ลู่อันอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้เฉินตง
ตลอดระยะเวลาครึ่งเดือน เขาแทบไม่ยอมให้ ลู่อันเดินด้วยขาของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าระหว่างนั้นลู่อันไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ใช้การเรียนหลักสูตรออนไลน์ใน่พักฟื้น งานพิเศษเองก็ไม่ได้ไปทำ
ไม่รู้ว่าเฉินตงไปพูดยังไง เถ้าแก่ร้านอาหารถึงสั่งให้ลู่อันพักผ่อนรักษาตัวให้ดี หากกล้าโผล่ไปที่ร้านทั้งที่ยังเจ็บออด ๆ แอด ๆ เขาจะใช้ไม้เท้าตีขาลู่อันให้หักเสีย
สุดท้ายลู่อันก็ลงเอยด้วยการกลายเป็ผัก นอนพักอยู่บนเตียง โดยมีเฉินตงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ขนาดจะไปเข้าห้องน้ำ เฉินตงยังอุ้มลู่อันไปส่งถึงชักโครกเลยด้วยซ้ำ จนลู่อันแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองมีขา
ด้วยการประคบประหงมเ่าั้ทำให้ลู่อันอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากเดิมที่ควรใช้เวลารักษาราวสี่ถึงหกสัปดาห์ กลายเป็ว่า กลางสัปดาห์ที่สาม ลู่อันก็สามารถเดินเหินได้ปกติแล้ว
ผลพลอยได้จากการาเ็ในครั้งนี้ คือการที่ความสัมพันธ์ของลู่อันกับเฉินตงดีขึ้น
ตอนนี้พวกเขาสนิทกันอย่างกับพี่น้องแท้ ๆ
เป็เพราะต้องดูแลลู่อัน เฉินตงเลยเลี่ยงไม่ได้ ต้องเข้าออกห้องของลู่อันอยู่บ่อย ๆ บางครั้งเขาก็เผลอทำตัวตามสบายเกินไป อย่างการเดินแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำ ทำให้โดนลู่อันสวดจนหูชา
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ลู่อันก็สามารถกลับไปเรียนและทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งนับว่าเป็เื่น่ายินดี เพราะอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ ทางคณะบริหารของลู่อันจะมีการจัดกิจกรรมค่าย ซึ่งเป็การเชิญเอารุ่นพี่หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเป็เ้าของกิจการมาร่วมพูดคุย และแชร์ประสบการณ์กับเด็ก ๆ ในคณะ ซึ่งนั่นหมายความว่าลู่อันอาจมีโอกาสได้พบเ้าของธุรกิจชื่อดังหลายสิบคน
หากเขาสามารถสร้างคอนเนคชั่นกับคนเ่าั้ได้ นี่อาจเป็ใบเบิกทางอนาคตที่แสนสดใสของลู่อัน
"มีความสุขอะไรขนาดนั้น" เฉินตงถาม หลังจากลู่อันเข้ามานั่งในรถแล้วเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
พักหลังมานี้ ลู่อันเริ่มจะคุ้นชินกับการไปรับไปส่งของเฉินตง จนไม่ค่อยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเวลารับความช่วยเหลือจากคนอื่นแล้ว
"ก็แค่อีกสองวันคณะของผมจะมีค่ายแนะแนวเกี่ยวกับธุรกิจ ผมเคยได้ยินจากรุ่นพี่ ว่ามันเป็ค่ายที่ดี ให้ความรู้อะไรหลาย ๆ อย่างกับคนที่อยากเป็เ้าของกิจการ ผมเลยตั้งตารอ...เป็อะไรไปครับ?"
ลู่อันถามเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเฉินตง
"เอ่อ...นายไม่รู้งั้นเหรอ?"
ลู่อันเอียงศีรษะ "รู้อะไรครับ?"
เฉินตงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะทำเป็ยิ้มกลบเกลื่อน
"ปะ เปล่า ไม่มีอะไร เป็ค่ายที่น่าสนุกดี..."
มองจากนอกเมืองอื่นยังรู้เลยว่าเฉินตงกำลังมีเื่ปิดบัง
ลู่อันได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ กระทั่งวันเปิดค่ายเขาถึงได้เข้าใจกระจ่างชัด ว่าทำไมในตอนนั้นเฉินตงถึงแสดงท่าทางมีพิรุธ
เป็เพราะลู่ซูลี่ถูกรับเชิญให้มาเป็วิทยากรในครั้งนี้ด้วย
กว่าจะรู้ตัวว่าตกหลุมพราง ลู่อันก็ไม่สามารถถอยหลังกลับได้อีกต่อไปแล้ว
พี่สาวยิ้มร่า โบกมือให้น้องชายท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่มารวมตัวกันในห้องประชุมขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัย
ครู่หนึ่งลู่อันเกิดความรู้สึกทดท้อ อยากกลับบ้าน แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ
"อย่าทำหน้าเหมือนจะพูดว่า ฉันไม่น่ามาเลย แบบนั้นสิ"
เมื่อหันไป กลับพบเฉินตงกำลังพยายามทำตัวเนียนเป็นักศึกษา
"ก่อนหน้านี้บ่นอยากมานักหนาไม่ใช่เหรอ ในเมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็อย่าให้เื่ส่วนตัวพวกนี้มาทำให้นายเสียอนาคตสิ"
ที่เฉินตงพูดมาถูกต้องทั้งหมด
"ผมไม่ได้คิดจะกลับเสียหน่อย"
"โกหก" เฉินตงบุ้ยปากไปทางมือของลู่อันที่กำลังเก็บปากกาเข้ากระเป๋า "ถ้าฉันมาช้ากว่านี้ นายคงเก็บข้าวของหนีกลับบ้านแล้ว"
"แล้วคุณมาทำอะไรครับ"
"ฉันเหรอ?...ทำงานไง เห็นแบบนี้ฉันก็เป็มือซ้ายของซูลี่นะ"
"แล้วคนที่เป็ถึงมือซ้าย ต้องมานั่งเบียดกับผมด้วยหรือครับ?"
"งานผู้ช่วยก็เื่นึง งานดูแลเด็กดื้อก็อีกเื่นึง...พอดีตอนนี้ฉันทำอย่างหลังอยู่"
ลู่อันกลอกตา ไม่อยากเถียงกับชายคนนี้แล้ว
กิจกรรมค่ายบริหารยังคงดำเนินต่อไป
ลู่อันต้องยอมรับว่าลู่ซูลี่เป็ผู้บริหารที่มากความสามารถ เธอพูดได้หลายภาษาเคยติดต่อการค้ากับบริษัทอื่นั้แ่อายุสิบแปด การเจรจาครั้งใดที่มีเธอ ไม่เคยมีคำว่าล้มเหลว
ลู่อันนับถือเธอเื่งาน
ในขณะที่กำลังตั้งใจฟังบรรยาย ลู่อันได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากนักศึกษาสาวสองสามคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง พวกเธอกำลังพูดคุยกันเื่ชายหน้าหล่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ลู่อัน
"เธอเคยเห็นเขามาก่อนไหม?" หนึ่งในนั้นกระซิบถามเพื่อนของเธอ
"ไม่นะ หรือเขาเป็เด็กที่ย้ายมาใหม่ ว่าแต่เขาดูดีมากเลย เป็นายแบบหรือเปล่า?"
"ไม่รู้สิ แต่โครงหน้าเขาเป๊ะมากเลย คิ้วหนาแถมตาสองชั้น..."
ขณะที่หญิงสาวเ่าั้พูด ลู่อันเผลอเหลือบมองเฉินตง ซึ่งรูปลักษณ์ของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติเหมือนที่สาว ๆ พวกนั้นพูดจริง ๆ
ตอนนี้ลู่อันแทบไม่ได้สนใจฟังการบรรยายแล้ว
"นั่นสิใช้คำว่าหล่อได้เปลืองมาก"
อันนี้ลู่อันเห็นด้วย
ในขณะที่กำลังเงี่ยหูฟังสิ่งที่สามสาวนินทา จู่ ๆ ลู่อันก็ััได้ถึงนิ้วมือเย็นเยียบจิ้มเข้าที่แก้มของเขา เมื่อหันกลับไปจึงพบว่าเฉินตงกำลังเอนตัวเข้ามาใกล้
"ครับ?"
เฉินตงใช้นิ้วเคาะสมุดจด บนตัวอักษรสุดท้ายที่ลู่อันเขียนค้างเอาไว้
"ที่ซูลี่บรรยายเมื่อครู่นี้ไม่มีคำว่า หล่อ นะ"
ใบหน้าของลู่อันร้อนฉ่า เขารีบลบข้อความนั้น แก้ตัวว่า "ผะ ผมเขียนผิด"
เฉินตงไม่ได้ว่าอะไรแค่เตือนเพราะเห็นลู่อันเหม่อลอยก็เท่านั้น ละจากลู่อัน เขาก็หันไปเท้าคางมองลู่ซูลี่ต่อ ชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจฟังบรรยายมากกว่าลู่อันเสียอีก
ั์ตาคู่นั้นเป็ประกายทุกครั้งที่มองไปยังลู่ซูลี่ เขาแทบไม่ละสายตาจากเธอ ไม่ว่าเธอเดินไปทางไหนหรือพูดอะไร เขาจะเป็คนคอยมอง คอยฟัง คอยปรบมือสนับสนุนเธอเสมอ
ลู่อันรู้สึกเหมือนถูกเข็มเล่มเล็กทิ่มแทงลงกลางใจ มันเจ็บ แต่ก็ไม่ได้ถึงตาย
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากภาพที่แสนทรมานนั้น คือการจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำเบื้องหน้า
เย็นวันนั้น หลังจบกิจกรรมวันที่หนึ่ง ลู่อันกำลังจะกลับบ้าน แต่กลับพบลู่ซูลี่ดักรอเขาอยู่หน้าทางเข้าออก
ลู่อันไม่ค่อยอยากเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนั้นเท่าไร แต่หากเขาวิ่งหนีไปตอนนี้ คนที่จะลำบากก็คือเฉินตง
ชายคนนั้นทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลู่อันยอมคุยกับพี่สาว ลู่อันในตอนนี้ไม่อยากทำให้ความพยายามของเฉินตงสูญเปล่า
เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเดินเข้าไปหาเธอ
ทั้งเฉินตงและลู่ซูลี่ประหลาดใจที่เห็นลู่อันมีปฏิกิริยาเช่นนั้น
และแล้วลู่อันมาหยุดอยู่ห่างจากลู่ซูลี่แค่สองเมตร
"สวัสดีเสี่ยวอัน" ลู่ซูลี่กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
"สวัสดีครับ"