บทที่ 27 ฝันร้ายในสายตาของศิษย์!
ซูฝานมองหลี่โหย่วเต๋อด้วยสายตาประหลาด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "ร่วมทุกข์ร่วมสุข นี่คงเป็สิ่งที่เ้า้าจะสื่อกระมัง!"
ห้องเก็บสุรานี้มีเ้าของหรือไม่ ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แต่หากมีคนอยู่ที่นี่ ย่อมต้องเป็ผู้าุโคนสำคัญของสำนักแน่นอน เพราะที่นี่เป็อาณาเขตของสำนัก ไม่มีทางที่จะมีคนนอกเข้ามาได้
ด้วยกำลังความสามารถของพวกเขาเพียงเท่านี้ ไม่มีทางที่จะกล้าไปล่วงเกินผู้อื่นได้
ดังนั้นเมื่อมองจากภายนอก เ้าอ้วนผู้นี้ดูเหมือนจะมีน้ำใจ แต่ที่จริงแล้วเขา้าลากซูฝานลงน้ำ เพื่อร่วมแบกรับความเสี่ยงด้วยกัน
‘เ้าอ้วนผู้นี้ช่างไร้ยางอาย’
"เป็ไปได้อย่างไร ความจริงใจและน้ำใจที่ข้ามีต่อพี่ฝาน ฟ้าดินล้วนเป็พยาน"
หลี่โหย่วเต๋อทำท่าทางองอาจผ่าเผย
แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง
‘สำหรับเด็กอายุสิบสองปี ไฉนถึงได้เฉลียวฉลาดเช่นนี้? ราวกับจิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์’
ซูฝานกลอกตาอย่างเหลืออด
รู้จักกันยังไม่ถึงสิบสองชั่วยาม จะมาพูดเื่ความจริงใจและน้ำใจกับเขาได้อย่างไร? คิดว่าเขาเป็เด็กน้อยอยู่หรือ
"พี่ฝาน พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ถึงจะเป็ของที่มีเ้าของแล้วจะเป็ไร? ใครจะรู้ว่าพวกเราขโมยมา?"
หลี่โหย่วเต๋อพยายามยุยงส่งเสริมอย่างไม่ลดละ
อย่างไรเสีย หากไม่ลากซูฝานลงน้ำด้วยเขาก็จะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ
"เ้าลิงนั่นย่อมรู้เื่นี้ดี"
ภูตวานรรู้ถึงกลไกในที่แห่งนี้ หากสุราเหล่านี้มีเ้าของ มันย่อมต้องรู้จักเ้าของห้องเก็บสุราผู้นั้นแน่
หากเป็เพียงสัตว์อสูรทั่วไป ก็คงไม่ต้องกังวลอะไร
แต่ภูตวานรตัวนี้มีสัญชาตญาณพิเศษแต่กำเนิด สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้
เมื่อถึงเวลานั้น หากภูตวานรพาเ้าของห้องเก็บสุราวิ่งมาชี้ตัวพวกเขา มิใช่จะต้องเคราะห์ร้ายใหญ่หลวงหรอกหรือ?
ดังนั้นหลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคือรีบหนีไปโดยเร็ว
ไม่ว่าหลี่โหย่วเต๋อจะพูดจาหว่านล้อมอย่างไร ซูฝานก็ไม่ฟัง เขาหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปนอกถ้ำอย่างรวดเร็ว
"เด็กน้อยก็คือเด็กน้อยนั่นแหละ พอเจออะไรก็วิ่งหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก"
หลี่โหย่วเต๋อแสดงสีหน้าดูแคลน มือถูกันไปมาพลางอุ้มไหสุราไว้ในอ้อมแขน กำลังเตรียมจะเปิดออกมาลองชิม
"เ้าว่าใครเป็เด็กน้อย?"
แต่ทันใดนั้น
ซูฝานหันกลับมาอีกครั้ง ในดวงตาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
"ไอ้อ้วน เ้าคิดจะหลอกข้าสินะ ข้าจะหลอกเ้าให้ตายไปเลย"
หลี่โหย่วเต๋อรีบเปลี่ยนสีหน้าทันที ประจบเอาใจว่า "พี่ฝานถึงจะเป็เด็กน้อย แต่ก็เป็เด็กหนุ่มที่เฉลียวฉลาดองอาจสง่างาม"
ซูฝานมองเขาด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะกวาดตามองไหสุราในห้องเก็บสุรา แล้วถามว่า "แบ่งคนละครึ่งหรือ?"
"ไม่มีปัญหา"
หลี่โหย่วเต๋อพยักหน้าติด ๆ กัน
"รีบเถอะ เดี๋ยวค่อยนำกลับไปลิ้มรสอย่างช้า ๆ"
ซูฝานหยิบถุงเก็บของออกมา แล้วมุดเข้าไปในห้องเก็บสุรา กวาดต้อนอย่างบ้าคลั่ง
หลี่โหย่วเต๋อก็กลัวว่าตนจะเสียเปรียบ
ไม่นานนัก ห้องเก็บสุราก็ถูกกวาดจนว่างเปล่า แต่ละคนได้รับไหสุราคนละหกสิบห้าไห
รวมทั้งหมดก็แค่หนึ่งร้อยสามสิบไหเท่านั้น
......
ด้านนอก
ราตรีมืดมิด
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในป่าทึบ ซูฝานหันไปมองหลี่โหย่วเต๋อ พลางถามอย่างสงสัย "เ้ายังตามข้ามาทำไมกัน?"
"ตอนนี้ท่านเป็พี่ใหญ่ของข้า ข้าย่อมต้องติดตามท่านไปด้วย"
หลี่โหย่วเต๋อกล่าวอย่างไม่มีทีท่าประหม่าหรือลังเลแม้แต่น้อย ราวกับเป็เื่ที่สมควรแล้ว
"ข้าจะกลับสำนัก หากเ้าตามข้าไป เ้าไม่กลัวว่าจ้าวอวี่จะสังหารเ้าหรือ? หรือว่าเ้าคิดจะให้ข้าคอยคุ้มครองเ้า? ตัวข้าเองยังต้องให้ศิษย์พี่ใหญ่คอยคุ้มครองเลย!"
ซูฝานแค่นเสียงเ็า
หลี่โหย่วเต๋อแสดงสีหน้าประจบประแจงพลางกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ให้ศิษย์พี่ใหญ่คุ้มครองข้าด้วยสิ!"
"นิสัยของพี่ใหญ่เป็เช่นไร เ้าเข้าสำนักเมฆาเคลื่อนก่อนข้า จะไม่รู้ได้อย่างไร?"
"เ้าไม่ใช่คนจากยอดเขาที่สิบของพวกเรา ทั้งยังไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็ญาติกับนาง ให้นางคุ้มครองเ้า เ้าคิดว่าเป็ไปได้หรือ?"
ซูฝานกล่าว
"แล้วข้าควรทำเช่นไรดี"
หลี่โหย่วเต๋อรู้สึกลนลานไม่รู้จะทำอย่างไร
ซูฝานครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า "ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือหลบหนีไปก่อน รอให้ข้าจัดการจ้าวอวี่เสร็จแล้วค่อยบอกให้เ้ากลับมา"
"ท่านจะจัดการจ้าวอวี่หรือ?"
หลี่โหย่วเต๋อแสดงท่าทีสงสัย ‘เ้ามีความสามารถถึงเพียงนั้นหรือ?’
ซูฝานยิ้มอย่างมั่นใจพลางกล่าวว่า "วางใจได้ ข้ามีความมั่นใจ อีกไม่นานหรอก"
"แล้วข้าจะไปที่ใดเล่า?"
หลี่โหย่วเต๋อขมวดคิ้ว
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?"
ซูฝานทำหน้าบึ้งตึง
เื่หนีเอาตัวรอดแบบนี้ยังต้องถามเขาอีก ไม่มีความคิดเป็ของตัวเองบ้างหรือไร
หลี่โหย่วเต๋อทำหน้าลำบากใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ดวงตาก็เป็ประกายวาบขึ้น แยกเขี้ยวพลางกล่าวว่า "ข้านึกถึงสถานที่ที่ดีแห่งหนึ่งได้แล้ว นั่นคือเขาพยัคฆ์หมอบที่อยู่ทางใต้ห่างออกไปพันลี้"
"ถ้าเช่นนั้นก็ไปหลบที่เขาพยัคฆ์หมอบสักพัก"
ซูฝานพยักหน้า
ไม่ว่าเ้าอ้วนผู้นั้นจะหลบไปที่ใด ขอเพียงออกจากสำนักก็พอ
หลี่โหย่วเต๋อกล่าวว่า "พี่ฝาน หากจัดการจ้าวอวี่เสร็จ ท่านต้องมาแจ้งข่าวข้าที่เขาพยัคฆ์หมอบนะ ข้าจะรอท่าน"
"วางใจเถิด ข้าจะต้องมาแจ้งข่าวเ้าแน่นอน"
ซูฝานตบบ่าหลี่โหย่วเต๋อพลางกล่าวว่า "น้องรัก รักษาตัวด้วย"
"ท่านก็รักษาตัวด้วยเช่นกัน!"
หลี่โหย่วเต๋อเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจ เดินไปได้ก้าวหนึ่งก็หันกลับมามองถึงสามครั้ง ก่อนจะหายลับไปในความมืดของราตรี
"แสร้งทำเป็แสดงละครนี่ช่างเหนื่อยเหลือเกิน"
ซูฝานถอนหายใจยาว แล้วรีบกลับไปยังยอดเขาที่สิบอย่างรวดเร็ว
ต้าเฮยโก่วลืมตาขึ้นแล้วถามอย่างสงสัย "เกิดอะไรขึ้น ไฉนกลับมาดึกเช่นนี้?"
"เื่มันยาวน่ะ"
ซูฝานหยิบถุงเก็บของที่บรรจุไหสุราออกมาจากอกเสื้อ พลางกล่าวว่า "รีบซ่อนมันไว้ในทะเลปราณของท่านเร็ว"
ยามนี้เขาไม่ขาดแคลนถุงเก็บของแล้ว
หลังจากสังหารคนไปสี่คน ก็ได้ถุงเก็บของมาสี่ใบ
"สุราหรือ?"
ต้าเฮยโก่วตรวจดู จากนั้นดวงตาเปล่งประกายสีเขียววาบขึ้นมาอย่างมิอาจห้าม หัวเราะแปลก ๆ พลางกล่าวว่า "ไอ้หนู เ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าราชันอย่างข้าชอบดื่มสุรา? เ้าหามาให้ข้ามากมายเช่นนี้ รู้จักกตัญญูนัก!"
"สุนัขที่… ชอบดื่มสุรา?"
ซูฝานชะงักงัน
ในห้วงความคิด เขาเริ่มจินตนาการถึงภาพสุนัขดำตัวใหญ่กำลังดื่มสุราอย่างไม่อาจห้ามใจ ดูเหมือนว่า… มันจะดูตลกอยู่สักหน่อย
"สุราเป็ของดี ทั้งเพิ่มความกล้า และช่วยคลายทุกข์ได้"
"อย่างเ้านี่ไง ชอบเหลิ่งเยว่ใช่ไหม ไม่กล้าสารภาพรักใช่ไหม หากดื่มสุราสักสองเฉียน รับรอง เ้าถึงขั้นกล้าชวนนางมาเต้นระบำเปลื้องผ้าเลยทีเดียว"
ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยวกล่าว
เขาหยิบไหสุราออกมา กำลังจะได้ลิ้มรส
"ไอ้หนูสองคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ กล้าดีอย่างไรมาขโมยสุราของข้า วันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเ้าให้เข็ดหลาบ!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นดังก้องมาจากป่าทึบเบื้องหน้า
"สุรานี่มีเ้าของจริง ๆ ด้วย!"
ซูฝานสีหน้าเปลี่ยนไป รีบหันไปมองต้าเฮยโก่วพลางเร่งเร้า "เ้าของสุรามาแล้ว รีบซ่อนตัวเร็วเข้า"
"กลัวไปไย?"
ต้าเฮยโก่วกลอกตามองเขา
"ท่านไม่กลัว แต่ข้ากลัว!"
ผู้มาเยือนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็บุคคลสำคัญ หากให้เขาเห็นสุราพวกนี้เข้า คงไม่รอช้าที่จะสังหารเขาทันที
ต้าเฮยโก่วเก็บไหสุราอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วซ่อนถุงเก็บของเข้าไปในทะเลปราณ
ไม่นานนัก
ชายชราหนวดขาวผู้หนึ่งก็มุ่งตรงมายังยอดเขาที่สิบ เขาสวมอาภรณ์ขาวสะอาด ผมยาวสลวย ดูมีกลิ่นอายเซียนเต็มเปี่ยม ทว่าในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความโทสะ
"ประมุขตำหนักอาญาหรือ?"
เหลิ่งเยว่เดินออกมาจากถ้ำพลางรีบก้าวเข้าไปคำนับอย่างนอบน้อม "ศิษย์เหลิ่งเยว่ คารวะท่านผู้เฒ่าตี๋"
ท่านผู้เฒ่าตี๋สะกดโทสะไว้ พลางถามว่า "ที่ยอดเขาที่สิบของพวกเ้า มีศิษย์ที่าเ็ที่ไหล่ซ้ายหรือไม่?"
"าเ็ที่ไหล่ซ้ายหรือ?"
เหลิ่งเยว่ชะงักไป
ดูเหมือนว่าที่ยอดเขาที่สิบจะมีแค่ซูฝานที่ไหล่ซ้ายได้รับาเ็มิใช่หรือ? ถูกพลังปราณทองของจ้าวอวี่ เจาะทะลุจนเป็รูเื
"มีหรือไม่กันแน่!"
ผู้เฒ่าตี๋ตวาด
"มีเ้าค่ะ! มี"
เหลิ่งเยว่รีบพยักหน้า แล้วหันไปมองทางถ้ำพำนักของซูฝาน
‘ไอ้เด็กบ้านี่ หรือว่าจะก่อเื่อีกแล้ว?’
"ท่านผู้เฒ่าตี๋!"
"เหตุใดท่านจึงมาปรากฏตัวที่ยอดเขาที่สิบของพวกเราอย่างกะทันหัน?"
ศิษย์คนอื่น ๆ บนยอดเขาที่สิบต่างพากันตื่นตระหนก วิ่งออกมาจากถ้ำที่พักของตน พลางจ้องมองชายชราหนวดขาวด้วยสีหน้าเคารพยำเกรง
"ท่านผู้เฒ่าตี๋เป็ผู้ใดหรือ?"
ศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"เขาคือประมุขแห่งตำหนักอาญา"
"ตำแหน่งสูงส่ง อำนาจล้นฟ้า วรยุทธ์แกร่งกล้า ในสำนักเมฆาเคลื่อนของพวกเรา นับได้ว่าติดอันดับห้าอันดับแรก!"
"ที่สำคัญที่สุดคือ เขากุมอำนาจชี้เป็ชี้ตายของผู้อื่นอย่างเบ็ดเสร็จ!"
"หากพวกเราศิษย์คนใดก่อความผิดร้ายแรง ล้วนต้องถูกนำตัวไปยังตำหนักอาญา เพื่อรับการพิพากษาจากเขา!"
"อย่าดูแค่ใบหน้าที่แสนจะเมตตาปรานีของเขานะ วิธีการจัดการของเขาโเี้นัก!"
ทุกคนต่างกระซิบกระซาบ เสวนากันเบา ๆ
อาจกล่าวได้ว่า ประมุขตำหนักอาญาผู้นี้ คือฝันร้ายในสายตาของศิษย์ทั้งหลายในสำนัก