ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลหลิน
หญิงชราในวัยเจ็ดสิบห้าปีมวยผมต่ำไว้ด้านหลัง ปักด้วยปิ่นทองรูปหงส์หนึ่งอัน นางคือฮูหยินเฒ่า เจียงลี่เฟยนางได้เรียกลูกชายทั้งสองกับเหล่าลูกสะใภ้เข้ามาหารือเื่สำคัญนายท่านใหญ่หลินเฉินนั่งอยู่ฝั่งขวา พร้อมด้วยหวางฮูหยิน หวางหลี่จิ้งฝั่งซ้ายเป็นายท่านรองหลินเต๋อและเถียนฮูหยิน เถียนจินเยว่
“ข้าให้นางไปอยู่เรือนเฟยเฟิ่งพวกเ้าเห็นชอบว่าอย่างไร” ฮูหยินเฒ่านั่งอยู่ตรงกลางห้องโถงหันไปมองหน้าลูกชายทั้งสองด้วยความลำบากใจ
หลินเฉินผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆเขาหันไปมองน้องชายราวกับประเมินความรู้สึกของอีกฝ่ายไปด้วย“น้องรองเ้าว่าอย่างไร”
หลินเต๋อเป็น้องชายที่เชื่อฟังพี่ชายมาโดยตลอดเขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยแย้งอันใดออกมา เป็เถียนฮูหยินที่เอ่ยขึ้น“ท่านพี่นางเป็ลูกสาวของเรานะ” เอ่ยแล้วกลั้นน้ำตาที่เอ่ยคลอเบ้าไม่อยู่
“นางมีดวงชะตาไม่ดีทำให้ตระกูลหลินต้องตกต่ำ ไม่อาจให้นางเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลหลินได้”ฮูหยินเฒ่าปรามลูกสะใภ้รองด้วยสายตาดุดัน
“ท่านแม่ไม่ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจแต่ที่ท่านให้คนไปรับนางกลับมา ก็เพื่อแต่งงานไม่ใช่หรือเ้าคะหากคนตระกูลโจวรู้ว่าพวกเราไม่ยอมรับนางเข้าจวน พวกเขาจะไม่พอใจเอาหรือเ้าคะ”
“น้องสะใภ้ใช่ว่าข้าไม่อยากรับนางกลับเข้าจวนหรอกนะแต่คนตระกูลหลินไม่อาจเสี่ยงเพราะนางคนเดียวได้ท่านพี่กับลูกชายของข้ามีตำแหน่งขุนนางค้ำคอ หากมีเื่ร้ายเกิดขึ้นเพียงนิดเดียวคนทั้งตระกูลมิต้องลำบากไปด้วยรึ” หวางฮูหยินเอ่ยเสียงเนิบ ๆ คล้ายไม่เห็นความสำคัญของคนบ้านรองแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ ๆคนก็เข้าอยู่ที่เรือนเฟยเฟิ่งแล้ว หากสะใภ้รองอยากเจอหน้าลูกสาวก็ไปหานางได้ข้าไม่เคยห้าม ขออย่างเดียวอย่ารับนางเข้าจวนเด็ดขาด” ฮูหยินเต่ารีบตัดบท
หลินเต๋อตบหลังมือภรรยาเบา ๆหากมารดาของเขาตัดสินใจไปแล้ว ยากยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้ “ฮูหยินไม่ต้องห่วงข้าจะพาเ้าไปหาลูกสาวของเราเอง”
เถียนฮูหยินยิ้มเจื่อน ๆ ให้สามีนางรู้ว่าเขาไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนแปลงเื่นี้ได้ ทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่อเขาไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางเหมือนคนบ้านใหญ่ทำได้เพียงแค่มองสีหน้าผู้อื่นก่อนทุกครั้ง นางได้แต่เก็บความไม่ยินยอมนี้ไว้ในใจ
“เอาตามนี้เถอะน้องสะใภ้ให้นางอยู่ที่เรือนเฟยเฟิ่งไปก่อน จนกว่าจะได้ฤกษ์งานแต่งนั่นแหละ”หลินเฉินเอ่ยออกมาด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
เดิมทีการหมั้นหมายเป็เขาเอ่ยกับตระกูลโจวเองโดยหมั้นหมายหลินจื่อรั่วบุตรสาวของเขา กับโจวจื่อถงบุตรชายคนโตของแม่ทัพโจวโจวหลี่จวิน แต่เพราะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับโจวจื่อถงในตอนนำทัพออกรบได้รับาเ็หนักทำให้ท่อนล่างไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ต้องนอนติดเตียงมาเป็เวลาสองปีกว่าแล้ว
หลินจื่อรั่วขู่จะฆ่าตัวตายหากต้องแต่งงานกับคนพิการเช่นเขาบิดาอย่างหลินเฉินเลยต้องแบกหน้าเข้าไปขอยกเลิกการหมั้นหมายคนตระกูลโจวรู้สึกเจ็บแค้นน้ำใจเป็อย่างมาก ที่ถูกหยามเกียรติกันเช่นนี้พวกเขายื่นคำขาดอย่างไรก็ห้ามยกเลิกการหมั้นหมายนี้เด็ดขาด
คนบ้านใหญ่หารือกันอย่างเคร่งเครียดสุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเ้าสาว จากหลินจื่อรั่วไปเป็หลินซือเยว่แทนโดยให้เหตุผลว่านางเป็คุณหนูใหญ่ของบ้านรองเช่นเดียวกันฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่าหลินจื่อรั่วแม้แต่น้อย ตระกูลโจวเห็นว่าคำพูดนี้มีเหตุผลจึงตอบตกลงไป
เรือนบ้านรอง
เถียนฮูหยินเดินตามหลังสามีเข้าไปในเรือนแววตาหาได้มีความสุขไม่ แม่นมฉวีรีบเดินเข้ามาประคองเถียนฮูหยินด้วยความเป็ห่วง
แม่นมฉวี “เกิดอันใดขึ้นเ้าคะฮูหยิน”
เถียนฮูหยิน “ท่านแม่ไม่ให้นางเข้าจวนให้ไปอยู่ที่เรือนเฟยเฟิ่งแทน”
แม่นมฉวีชะงักมือที่กำลังจะรินชาใส่ถ้วยให้ผู้เป็นาย“เรือนเฟยเฟิ่งนั่น” ไม่ใช่เป็เรือนผีสิงที่ผู้คนต่างหวาดกลัวหรอกรึแม่นมฉวีไม่อาจเอ่ยถ้วยคำที่ทำร้ายจิตใจของเถียนฮูหยินได้
“ท่านพี่เราไม่มีวิธีช่วยนางให้เข้ามาอยู่ในจวนจริงๆ หรือเ้าคะ”
หลินเต๋อนวดขมับเบา ๆ“ดวงชะตานางไม่เป็มงคล เราไม่อาจรับนางเข้ามาได้ ฮูหยินเ้าก็อย่าเสียใจไปเลย”
“ท่านพี่ห้ามข้าเสียใจไม่ได้หรอกเ้าค่ะใจข้าแหลกสลายไม่มีชิ้นดีแล้ว เดิมทีนางก็อยู่ของนางดี ๆ จู่ ๆ ก็ถูกพาตัวกลับมาเพื่อแต่งงานกับคนป่วยติดเตียง นี่ไม่เท่ากับรังแกนางหรอกหรือข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้นางได้”
“ฮูหยินเ้าก็มองโลกในแง่ร้ายเกินไปแม้ว่าคุณชายใหญ่โจวจะเดินเหินไม่ได้แต่เขาก็ยังเป็บุตรชายคนโตของแม่ทัพโจวอยู่ดี มีหรือจะลำบากเมื่อแต่งงานไปแล้ว”หลินเต๋อเอ่ยได้ไม่เต็มน้ำเสียง
“ข้าไม่เห็นด้วยตอนพี่ชายของท่านมาขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้นหมายเหตุใดท่านพี่ถึงไม่ฟังความเห็นของข้าเลยท่านทำเช่นนี้กับลูกสาวของตัวเองได้อย่างไร” เถียนฮูหยินตัดพ้อด้วยความเสียใจ
“เราคุยเื่นี้กันจบแล้วฮูหยินเ้าก็อย่าทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่เลยอีกทั้งลูกชายของเขาก็ยังอยู่ในกองทัพของตระกูลโจวการแต่งงานของนางย่อมมีผลดีต่อพี่ชายด้วย” หลินเต๋อเอ่ยจบก็ลุกเดินจากไปในทันที
เมื่อเอ่ยถึงบุตรชายคนโตเช่นนี้เถียนฮูหยินเกิดพูดไม่ออกเหมือนกัน ผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดถูกยื่นมาซับน้ำตาให้แก่นาง
แม่นมฉวี“นายท่านรองไม่อาจขัดคำสั่งของฮูหยินเฒ่ากับนายท่านใหญ่ได้เ้าค่ะ”
“ข้ารู้ดีถึงได้ไม่กล้าพูดอันใดออกไปมากนักแต่ข้าสงสารลูกสาวของข้า เอาเถอะท่านช่วยนำเงินกับเครื่องประดับไปมอบให้นางแทนข้าได้หรือไม่”
แม่นมฉวีนิ่วหน้า“ฮูหยินไม่ไปด้วยตัวเองหรือเ้าคะ”
“ข้าจะมีหน้าไปเจอนางได้อย่างไรข้ายังทำใจไม่ได้” เถียนฮูหยินลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอนไป
นางหยิบตั๋วเงินสองร้อยตำลึงออกมาพร้อมกับปิ่นหยกรูปแมลงปอหนึ่งอัน ส่งมอบให้แก่แม่นมฉวีเพื่อนำไปมอบต่อให้หลินซือเยว่
“บอกนางไปว่าหากขาดเหลือสิ่งใดให้รีบส่งคนมาบอกข้า” เถียนฮูหยินกำชับแม่นมฉวี
“เ้าค่ะฮูหยินข้าจะนำคำของท่านไปบอกนางเอง ท่านอย่าได้กังวลไปเลยนะเ้าคะ”
“รบกวนท่านแล้ว”เถียนฮูหยินเอ่ยแล้วโบกมือให้อีกฝ่ายจากไปได้
เรือนเฟยเฟิ่ง
แม่น้ำฉวีในชุดสีน้ำเงินนั่งรถม้าคันเล็กมาจอดอยู่หน้าประตูพอเคาะเรียกหลินอ้ายก็เดินมาเปิดประตูให้ “แม่นมฉวีท่านมาได้อย่างไร”
“ฮูหยินให้ข้านำของมามอบให้คุณหนูรอง”
“เช่นนั้นเชิญด้านในก่อนขอรับคุณหนูรองนอนอยู่ยังไม่ตื่น เดี๋ยวข้าไปตามท่านป้าเผิงมาให้”หลินอ้ายเดินนำหน้าไปยังห้องรับแขก จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปด้านในไม่นานนักสตรีวัยราวสี่สิบกว่าปีก็เดินออกมา ทั้งคู่โค้งคำนับให้กันเล็กน้อย
“ท่านคือแม่นมฉวีคนสนิทท่านแม่ของคุณหนูหรือเ้าคะ” เผิงฉือกล่าววาจาตรงไปตรงมาผายมือเชิญให้แม่นมฉวีนั่งลงที่เดิม
“ถูกต้องข้าคือแม่นมฉวี ส่วนท่าน”
“ข้าชื่อเผิงฉือเป็คนดูแลคุณหนูเ้าค่ะ”
“คนดูแล ?”
“เ้าค่ะข้าถูกท่านเ้าอาวาสชุนขอร้องให้ช่วยดูแลคุณหนู พวกเราอยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้วว่าแต่แม่นมฉวีมาที่นี่มีธุระอันใดรึ” เผิงฉือยังรู้สึกไม่พอใจเื่ที่ตระกูลหลินไม่ยอมให้คุณหนูเข้าไปในจวน สีหน้าจึงบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
แม่นมฉวีเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่เป็มิตรเท่าใดนัก แน่ล่ะ ใครจะยินดีได้“ท่านช่วยไปตามคุณหนูมาพบข้าได้หรือไม่ ฮูหยินฝากของมาให้นาง”
“คุณหนูของข้านอนหลับอยู่ห้ามรบกวนเด็ดขาด ร่างกายของนางต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่เช่นนั้นนางจะอารมณ์ไม่ดี หากมีอันใดก็ฝากไว้กับข้าเถิดเมื่อคุณหนูตื่นขึ้นมาข้าจะบอกกล่าวนางเอง”
แม่นมฉวีอึกอักคล้ายไม่มั่นใจ
“ไม่ไว้ใจข้ารึข้าคือคนที่อยู่กับคุณหนูมาร่วมสิบปีเชียวนะแม่นมฉวี”เผิงฉือแค่นเสียงหยันเล็กน้อย
แม่นมฉวีถอนหายใจเบา ๆ“ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ นี่คือสิ่งที่ฮูหยินฝากมาให้”ตั๋วเงินสองร้อยตำลึงพร้อมปิ่นหยกถูกวางลงบนโต๊ะข้างกาน้ำชา
เผิงฉือปรายตามองเล็กน้อยไม่ได้แตะต้องในทันที ทำให้แม่นมฉวีนึกแปลกใจเป็อย่างมาก
แม่นมฉวี“ฮูหยินฝากคำมาบอกคุณหนูรองด้วย ว่าหากขาดเหลือสิ่งใด ให้ส่งคนไปบอกที่จวนได้”
เผิงฉือ “ข้าเข้าใจแล้ว”
แม่นมฉวีไม่อาจรั้งอยู่นานได้เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนไม่ต้อนรับตนเองจริง ๆั้แ่วางตั๋วเงินพร้อมปิ่นหยกไว้บนโต๊ะ กระทั่งเดินออกจากห้องโถงไปแล้วเผิงฉือไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะ
แม่นมฉวีรีบนำเื่นี้ไปบอกกล่าวแก่เถียนฮูหยิน
เถียนฮูหยิน “นางโกรธข้า”
แม่นมฉวี “ไม่ใช่เ้าค่ะเผิงฉือบอกว่าคุณหนูรองหลับอยู่ ถ้าไปปลุกนางจะอารมณ์ไม่ดีข้าจึงไม่ได้พบหน้าคุณหนูรอง ได้แต่ฝากตั๋วเงินกับปิ่นเอาไว้ให้แต่เผิงฉือผู้นี้นับว่าประหลาดนัก ไม่แม้แต่จะชายตามองตั๋วเงินกับปิ่นบนโต๊ะเลย”
“เช่นนั้นไม่ดีหรอกรึคนที่เลี้ยงดูนางมาไม่ได้มีความละโมบโลภมากในทรัพย์สินของผู้อื่น นับว่าไม่เลวจริงๆ”
“แต่นางดูไม่ต้อนรับข้าเลยเ้าค่ะ”
“ถ้าต้อนรับสิน่าแปลก”เถียนฮูหยินยิ้มเยาะให้แก่โชคชะตาของตนเอง หากหลินซือเยว่โกรธเกลียดมารดาเช่นตนนางคงไม่มีสิทธิ์ไปโทษผู้ใดได้ “เพราะข้าเป็มารดาที่ทอดทิ้งลูกสาวอย่างไรเล่า...”
ยามอู่ (11.00-12.59)
หลินซือเยว่นั่งมองของบนโต๊ะในห้องอย่างเงียบๆ
“ท่านแม่ของคุณหนูคงติดธุระถึงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่เรือน” เผิงฉือเดาไปเองว่าหลินซือเยว่คงเสียใจที่มารดาไม่ได้มาพบนางที่นี่ หลังจากกันไปไกลนับสิบปีแต่กลับส่งตั๋วเงินจำนวนน้อยนิด กับปิ่นหยกหนึ่งอันมาทางแม่นมเท่านั้น
หลินซือเยว่ไม่ตอบนางใช้นิ้วลูบปิ่นหยกรูปแมลงปอ ปีกของมันมีร่องรอยชำรุดคล้ายถูกส่งต่อกันมาอยู่หลายรุ่น
เผิงฉือ “จริงด้วยเ้าค่ะแม่นมฉวีนำคำของท่านแม่คุณหนูมาบอกด้วย บอกว่าหากเดือดร้อนอันใด ให้รีบส่งคนไปแจ้งข้ามัวแต่โมโหคนตระกูลหลิน จนลืมถามถึงเื่แต่งงานของคุณหนูไปเลย ใช้ไม่ได้จริงๆ” เผิงฉือส่ายหัวให้ตัวเอง
หลินซือเยว่หยิบปิ่นปักผมพร้อมตั๋วเงินใส่กล่องไม้เลื่อนไว้ใต้เตียงนอน “ป้าเผิงวันนี้เราออกไปกินข้าวนอกบ้านกันเถอะ”
เผิงฉือ “?”
คุณหนูท่านฟังข้าอยู่หรือไม่