เหยื่อรักริษยา

    ตอนที่ 6

             

            น้ำขิงเอ่ยออกมาอย่างยอมจำนนเมื่อเห็นน้ำตาของมารดา  ความอ่อนแอของมารดานั้นเองที่ทำให้เธอต้องทนอยู่อย่างนี้เรื่อยมา ทั้งที่ใจจริงแล้วอยากจะไปให้พ้นๆจากที่นี่เสียตั้งนานแล้ว

            “น้ำขิงไม่ผิดหรอกลูก  น้ำขิงไม่ผิดเลย  แม่เองต่างหากที่ผิด”

            น้ำอ้อยกล่าวพร้อมกับดึงร่างของบุตรสาวเข้ามากอดเอาไว้อย่างปลอบประโลม  เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดการกับชีวิตของตัวเองต่อไปอย่างไรดี

             

            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            “คุณได้คุยกับลูกเ๹ื่๪๫แต่งงานหรือยัง”

            นายเพิ่มพลถามภรรยาหลังจากที่เวลาผ่านไปได้อีกสองวัน

            “เอ่อ ยังเลยค่ะคุณพี่  ยัยแพรวเอาแต่เที่ยวตะลอนๆไม่ยอมอยู่ติดบ้านสักวัน”

            นางวิภาวีตอบไปตามตรงเมื่อรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าลูกกำลังพยายามหลบหน้าตนอยู่

            “คุณก็มัวทำใจเย็นอยู่ได้  เดี๋ยวพอดีก็ได้ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจนล้มละลายหมดเนื้อหมดตัวกันไปเท่านั้นเอง”

            นายเพิ่มพลต่อว่าภรรยาอย่างไม่พอใจ

            “คะ คะ ยังไงวันนี้ดิฉันก็จะลองพูดกับลูกให้รู้เ๹ื่๪๫ก็แล้วกัน”

            และจากที่ได้พูดรับปากสามีไปแล้วนั้นทำให้คืนนี้นางวิภาวีต้องนั่งดูทีวีอยู่จนดึกดื่นเพื่อรอการกลับมาของบุตรสาว จนเวลาล่วงเข้าสู่สองนาฬิกาของวันใหม่นั้นเองจึงได้ยินเสียงรถของแพรวรุ้งแล่นเข้าบ้านมา

            หญิงวัยกลางคนรีบลุกออกจากห้องนั่งเล่นไปดักรอบุตรสาวซึ่งจะต้องเดินผ่านห้องโถงเพื่อขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที และอีกเพียงครู่เดียวก็เห็นบุตรสาวเดินเข้าบ้านมาในชุดสีดำรัดรูปแบบแสนจะเซ็กซี่ทำให้นางอดที่จะเอ่ยคำตำหนิออกไปไม่ได้

            “ตายจริงยัยแพรว  แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าใส่ชุดแบบนี้ออกไปเที่ยวข้างนอกดึกๆดื่นๆ”

            “โธ่ คุณแม่คะ สมัยนี้ไม่แต่งอย่างนี้ก็เชยแย่สิคะ”

            แพรวรุ้งย้อนมารดาด้วยน้ำเสียงอย่างไม่เดือดร้อน

            “แต่มันทำให้เราดูเหมือนเป็๞ผู้หญิงไม่ดีนะลูก”

            “นี่คุณแม่ทนอดนอนอยู่ดึกๆดื่นๆเพียงเพื่อจะรอจับผิดการแต่งตัวของหนูงั้นหรือคะ”

            น้ำเสียงของแพรวรุ้งเริ่มจะบ่งบอกความหงุดหงิดไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้วทำให้ผู้เป็๞มารดาต้องถอนใจออกมาเพื่อข่มความรู้สึกก่อนที่จะได้เริ่มต้นพูดธุระกับลูกให้ตรงประเด็นกับที่ตั้งใจไว้

            “หนูเข้ามาคุยกับแม่ในห้องนั่งเล่นก่อนได้ไหมลูก”

            ประโยคนี้ของมารดาทำให้แพรวรุ้งทำท่าหาวหวอดออกมาทันทีก่อนจะกล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า

            “ก็ได้ค่ะคุณแม่  แต่อย่าช้านะคะ หนูง่วง”

            แล้วนางวิภาวีก็เดินนำบุตรสาวเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่ตนพึ่งจะเดินออกมาเมื่อซักครู่

            “คุณแม่มีอะไรคะ”

            แพรวรุ้งถามหลังจากที่ทรุดนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางคอพับคออ่อน  ทำให้มารดาที่เห็นต้องตำหนิขึ้นมาอีก

            “นี่ลูกดื่มเหล้ามาด้วยใช่ไหม”

            “นิดหน่อยน่าคุณแม่ สมัยนี้ถือเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดาแล้ว” แพรวรุ้งไม่อยากสนใจคำพูดของมารดาอีก เธอเร่งถามถึงสิ่งที่เธออยากรู้เพื่อที่จะได้กลับขึ้นไปนอนเร็วๆ “ว่าแต่คุณแม่มีธุระอะไรคะ”

            “แม่อยากพูดกับลูกถึงเ๱ื่๵๹ที่เคยพูดกับคุณพ่อไว้วันนั้น”

            นางวิภาวีเริ่มเ๹ื่๪๫

            “อย่าบอกนะคะว่าเป็๲เ๱ื่๵๹การแต่งงาน”

            แพรวรุ้งรีบดักคอ

            “ก็มีเ๱ื่๵๹นั้นเ๱ื่๵๹เดียวแหละลูก”

            “ก็หนูบอกไปแล้วนี่คะว่าหนูไม่แต่ง  หนูไม่มีทางแต่งงานกับคนที่หนูไม่ได้รักไม่ได้เลือกเด็ดขาด  แถมยังเป็๞แค่ชาวไร่ชาวสวนอีกด้วย  อี๋ย์...”

            สาวสวยทำท่าขนลุกขนพองด้วยความขยะแขยง

            “ไม่แต่งไม่ได้นะลูก  เพราะคุณพ่อทำสัญญากับเขาไว้เป็๞มั่นเป็๞เหมาะหากเราทำผิดสัญญาเขาก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องเอาได้และหากเขาจะเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่เป็๞ของหมั้นทั้งหมดคืน  ครอบครัวของเราก็จะต้องเดือดร้อน”

            “ไม่ใช่เราค่ะคุณแม่  เพราะหนูไม่เกี่ยว หนูไม่รับรู้อะไรด้วย”

            “ยัยแพรว  ทำไมลูกพูดอย่างนั้น นี่ลูกจะปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องเดือดร้อนอย่างนั้นเหรอ”

            นางวิภาวีขึ้นเสียงอย่างโมโหเมื่อได้ยินบุตรสาวคนเดียวพูดเหมือนไม่สนใจพ่อแม่อย่างนั้น

            “ก็คุณพ่อกับคุณแม่ทำอะไรโดยที่ไม่นึกถึงจิตใจของหนูก่อนนี่คะ”