หลังจากที่ได้ออกไปเที่ยวงานทำบุญวัดพระเจดีย์ใหญ่จนถึงวันนี้ก็ผ่านไปสิบกว่าวันแล้ว ทิวานั้นคิดว่าบรรยากาศในเรือนพระยาวิสุทธิ์โหรา่นี้ดียิ่งนัก เพราะผู้คนในเรือนเริ่มมองราตรีด้วยสายตาที่ดีขึ้น อาจจะไม่ถึงกับชอบมากมายแต่ก็ไม่ได้มีความเกลียดชังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เรียกว่ามองอย่างสงสัยใคร่รู้เสียมากกว่าว่าในแต่ละวันพวกนางสองคนพี่น้องจะทำอะไรให้ประหลาดใจบ้าง จะเหลือก็แต่แม่แป้นบ่าวคนเก่าแก่ของเรือนที่ยังไม่วางใจในความร้ายกาจของราตรี แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรมากมายด้วยยังหวาดกลัวคำขู่ของหลวงสรศักดิ์คราวก่อนไม่หาย
อีกเื่ที่ดีคือั้แ่หลังจากที่ราตรีและทิวาไปปรากฎตัวพร้อมกันที่วัดพระเจดีย์ใหญ่คราวนั้น ก็ทำให้ข่าวลือเลวร้ายทั้งหลายที่เกี่ยวกับราตรีซาลงภาพลักษณ์ของราตรีก็ดีขึ้นด้วยกับแม่หญิงดวงแขก็เริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้น ทุกสองสามวันมักจะมีอาหารคาวหวานฝีมือแม่หญิงดวงแขถูกส่งมาให้คนที่เรือนนี้และยังเผื่อแผ่มาให้ราตรีเป็พิเศษอีกด้วย เมื่อทุกอย่างลงตัวเช่นนี้ทิวาจึงอารมณ์ดียิ่ง
ในวันนี้ทั้งเรือนนั้นเงียบสงบมาก เนื่องด้วยผู้ใหญ่ของเรือนไม่มีผู้ใดอยู่สักคน พระยาวิสุทธิ์โหราและคุณหญิงพวงทองพากันไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่เมืองบางกอก[1]ส่วนขุนศรีสุนทรออกจากเรือนไปั้แ่เช้ายังไม่กลับ มีเพียงสองพี่น้องฝาแฝดที่บัดนี้หัดเย็บผ้าอยู่หน้าห้องนอนของตน อันที่จริงคนที่สนุกกับการทำคงมีแต่ทิวาคนเดียวเพราะราตรีนั้นนั่งเหม่อลอยมองไปไกลทั้งที่ในมือยังคงมีผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่ยังปักไม่เสร็จเสียทีถือค้างอยู่อย่างนั้น นางเป็เช่นนี้มาหลายวันแล้วจนพี่สาวอดเป็ห่วงไม่ได้
“ราตรี..ราตรี!”
“อุ้ย..เ้าค่ะพี่หญิง เรียกเสียดังข้าตกอกใหมด”
ราตรีสะดุ้งสุดตัวจากเสียงเรียกของทิวา
“พี่เรียกเ้านานแล้วหนา เ้านั่นแหละเหม่อลอยไปที่ใดมีกระไรรึไม่ เ้าเป็เช่นนี้มาหลายวันแล้วหนา”
แฝดผู้พี่ถามด้วยความสงสัย
“ข้า..ข้ามิเป็กระไรเ้าค่ะ”
ถึงแม้ราตรีจะปฎิเสธแต่คนเป็พี่สาวที่สังเกตน้องตัวเองมาหลายวันมีหรือจะไม่รู้ หากแต่ก็ไม่ได้ซักไซร้อะไรได้เพียงมองดูอยู่ห่างๆ เพราะราตรีไม่ใช่คนช่างพูดหากนางพร้อมนางคงจะเปิดปากเล่าเอง
...เฮ้อ คนปากแข็ง ปากบอกมิเป็กระไรๆสักพักก็กลับไปนั่งเหม่ออีกแล้ว
ด้านราตรีตอนนี้นั้นในใจกำลังครุ่นคิดถึงใครบางคนอยู่ คนที่่นี้แทบจะหายไปจากชีวิตนางเลย เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่วัดในวันนั้น ออกหลวงผู้นั้นก็ไม่ค่อยมาที่เรือนนี้อีก เวลาที่มาก็มีท่าทีเหมือนหลบหน้าหลบตา นางรู้สึกว่าเขาคอยแอบมองแต่พอนางหันกลับไปหาเขาก็ทำท่าทางเหมือนไม่สนใจรีบลงจากเรือนไปเสียอย่างนั้น พอนานเข้าราตรีก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างในชีวิตขาดหายไป ทั้งๆที่คอยพร่ำบอกตัวเองเสมอว่าให้เลิกรู้สึกแบบนี้กับคนผู้นั้นเสียทีแต่ก็ไม่เคยหักใจทำได้ลง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุยิ่งห้ามใจไม่ให้คิดถึงยิ่งรู้สึกคะนึงหา เหตุใดใจที่เคยเ็าละแล้วซึ่งความรู้สึกทุกสิ่งแต่พอเป็เื่ของหลวงสรศักดิ์ราตรีกลับไม่เคยควบคุมจิตใจตัวเองได้เลย
“พี่หญิงเคยคิดถึงคะนึงหาใครสักคนมากๆบ้างรึไม่เ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เคยสิ ก่อนนี้เคยคิดถึงเ้า แต่ตอนนี้ก็คิดถึงเ้าแม่ เ้ายาย อย่างไรเล่า”
ทิวาตอบแม้น้ำเสียงสดใสร่าเริงแต่แววตาก็เจือความคิดคะนึงอย่างที่สุดดังที่พูด
“ข้ามิรู้ว่าตอนนี้ข้าควรจะต้องทำตัวเช่นไร ข้าควบคุมจิตใจของตัวเองมิได้เลย”
ราตรีเอ่ยออกมาแต่สายตายังคงเหม่อลอยไปไกล ทิวาเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าไล่ให้บ่าวคนสนิททั้งสี่ออกไปเพื่อที่จะได้คุยกับน้องสาวตามลำพัง
“ราตรี เ้าคิดถึงผู้ใด แบบไหนกัน”
“ข้า...หากข้าคะนึงถึงคนที่มิควร เช่นนั้นข้าจะเป็คนบาปหรือไม่เ้าค่ะพี่หญิง”
ราตรีถามอย่างสับสนแต่ทิวากับสะอึกในคำถามของน้องสาวใบหน้าของแฝดผู้พี่ก้มหน้าลงเพื่อทบทวนจิตใจของตนเองอีกครั้งเพราะทิวาเองก็เคยเผลอคิดถึงคนที่ไม่ควรอยู่เช่นกัน แต่เมื่อได้มีเวลาคิดทบทวนพิจารณาตนเองอยู่ทุกวี่วันศีลธรรมที่มีอยู่ในตัวกลับมีมากกว่าอารมณ์ความ้าตอนนี้จึงสามารถเงยหน้ายกยิ้มตอบน้องสาวได้อย่างไม่ละอายตนเอง
“ถ้าเพียงแต่เ้าจะข่มกลั้นความคะนึงหานั้นไว้แต่เพียงในหัวใจ มิปล่อยอารมณ์ความ้าให้อยู่เหนือศีลธรรม มินำพาตนเองไปข้องเกี่ยวให้มัวหมอง ถ้าเช่นนั้นก็มิผิดอันใด”
ราตรีคิดทบทวนคำตอบของพี่สาวอย่างสับสน ทันใดนั้นบทสนทนาที่ราตรีเคยคุยกับท่านพญามัจจุราชในวันที่นางจะได้กลับมาเกิดใหม่ ก็ดังก้องกังวานเข้ามาในหัว
...เ้าไม่สงสารคนที่เฝ้ารอเจอเ้าอยู่บ้างเลยรึ
...ใครกันเ้าค่ะที่จะเฝ้ารอคนเช่นข้า
...คนผู้นั้นเขาเฝ้ารอเ้ามาทุกชาติภพนั่นแหละ คนที่เป็คู่บุพเพของเ้า
ความสับสนยิ่งฉายชัดในแววตาคู่งาม เสียงหวานเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างรวดร้าว
“ข้า..มิได้เ้าค่ะ แม้แต่ห้วงความคำนึงก็มิอาจมีให้ได้”
“เหตุใดเล่า..อ้อ..เ้ามีคู่หมายอยู่แล้วนี่หนา”
ทิวาถามอย่างแปลกใจในทีแรกแล้วก็ลงท้ายด้วยเสียงอ่อยๆเพราะนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวของตนมีขุนศรีสุนทรเป็คู่หมายอยู่แล้ว
“มิใช่เ้าค่ะ มิใช่เช่นนั้น แต่เป็เพราะ..มีใครบางคนเฝ้ารอข้าอยู่เ้าค่ะ คนผู้นั้นรอข้ามานานเหลือเกิน ข้ามิอาจปล่อยให้เขารอข้าแต่เพียงผู้เดียวได้อีกต่อไปแล้ว”
ราตรีเอ่ยออกมาอย่างรวดร้าวใจหนึ่งก็อยากจะยอมรับตามที่พี่สาวว่าแต่อีกใจก็ไม่อาจยินยอมความรู้สึกภายในมันสับสนวุ่นวายไปหมด
“คนผู้นั้นที่เ้าว่า คือผู้ใดงั้นรึราตรี”
ทิวาถามอย่างสงสัยเพราะก่อนหน้าเหมือนจะเคยได้ยินมาบ้างว่าราตรี้าตามหาใครบางคน แต่ก็ไม่รู้ว่าคือผู้ใด
“ข้าก็มิรู้เ้าค่ะ ข้ายังหาเขามิพบ”
ราตรีตอบอย่างจนใจ
“เอาเช่นนี้ดีรึไม่ ไหนๆวันนี้ก็ทางสะดวก คุณลุงคุณป้าก็มิอยู่ไปเมืองบางกอกกันหมดคุณพี่เด่นก็ไปที่ใดมิรู้ พวกเราแอบออกไปข้างนอกกันเถิดเผื่อจะเจอคนที่เ้าตามหาอย่างไรเล่า”
ทิวายิ้มอย่างซุกซน
“จะไปได้อย่างไรเ้าค่ะ หนทางในอยุธยาก็มิค่อยรู้เป็แม่หญิงออกไปข้างนอกตามลำพังอันตรายหนาเ้าค่ะ”
ราตรีลังเลใจ
“ก็ให้ช้อยพายเรือไปสิเอาคำหล้าไปด้วยอีกคนรายนั้นพอรู้วิชาหมัดมวยมีเื่กระไรก็ช่วยพวกเราได้แน่ ไปกันเถิดหนา นะ..นะ..น้า”
ทิวากอดแขนน้องอย่างออดอ้อนเหมือนที่ชอบทำ ราตรีก็แพ้ลูกอ้อนของพี่สาวจนต้องยอมตามใจเหมือนทุกที
“นี่พี่หญิงอยากช่วยข้าตามหาคน หรืออยากออกไปเที่ยวเล่นกันแน่เ้าค่ะ”
“แหมรู้ทัน..มันก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ คิกๆๆ”
ทิวาเอ่ยตอบด้วยใบหน้าทะเล้น
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ทิวา ราตรี ช้อยและคำหล้าก็แอบพายเรือออกมาจากท่าน้ำของเรือนท่านมหาราชครูได้โดยที่ไม่มีใครรู้เพราะที่เรือนยังมีชดและคำปองคอยอยู่รับหน้าให้ สายตาของสองสาวฝาแฝดมองสองข้างทางอย่างรื่นรมย์ผิดกับบ่าวทั้งสองที่พายเรือไปเสียวสันหลังไป เหตุเพราะกลัวว่าหากคนที่เรือนจับได้มันสองคนคงจะหลังขาดข้อหาที่พาแม่นายทั้งสองแอบหนีออกมาเที่ยวเป็แน่
“แล้วนี่เราจะไปที่ใดกันรึเ้าค่ะพี่หญิง”
ราตรีเอ่ยถามพี่สาวอย่างสงสัย ในมือก็ถือร่มบังแดดไว้ตลอดเวลา
“อืม..เอ๋..ราตรีนั่นคุณพี่เด่นใช่รึไม่”
ทิวาที่กำลังครุ่นคิดอยู่ๆก็ชี้ชวนราตรีดูเรือลำข้างหน้าที่เห็นเหมือนขุนศรีสุนทรนั่งอยู่ โดยมีเปี๊ยกเป็คนพาย
“ใช่เ้าค่ะ นั่นคุณพี่เด่นกับเปี๊ยก”
“เช่นนั้นก็ดีเลย ช้อย คำหล้า เร่งพายเรือตามคุณพี่เด่นกับเปี๊ยกไปเร็ว อย่างน้อยเราจะได้มิหลงทางอย่างไรเล่า”
ทิวาหันไปบอกบ่าวทั้งสองคน ที่หมอบต่ำกับท้องเรือและเอาผ้าขึ้นปิดหัวั้แ่ได้ยินชื่อขุนศรีสุนทรแล้ว
“ไปเร็วสิ เดี๋ยวมิทัน”
ทิวาเร่งบ่าวทั้งสองอีกครั้งอย่างสนุกสนาน
“จะ..เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
บ่าวทั้งสองที่บัดนี้ใบหน้าซีดขาวไปหมดด้วยความกลัว รับคำพร้อมทั้งรีบจ้วงฝีพายไปตามที่นายสาวสั่งด้วยแขนอันสั่นเทา
...
ครู่ต่อมาทั้งสี่สาวก็จอดเรืออยู่ใกล้ๆกับท่าน้ำที่ขุนศรีสุนทรกำลังเดินเข้าไปพร้อมกับชายคนหนึ่งที่มาถึงท่าน้ำพร้อมกันโดยมีเปี๊ยกเดินตามหลังไปด้วย สองสาวรอให้ชายหนุ่มข้างหน้าเดินพ้นไปก่อนจากนั้นจึงค่อยตามหลังเข้าไปอีกที
“คุณพี่เด่นเดินเข้าไปแล้ว ราตรีพวกเราก็ไปกันเถิด”
“ประเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะเ้านางน้อย จะเข้าไปจริงๆรึเ้าค่ะ ที่นี่ดูแปลกๆพิกล”
ทิวาหันมาชวนราตรีอย่างร่าเริงแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำทัดทานจากคำหล้า จากนั้นทั้งสองสาวจึงค่อยหันไปสำรวจรอบด้านใหม่อีกครั้ง
“อืม บรรยากาศแปลกๆจริงๆเสียด้วย”
ทิวาบอกตาก็มองสำรวจไปทั่วเพราะบริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนมามากนัก ที่ท่าน้ำนั้นก็ยังมีชายท่าทางน่ากลัวสองคนกำลังทำหน้าที่เฝ้ายามส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่จะมีแต่ผู้ชายไม่ค่อยเห็นผู้หญิงสักเท่าไร ถัดจากท่าน้ำไปก็ไม่มีสิ่งใดมีแต่ช่องทางเข้าทางเดียวที่ล้อมด้วยกำแพงไม้ไผ่กั้นยาวตลอดทาง ตรงหน้าทางเข้ายังมีชายฉกรรจน์หลายคนเฝ้าอยู่คอยเก็บเอาบางสิ่งจากผู้ที่เดินผ่านเข้าไป
“จะเข้าไปแน่รึเ้าค่ะแม่นายน้อย ที่นี่น่ากลัวพิกล อย่างไรเรากลับกันก่อนดีรึไม่เ้าค่ะ”
“หืม จะกลับได้อย่างไรกันมาถึงที่นี่แล้วอย่างไรก็ต้องลองเข้าไปดูสักครา หากมีกระไรคุณพี่เด่นก็อยู่ข้างในจะกลัวไปใย จริงรึไม่แม่ราตรี”
ช้อยเอ่ยห้ามอย่างหวาดๆ แต่ก็ถูกทิวาขัดเพราะนางชักสนใจในสถานที่ลึกลับแห่งนี้ขึ้นมาแล้วไม่วายยังหันไปขอแรงสนับสนุนจากน้องสาวที่นั่งเงียบั้แ่มาถึง
“เ้าค่ะ ไหนๆก็มาถึงแล้ว ขึ้นไปดูสักคราก็มิเสียหาย เราเข้าไปกันเถิด”
ราตรีที่เอ่ยตอบทั้งยังจูงมือพี่สาวเดินขึ้นท่าเรือไปโดยไม่สนใจบ่าวทั้งสองที่นั่งหน้าซีดอ้าปากค้างอยู่ในเรือ เพราะั้แ่มาถึงราตรีก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ดึงดูดให้นางเข้าไปหา
...ความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้คือสิ่งใด มีกระไรอยู่ข้างในกันแน่
...
“ประเดี๋ยวก่อนแม่หญิงทั้งสองจะไปที่ใดเล่า มาผิดทางเสียแล้วกระมัง”
ทันทีที่สองสาวขึ้นมาที่ท่าเรือชายทั้งสองคนที่ทำหน้าที่เฝ้าท่าเรือนี้อยู่ก็เดินเข้ามาขวางทันทีด้วยท่าทางดุดัน ทิวาที่คิดเอาไว้แล้วจึงตอบไปอย่างรวดเร็ว
“มิได้มาผิดทางดอก พวกข้ามากับพี่ชายนะคนที่เข้าไปเมื่อครู่อย่างไรเล่า”
“หืม จริงรึข้ามิเคยรู้มาก่อนว่าออกขุนท่านมีน้องสาวด้วยแต่หมื่นท่านมิมีแน่ๆ”
ชายคนที่ตัวเล็กกว่าเอ่ยถามอย่างดุดัน
“ก็ข้าสองคนนี่อย่างไรเล่าน้องสาวของออกขุนท่าน จะให้พวกข้าเข้าไปได้รึยังพี่ชายข้ารออยู่หนา”
“แต่..”
“เชิญแม่หญิงขอรับ”
ชายตัวเล็กกำลังจะเอ่ยซักไซ้ต่อแต่ชายตัวใหญ่กว่ากลับเอ่ยขัดและยังเชื้อเชิญให้พวกนางเข้าไปอย่างพินอบพิเทาขัดกับท่าทางดุดันเมื่อสักครู่ลิบลับจนสหายที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับงง
“อ้อ ขอบน้ำใจมากพี่ชาย”
ทิวาที่คิดว่าชายทั้งสองเชื่อในสิ่งที่ตนพูดจึงหันมาจูงมือน้องสาวเดินเข้าไปด้านในอย่างร่าเริงด้านหลังยังมีช้อยและคำหล้าเดินตามไปอย่างหวาดๆ เมื่อทั้งสี่สาวเดินพ้นไปแล้วชายที่ตัวเล็กกว่าจึงหันมาถามสหายของตนด้วยความสงสัย
“เอ็งให้พวกนางเข้าไปง่ายดายเช่นนี้ จะดีรึ”
ป๊าบ...
“ไอ้โง่ มิรู้จักสังเกตเช่นนี้อย่างไรเล่าถึงเป็ได้แค่ยามเฝ้าท่าน้ำ”
ชายที่ตัวใหญ่กว่าไม่พูดเปล่ายังยกมือตบหัวเพื่อนเพื่อเรียกสติอีกหนึ่งครั้ง
“เอ็งมาตบหัวข้าทำกระไร”
“เอ็งมิเห็นรึที่เอวของแม่หญิงคนนั้น คนที่มิได้พูดนะมีผ้าเช็ดหน้าปักลายพยัคฆ์คำรามอยู่”
“งั้นรึ แล้วเกี่ยวกับเื่ที่แม่หญิงอีกคนบอกอย่างไรว่ะ”
“เอ็งนี่โง่ซ้ำซากจริงหนา ต่อให้เื่ที่นางบอกว่าเป็น้องสาวของออกขุนท่านจะเป็เท็จ แต่เื่ที่พวกนางเป็คนสำคัญต้องจริงแน่นอน ว่ากันว่าลายปักพยัคฆ์คำรามเป็สัญลักษณ์ประจำตัวของออกหลวงสรศักดิ์ผู้ที่จะมีได้ต้องเป็คนที่สำคัญมากเท่านั้น นอกจากออกหลวงท่านกับคนใกล้ชิดมิกี่คนข้าก็มิเคยเห็นผู้ใดจะกล้าใช้สัญลักษณ์นี้ เช่นนั้นแล้วเอ็งยังจะกล้ามิให้นางผ่านเข้าไปอีกรึ”
เมื่อชายที่ร่างเล็กกว่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกถึงขนคอที่ลุกชันสายตาก็มองตามหญิงสาวทั้งสี่ที่เดินไปตรงทางเข้าแล้วก็เห็นยามที่ทางเข้าล้วนปฏิบัติกับพวกนางไม่ต่างกับที่สหายของตนทำเหงื่อเม็ดเย็นก็ผุดขั้นมาตามไรผมทันทีเพราะมันเกือบจะทำให้ผู้ยิ่งใหญ่บางคนไม่พอใจเสียแล้ว
เมื่อสี่สาวนายบ่าวเดินผ่านทางเข้ามาด้านในก็ปรากฏภาพร้านรวงที่ตั้งขายของอยู่มากมายเพียงแต่ของที่นี่ล้วนเป็ของแปลกที่ไม่ค่อยพบเห็นที่อื่นนัก ผู้คนที่นี่ล้วนมองตามพวกนางด้วยความประหลาดใจเป็ตาเดียว ไม่ใช่ว่าที่นี่จะไม่มีสตรีคนอื่นแต่สตรีที่นี่แต่งตัวไม่เหมือนพวกนางหลายคนแต่งหน้าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด มีชายหญิงหลายคู่เดินผ่านพวกนางไปโดยที่ทุกคนล้วนโอบกอดกันไม่ได้อายฟ้าดิน แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจคล้ายจะเห็นเป็เื่ธรรมดา ช้อยที่เดินตามหลังมาแล้วเห็นความแปลกประหลาดจึงรีบดึงสไบๆนายสาวยิกๆ
“แม่นายเ้าขากลับเถิดเ้าค่ะ มาที่นี่มิได้หนาเ้าค่ะ”
“เหตุใดเล่าช้อย”
ราตรีไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่มองตรงไปข้างหน้าเท่านั้นแต่ทิวาที่เก็บความสงสัยไว้ไม่ได้จึงเอ่ยถาม ช้อยจึงทำท่าทางเลิ่กลั่กแล้วมากระซิบตอบทิวาที่ข้างหู
“ข้างหน้านั่น น่าจะเป็ซ่องโสเภณีเ้าค่ะ ถัดไปก็น่าจะเป็โรงบ่อนกับโรงสุรา อย่าไปต่อเลยหนาเ้าค่ะกลับกันเถิด”
ทิวาได้ยินก็ตาโตด้วยไม่เคยเห็นมาก่อนใจก็เริ่มลังเลว่าควรไปต่อดีรึไม่แต่สายตาของราตรีกลับยังคงมองตรงไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นและไม่ตอบอะไรเอาแต่เร่งเดินต่อไปเท่านั้น
…ใกล้แล้ว อยู่ข้างหน้าตรงนั้นเอง
สี่สาวเดินผ่านไปได้โดยที่ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายทั้งๆที่เหมือนจะมีชายหลายคนทำท่าทางจะเข้ามาหาแต่พอสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างต่างก็พากันมุดหน้าหนีไปเสียหมด เมื่อทั้งสี่สาวเดินลึกเข้ามาจนสุดทางเดินก็เจอเข้ากับประตูหนาหนักบานหนึ่งที่ลายล้อมไปด้วยกำแพงอิฐสีขาวสูงใหญ่จนไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินเสียงด้านในด้านหน้ายังวางเวรยามเฝ้าไว้อย่างแ่า เมื่อราตรีมาถึงหน้าประตูชายสองคนก็มาขวางทางพวกนางไว้เช่นเดิม
“ข้าจะเข้าไป”
เสียงเรียบเย็นของราตรีเอ่ยกับยามที่เฝ้าหน้าประตูค่ายของหน่วยลับพยัคฆ์คำราม ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะถึงแม้จะเห็นผ้าผืนเล็กที่มีสัญลักษณ์สำคัญที่เอวของราตรีแต่ด้านหลังประตูบานนี้ก็ไม่เคยมีหญิงสาวนางใดเคยก้าวผ่านเข้าไปมาก่อน สักพักสายตาก็เหลือบไปเห็นชายร่างโปร่งผิวเข้มที่อยู่ด้านหลังพวกนางพยักหน้าบอกให้พวกเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองคนจึงเร่งทำตามอย่างว่าง่ายเพราะคนผู้นั้นก็คือเขมคนสนิทของหลวงสรศักดิ์เ้านายของพวกมันที่ตามสี่สาวมาั้แ่ออกจากเรือนท่านมหาราชครูแล้วนั่นเอง
“เอ๊ะ มาขวางพวกข้าทำกระไร”
คำหล้าเอ่ยถามผู้ทำหน้าที่เฝ้ายามหน้าประตูที่ยกมือมาขวางพวกนางทันทีที่ทิวาและราตรีเดินผ่านไปแล้ว
“แม่หญิงทั้งสองเข้าไปได้ แต่นังบ่าวสองคนเข้าไปมิได้”
“แต่ว่า..”
“เอาเถิด ช้อย คำหล้าเ้าสองคนรอข้ากับพี่หญิงตรงนี้”
ราตรีหันมาสั่งบ่าวทั้งสองจากนั้นจึงจูงมือพี่สาวเดินเข้าไปด้านใน นางไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างในสิ่งเดียวที่รู้คือมีบางสิ่งกำลังเรียกร้องหานางอยู่ บางสิ่งที่ตัวนางเองก็คงจะรอคอยมานานแล้วเช่นกัน
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกนิดภาพตรงหน้าก็ทำให้ทิวาตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เพราะตรงหน้าคือลานโล่งที่มีชายฉกรรจ์ที่อยู่ในชุดนุ่งโจงถกสั้นแบบพม่าใส่เสื้อบ้างถอดเสื้อบ้างอยู่มากมายบ้างก็ซ้อมมวยบ้างก็ซ้อมดาบบ้างก็ขี่ม้า หลายคนที่รับรู้การมาถึงของพวกนางจึงค่อยๆหยุดมือที่ซ้อมแล้วหันมามองที่สองฝาแฝดเป็ตาเดียวอย่างประหลาดใจ
ตรงกลางลานเหมือนจะมีการประลองอะไรสักอย่างเพราะมีชายสองคนถูกรายล้อมไปด้วยชายหลายคนที่มุงดูอยู่ ด้านหนึ่งยังเห็นขุนศรีสุนทรและชายผิวเข้มที่เดินเข้ามาพร้อมกันผู้นั้นนั่งดูการประลองนี้อยู่เช่นกันโดยมีเปี๊ยกและไม้ยืนสนทนากันอยู่ด้านข้างและเมื่อบ่าวทั้งคู่หันมาเห็นพวกนางต่างก็อ้าปากค้างตาถลนด้วยความใสุดขีด
แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของราตรีคือภาพแผ่นหลังคร้ามแดดของชายคนหนึ่งที่อยู่ตรงกลางลานประลองนั้น รูปร่างเช่นนี้ช่างคุ้นตานัก รอบกายของเขายังมีรัศมีสีแดงเข้มที่แสนคุ้นเคยรายล้อมตัวอยู่ ชายผู้นั้นไม่ได้ใส่เสื้อและท่อนล่างยังนุ่งโจงถกสั้นแบบพม่าที่วันนี้ไม่มีผ้าคาดเอวผืนหนาทับไว้ มือและเท้าพันด้วยด้ายดิบขึ้นมาถึงข้อซอกและหน้าแข้งเขากำลังประลองมวยกับชายอีกคนอย่างหนักหน่วงที่สำคัญเหนือสิ่งใดที่แผ่นหลังของชายที่ดูเหมือนคุ้นตาผู้นั้นมีบางสิ่งที่นางตามหาเพราะทันทีที่นางกวาดสายตามองสำรวจรอบแผ่นหลังนั้นสิ่งที่นางตามหาก็คล้ายจะส่องแสงเปล่งประกายทักทายนางอย่างไรอย่างนั้นและคำพูดของท่านพญามัจจุราชก็ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของนางทันที
...สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะบอก ชายผู้นั้นมีปานแดงรูปพยัคฆ์ที่หลังฝั่งซ้าย
ฉับพลันก้อนเนื้อในอกของนางก็เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
...ข้าเจอแล้ว คนที่ข้าตามหา สิ่งนั้นมันอยู่ตรงบั้นเอวฝั่งซ้ายนั่น ใช่จริงๆเสียด้วย ปานแดงรูปพยัคฆ์ เขาคือ..ผู้ใดกัน
ชายหนุ่มคนนั้นเหมือนจะรู้สึกตัวว่ามีคนจ้องมอง และบรรยากาศรอบตัวก็พลันเงียบแปลกๆ จึงหยุดมือที่ประลองมวยลงแล้วหันกลับมามองด้านหลังช้าๆ
...เป็ท่านจริงๆงั้นรึ คนที่ข้าตามหาคือท่านเช่นนั้นรึ หลวงสรศักดิ์
สายตาคมดุประสานกับสายตาเ็าที่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วของใบหน้างามที่เขาคะนึงหาทุกลมหายใจ ในแววตาของร่างบางนั้นเองก็มีความคะนึงหาไม่ต่างกันและยังมีแววตาของความดีใจมากมายปะปนอยู่ ดวงเนตรงามเหมือนจะมีน้ำใสรื้นขึ้นมาอยู่ในนั้น เสมือนว่าเวลานั้นหยุดหมุนสรรพสิ่งรอบด้านพลันเงียบสงบเหมือนที่แห่งนี้มีเพียงเราสอง จากนั้นภาพความทรงจำเมื่อชาติภพก่อนที่นางได้ลืมเลือนไปก็ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำที่เคยมีชายผู้นี้อยู่ในนั้นมีทั้งดีและร้ายหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มแน่น ความสัมพันธ์ในชาติภพก่อนระหว่างนางและเขาไม่ใช่มิตรและก็ไม่ใช่ศัตรูแต่ทุกครั้งที่นางมองไปก็มักจะเห็นสายตาคมดุของเขามองกลับมาเสมอ
ชาติภพก่อนแม้นางจะร้ายกาจเพียงใด แม้ดูเหมือนเขาจะปะทะคารมกับนางอยู่ตลอดเวลาจนผู้คนคิดว่านางและเขาเป็คู่กัดที่ไม่ควรพบเจอกัน แต่หากมองให้ดีทุกครั้งมันคือการเตือนสตินางในแบบของเขา และทุกครั้งที่นางเศร้าใจคิดจะยอมแพ้ไม่ว่าเื่ใดก็มีเพียงเขาที่รู้และคอยปลอบด้วยวาจาร้ายๆเ่าั้เสมอจนนางลุกขึ้นมาใหม่ได้ทุกครั้ง
...ใช่ท่านจริงๆด้วย คนที่วนเวียนอยู่ข้างกายข้ามาเสมอคือท่านจริงๆด้วย
...แม่ราตรีงั้นรึ ข้ารึอุตส่าห์หักห้ามใจมิไปพบเจอนาง แล้วนางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือนี่จะเป็เพียงแค่ภาพฝันที่ข้าคิดขึ้นมาเองเพราะคิดถึงนางมากเกินไปกันแน่
…
“แม่ทิวา! แม่ราตรี! พวกเ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร!”
เสียงทุ้มดุของขุนศรีสุนทรเอ่ยเรียกสองฝาแฝดอย่างโมโห พลันทำให้ชายหญิงทั้งคู่ที่ยืนจ้องตากันอยู่ได้สติ
ราตรีหันไปมองทิวาที่กำลังทะเลาะกับขุนศรีสุนทรโดยมีเปี๊ยกและไม้เป็กรรมการห้ามทัพอยู่ตรงกลาง ด้านข้างยังมีชายหนุ่มผิวเข้มที่ค่อนข้างดูดีอีกคนยืนมองอย่างสนใจชายผู้นี้ก็คือขุนพิมานสหายรักอีกคนของขุนศรีสุนทร
“เดินเข้ามาเ้าค่ะ”
ทิวาลอยหน้าลอยตาตอบ ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองให้ขุนศรีสุนทรยิ่งขึ้นไปอีก
“นี่เ้า! กลับไปเสีย”
“มิกลับเ้าค่ะ”
“กลับ!”
“มิกลับ!”
ทั้งสองยังคงทะเลาะกันท่ามกลางสายตาของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนมองสองสาวฝาแฝดด้วยดวงตาสนใจใคร่รู้มากมาย บางคนถึงกับตาค้างในความงามเหนือสามัญของสองสาวเลยทีเดียว
“หันหลังไปให้หมด!”
พรึ่บ...
เสียงตวาดกึกก้องของหลวงสรศักดิ์เล่นเอาทุกคนที่ได้ยินสะดุ้งสุดตัวรวมทั้งสองหนุ่มสาวที่ทะเลาะกันอยู่ด้วย จากนั้นทุกคนจึงหันหลังไปตามคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจที่สุดในที่นี้ทันที
ตอนนี้ในสายตาของทิวาคือภาพแผ่นหลังชายฉกรรจ์นับร้อยที่หันหลังให้พวกนางกันหมด จะมีก็แต่ขุนศรีสุนทรที่ไม่ได้หันไปตามคำสั่งเอาแต่ยืนเงียบจ้องมองพวกนางสองคนพี่น้องอย่างมีโทสะและขุนพิมานที่ยืนปิดปากมองเื่ราวตรงหน้าอย่างสนใจเช่นเดิม แต่สักพักทุกคนก็ต้องตาเหลือกพร้อมกันเมื่อหูได้ยินเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนของนายตนกล่าวกับหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้า
“ร้องไห้อีกแล้ว”
หลวงสรศักดิ์ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าราตรียกมือขึ้นเช็ดพวงแก้มที่เปรอะน้ำตาให้นางโดยไม่สนใจสายตาของสหายรักที่มองมาเลยสักนิด
“ข้าดีใจ”
เขาไม่รู้ว่านางดีใจด้วยเื่อะไรแต่ขอแค่เพียงเห็นนางมีความสุขเขาก็พร้อมจะยินดีไปกับนางทุกเื่เสมอ มุมปากของคนตัวสูงจึงยกยิ้มให้นางด้วยความยินดี แต่ที่ไม่คาดคิดคือรอยยิ้มกว้างจากคนตัวเล็กที่ส่งกลับมาให้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รอยยิ้มนั้นมันส่งผ่านจากมุมปากบางสวยจนขึ้นไปถึงดวงตาคู่งามที่ไม่ได้เ็าเช่นเดิมอีกแล้วและมันยังส่งผลให้ก้อนเนื้อในอกแกร่งเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย แต่คนที่รู้สึกขัดตากับภาพความสนิทสนมของคนทั้งคู่ที่สุดคือชายที่เป็คู่หมายของนางจนถึงกับต้องกระแอมในลำคอขัดบรรยากาศหวานชื่นของคนทั้งคู่อย่างไม่เกรงกลัว
“อะแฮ่ม แม่ราตรีแม่ทิวาเ้าสองคนมิควรอยู่ที่นี่ กลับบ้านกับข้าประเดี๋ยวนี้”
“ประเดี๋ยวก่อน รอสักครู่ข้าจะไปส่ง”
“แต่”
“มิต้องเกรงใจ”
ขุนศรีสุนทรจะเอ่ยขัดแต่หลวงสรศักดิ์ที่วันนี้รู้สึกว่าไม่อยากยอมให้สหายรักอีกแล้วเอ่ยบังคับเสียงเข้ม
“ไอ้ไม้ พาพวกนางไปรอที่เรือนรับรอง”
“ขอรับ”
ไม้ที่หันกลับมาแล้วเดินนำสองฝาแฝดไปที่เรือนรับรองอีกฝั่งหนึ่ง โดยมีขุนศรีสุนทรและเปี๊ยกเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ ส่วนหลวงสรศักดิ์ก็หันหลังไปจัดการตัวเองที่เรือนอีกหลังเช่นกันแต่ก่อนไปยังไม่วายส่งสายตาคาดโทษไปให้เขมที่ยืนแอบอยู่ไม่ไกล จนลูกน้องคนสนิทถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว
...โถ่ ออกหลวงท่านให้ข้าคอยเฝ้าดูแต่มิได้สั่งให้คอยห้ามปรามนางนี่หนาขอรับ จะมาโทษไอ้เขมคนนี้ได้อย่างไรกัน
...
ไม่นานหลวงสรศักดิ์ที่แต่งตัวใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วก็พาคนที่รออยู่ทั้งหมดเดินออกจากค่ายลับไปที่ท่าน้ำ ระหว่างทางยังไม่วายทิ้งสายตาเข้มดุใส่ผู้คนโดยเฉพาะผู้ชายที่กล้าบังอาจเงยหน้ามองสองสาวฝาแฝดด้านหลังตน
“ข้าจะพาเ้าทั้งสองกลับเรือน!”
ขุนศรีสุนทรกล่าวกับสองฝาแฝดอย่างดุๆทันทีที่เดินพ้นปากทางเข้าออกมาได้ คำหล้าและช้อยที่เดินตามกลับมาด้วยต่างก็ก้มหน้าก้มตาอย่างหวาดกลัว ส่วนเปี๊ยกและไม้ได้เดินนำออกไปเตรียมเรือมารอที่ท่าน้ำก่อนหน้านี้แล้ว
“ยังมิกลับมิได้หรือเ้าค่ะ คุณพี่เด่นพาไปเที่ยวต่อได้รึไม่เ้าค่ะ”
ทิวาถามขุนศรีสุนทรด้วยกิริยาที่ใครเห็นก็ชวนให้เอ็นดูทั้งนั้น
“มิได้! เ้าสองคนมีความผิดนักที่แอบออกมาโดยมิบอกผู้ใด”
“ก็มิมีผู้ใดอยู่ที่เรือนให้บอกนี่หนาเ้าค่ะ”
ทิวายังคงเถียงข้างๆคูๆ ไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของขุนศรีสุนทรสักนิด
“งั้นขอให้ข้าได้พาเ้าไปเที่ยวชมเมืองได้รึไม่”
ขุนพิมานที่ตามมาตอนไหนไม่รู้ เสนอตัวอาสาขึ้นมาทำให้ทิวาถึงกับตาโตสนใจในข้อเสนอนั้นทันที
“ได้รึเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านเป็ผู้ใดกัน”
“ขออภัยแม่หญิงทั้งสองที่ข้ายังมิได้แนะนำตัว ข้าคือขุนพิมานเป็สหายรักของพ่อเด่นนะ”
ทิวามองหน้าขุนพิมานอย่างไม่ค่อยวางใจจากนั้นก็หันไปมองหน้าขุนศรีสุนทรอย่าง้ายืนยันคำตอบ ขุนศรีสุนทรจึงพยักหน้าบึ้งๆตอบอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นทิวาจึงยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
“ถ้าเช่นนั้นขุนพิมานพาพวกข้าไปได้รึไม่เ้าค่ะ ราตรีน้องอยากไปด้วยหรือไม่”
“ข้ามิไปดอกเ้าค่ะ ข้าร้อน เชิญพี่หญิงเถิด”
“แม่ทิวา! ฮึ่ม!..แม่ราตรีเหตุใดมิห้ามพี่สาวเ้า!”
ขุนศรีสุนทรเอ็ดทิวาด้วยเสียงที่เข้มดุมากกว่าเดิม ใบหน้าก็ถมึงทึงอย่างน่ากลัว แล้วพาลมาลงที่ราตรีอีกคน
“เอาเถิดๆ หากแม่ทิวาอยากไปเที่ยวพ่อเด่นกับพ่อพิมานก็พานางไปเสียเถิด ส่วนแม่ราตรีข้าจะเป็คนไปส่งนางเอง แม่ราตรีตามข้ามา”
หลวงสรศักดิ์เอ่ยห้ามทัพตรงหน้าพร้อมทั้งจัดแจงเสร็จสรรพไม่ทันให้ใครได้ตั้งตัว แล้วจึงรีบเดินนำออกไปที่ท่าเรือ ไม่ทันรอให้ราตรีเอ่ยรับคำด้วยซ้ำ
…
[1] กรุงเทพมหานคร