น้ำขิงเอ่ยออกมาอย่างยอมจำนนเมื่อเห็นน้ำตาของมารดา ความอ่อนแอของมารดานั้นเองที่ทำให้เธอต้องทนอยู่อย่างนี้เรื่อยมา ทั้งที่ใจจริงแล้วอยากจะไปให้พ้นๆจากที่นี่เสียตั้งนานแล้ว
“น้ำขิงไม่ผิดหรอกลูก น้ำขิงไม่ผิดเลย แม่เองต่างหากที่ผิด”
น้ำอ้อยกล่าวพร้อมกับดึงร่างของบุตรสาวเข้ามากอดเอาไว้อย่างปลอบประโลม เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดการกับชีวิตของตัวเองต่อไปอย่างไรดี
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“คุณได้คุยกับลูกเื่แต่งงานหรือยัง”
นายเพิ่มพลถามภรรยาหลังจากที่เวลาผ่านไปได้อีกสองวัน
“เอ่อ ยังเลยค่ะคุณพี่ ยัยแพรวเอาแต่เที่ยวตะลอนๆไม่ยอมอยู่ติดบ้านสักวัน”
นางวิภาวีตอบไปตามตรงเมื่อรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าลูกกำลังพยายามหลบหน้าตนอยู่
“คุณก็มัวทำใจเย็นอยู่ได้ เดี๋ยวพอดีก็ได้ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจนล้มละลายหมดเนื้อหมดตัวกันไปเท่านั้นเอง”
นายเพิ่มพลต่อว่าภรรยาอย่างไม่พอใจ
“คะ คะ ยังไงวันนี้ดิฉันก็จะลองพูดกับลูกให้รู้เื่ก็แล้วกัน”
และจากที่ได้พูดรับปากสามีไปแล้วนั้นทำให้คืนนี้นางวิภาวีต้องนั่งดูทีวีอยู่จนดึกดื่นเพื่อรอการกลับมาของบุตรสาว จนเวลาล่วงเข้าสู่สองนาฬิกาของวันใหม่นั้นเองจึงได้ยินเสียงรถของแพรวรุ้งแล่นเข้าบ้านมา
หญิงวัยกลางคนรีบลุกออกจากห้องนั่งเล่นไปดักรอบุตรสาวซึ่งจะต้องเดินผ่านห้องโถงเพื่อขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที และอีกเพียงครู่เดียวก็เห็นบุตรสาวเดินเข้าบ้านมาในชุดสีดำรัดรูปแบบแสนจะเซ็กซี่ทำให้นางอดที่จะเอ่ยคำตำหนิออกไปไม่ได้
“ตายจริงยัยแพรว แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าใส่ชุดแบบนี้ออกไปเที่ยวข้างนอกดึกๆดื่นๆ”
“โธ่ คุณแม่คะ สมัยนี้ไม่แต่งอย่างนี้ก็เชยแย่สิคะ”
แพรวรุ้งย้อนมารดาด้วยน้ำเสียงอย่างไม่เดือดร้อน
“แต่มันทำให้เราดูเหมือนเป็ผู้หญิงไม่ดีนะลูก”
“นี่คุณแม่ทนอดนอนอยู่ดึกๆดื่นๆเพียงเพื่อจะรอจับผิดการแต่งตัวของหนูงั้นหรือคะ”
น้ำเสียงของแพรวรุ้งเริ่มจะบ่งบอกความหงุดหงิดไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้วทำให้ผู้เป็มารดาต้องถอนใจออกมาเพื่อข่มความรู้สึกก่อนที่จะได้เริ่มต้นพูดธุระกับลูกให้ตรงประเด็นกับที่ตั้งใจไว้
“หนูเข้ามาคุยกับแม่ในห้องนั่งเล่นก่อนได้ไหมลูก”
ประโยคนี้ของมารดาทำให้แพรวรุ้งทำท่าหาวหวอดออกมาทันทีก่อนจะกล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า
“ก็ได้ค่ะคุณแม่ แต่อย่าช้านะคะ หนูง่วง”
แล้วนางวิภาวีก็เดินนำบุตรสาวเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่ตนพึ่งจะเดินออกมาเมื่อซักครู่
“คุณแม่มีอะไรคะ”
แพรวรุ้งถามหลังจากที่ทรุดนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางคอพับคออ่อน ทำให้มารดาที่เห็นต้องตำหนิขึ้นมาอีก
“นี่ลูกดื่มเหล้ามาด้วยใช่ไหม”
“นิดหน่อยน่าคุณแม่ สมัยนี้ถือเป็เื่ธรรมดาแล้ว” แพรวรุ้งไม่อยากสนใจคำพูดของมารดาอีก เธอเร่งถามถึงสิ่งที่เธออยากรู้เพื่อที่จะได้กลับขึ้นไปนอนเร็วๆ “ว่าแต่คุณแม่มีธุระอะไรคะ”
“แม่อยากพูดกับลูกถึงเื่ที่เคยพูดกับคุณพ่อไว้วันนั้น”
นางวิภาวีเริ่มเื่
“อย่าบอกนะคะว่าเป็เื่การแต่งงาน”
แพรวรุ้งรีบดักคอ
“ก็มีเื่นั้นเื่เดียวแหละลูก”
“ก็หนูบอกไปแล้วนี่คะว่าหนูไม่แต่ง หนูไม่มีทางแต่งงานกับคนที่หนูไม่ได้รักไม่ได้เลือกเด็ดขาด แถมยังเป็แค่ชาวไร่ชาวสวนอีกด้วย อี๋ย์...”
สาวสวยทำท่าขนลุกขนพองด้วยความขยะแขยง
“ไม่แต่งไม่ได้นะลูก เพราะคุณพ่อทำสัญญากับเขาไว้เป็มั่นเป็เหมาะหากเราทำผิดสัญญาเขาก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องเอาได้และหากเขาจะเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่เป็ของหมั้นทั้งหมดคืน ครอบครัวของเราก็จะต้องเดือดร้อน”
“ไม่ใช่เราค่ะคุณแม่ เพราะหนูไม่เกี่ยว หนูไม่รับรู้อะไรด้วย”
“ยัยแพรว ทำไมลูกพูดอย่างนั้น นี่ลูกจะปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องเดือดร้อนอย่างนั้นเหรอ”
นางวิภาวีขึ้นเสียงอย่างโมโหเมื่อได้ยินบุตรสาวคนเดียวพูดเหมือนไม่สนใจพ่อแม่อย่างนั้น
“ก็คุณพ่อกับคุณแม่ทำอะไรโดยที่ไม่นึกถึงจิตใจของหนูก่อนนี่คะ”