเป็รัก จากนั้นนางก็ตกอยู่ในความโง่งม เขาบอกให้รอก็รอ เขาบอกว่ารักก็เชื่อ สุดท้ายไอ้ชาติชั่วนั่น ก็ไปแต่งกับคุณหนูตระกูลใหญ่ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า จะรับนางเป็อนุ พร้อมทอดเสียงอ่อนเสียงหวานว่า หญิงเดียวในใจเขาคือนาง
...ไอ้ลูกเต่าสารเลว!
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงที่สุดของกวนฟ่าง สิ่งที่ทำให้จื่อเหยียนเจ็บใจที่สุดก็คือ เขาหลอกใช้พี่ชายนาง หลอกให้ไว้ใจ ยุยงส่งเสริมไปในทางที่ผิด สุดท้ายชีวิตพี่ชายของนางก็พังทลาย หญิงสาวหลับตาข่มกลั้นความรู้สึก เมื่อภาพพี่ชายนอนคว่ำหน้าในสระน้ำ โดยมีรถเข็นล้มอยู่ริมฝั่งผุดขึ้นมา
ใช่... พี่ใหญ่ของนางฆ่าตัวตาย หลังจากกลายเป็คนพิการ โดยที่ผู้เป็ภรรยาไม่เหลียวแล และนังหญิงสารเลวนั่น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ลูกพี่ลูกน้องของกวนฟ่างนั่นเอง!
“คุณหนู ถ้าไม่รีบท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้ของท่านจะรอนะเ้าคะ” ลู่ลู่สะดุ้ง เมื่อจู่ๆ คุณหนูก็หันมา
“ขอบใจนะลู่ลู่”
“ขะ ขอบใจข้าเื่ใดเ้าคะ” สีหน้าซาบซึ้งทำให้ลู่ลู่ขนลุก ไม่ใช่ว่าผีเข้าคุณหนูของนางหรอกนะ ถึงทำตัวประหลาดนัก
“ทุกเื่” จื่อเหยียนยิ้มทั้งน้ำตา
ชาติก่อน เพียงเพราะช่วยนางจากพวกคนร้าย ที่กวนฟ่างส่งมาจับตัว ลู่ลู่เอาตัวเข้าขัดขวางจนถึงแก่ความตาย บุญคุณนี้นางจะไม่ลืมไปชั่วชีวิต ส่วนเื่ความแค้นนั้น... เมื่อได้รับโอกาสให้หวนคืนอีกครั้ง นางก็จะตอบแทนคนเ่าั้อย่างเต็มกำลัง
...เริ่มจากเื่ในบ้านของนางก่อนเลย!
“ลู่ลู่ เตรียมกระดาษกับพู่กันให้ข้า!”