ยามท้องนภาอึมครึมมืดหม่น แสงสีนวลสาดส่องเข้ามาในห้องพักเพียงเล็กน้อยจนต้องจุดตะเกียงส่องสว่างอาเป้ยไม่มีกะจิตกะจิตใจหลับใหลแม้ราตรีมาเยือน นางไปเอ่ยขอตำราจากบ่าวในเรือนเทพบิดาัมานั่งอ่านฆ่าเวลาบนเก้าอี้ไม้สีแดงกลางห้องลุกขึ้นไปจัดแจงอาภรณ์สีขาวปักทอด้วยเวทเซียนงานประณีตหน้ากระจกบานใหญ่รวบผมดำขลับเอาไว้ครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นมุกทะเลทักษิณ ก่อนเดินไปเดินมาทำตัวไร้แก่นสารใด ๆ
นางจะนอนเข้าไปได้อย่างไรงูตัวเบ้อเริ่มอยู่บนเตียงของนาง! นอนพาดขวางอยู่ครึ่งหนึ่งหนึ่ง วางหัวไว้บนหมอนยื้อแย่งผ้าห่มของนางไป
นางขมวดคิ้วมุ่นมองอสรพิษเลื้อยไปมาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อปลุกท่านเทพ ส่งเสียงเรียกเท่าไรก็ไม่ฟื้นตื่นจากนิทราในที่สุดนางจึงล้มตัวลงนอนเคียงข้างอย่างถือวิสาสะในเมื่อท่านยังขึ้นมาบนที่นอนของนาง
“ท่านดูไม่เป็สุขนักเทพอู่เฉินไยท่านระส่ำระสายถึงเพียงนั้น ท่านมีความฝันด้วยหรือ? ข้าว่าท่านน่าจะฝันร้ายแน่ ๆ ล่ะ”
ใต้เกล็ดนิลละเอียดงดงามอาเป้ยซ้อนมือทั้งสองวางลงบนหมอน คว่ำหน้ามองอสรพิษปิดตาสนิทแน่นนางพูดของนางอยู่คนเดียว พึมพำไปสารพัดเื่ราวกระทั่งสามารถมองเห็นั์ตาสีโลหิตเบิกกว้าง
ร่างอสรพิษพลันสะดุ้งมองสตรีเบื้องหน้าหลังผ่านพ้นราตรีมืดมนหม่นหมอง แสนเ็ปรวดร้าวดวงใจ ั์ตาอันน่ากลัวเอ่อคลอหยาดน้ำใสแลดูเศร้าหมองอย่างสังเกตเห็นได้ชัด
“ตัวข้าไม่สามารถข่มตาลงนอนได้เห็นท่านยังวนเวียนอยู่ที่เดิม มุดไปมุดมาใต้ผ้าห่มของข้า ท่าน...ทำให้ข้านึกถึงงูเขียวท้ายกระท่อมของข้า”
“งู... ท้ายกระท่อมของเ้า?”
“ใช่แล้วท่านเทพ แถมไม่ได้มีแค่งู...”
เมื่อบุรุษเทพปีศาจดึงสติสัมปชัญญะกลับมาให้ความสนใจกับบทสนทนาของนางผู้บอกเล่าเื่สัตว์ร้ายทั้งหลายมาสร้างความรำคาญใจให้นางอยู่เป็ประจำในกระท่อมตีนเขาวัดเทียนหลงอยู่ติดกับป่าอันสมบูรณ์ นางต้องคอยไล่พวกมันตีพวกมันตายไปก็หลายตัวโดยเฉพาะงู นางนำซากศพของพวกมันมาประกอบอาหารรสชาติดีนางกินของนางคนเดียวเพราะเหล่านักพรตเคร่งในศีลไม่แม้จะลงมือฆ่าสัตว์หรือให้ผู้ใดลงมือจึงไม่กินพวกมันไปด้วย
นางขึ้นมาพักอาศัยบนเทวโลกแล้วนางไม่เคยคาดคิดว่าบนเตียงของนางจะมีงูขี้เซาตัวหนึ่งลักลอบมานอนปลายเตียง ซ่อนเร้นกายใต้ผ้าห่ม คอยเฝ้านางเอาไว้เพราะกลัวว่านางจะหนี
“... ท่านยังไม่ตอบคำถามข้าเสียทีเื่ความฝันและนิมิตของท่านอันที่จริงท่านไม่เคยตอบสิ่งใด ซ้ำร้ายยังชอบต่อว่าข้าวาจาร้ายกาจ ทั้งที่ตัวท่านเองก็ร้ายนัก”
“ข้ามีความฝันเฉกเช่นมนุษย์ในบางคราพลังเวทของข้ากล้าแกร่งจนสามารถสร้างโลกอีกใบหนึ่ง โลกเ่าั้ล้วนไม่ใช่ความจริงนิมิตของปีศาจเป็เพียงภาพลวง ข้าสามารถบังคับเ้าให้ฝันถึงข้า จะทำอะไรเ้าก็ย่อมได้...”
ยามอธิบายเื่ราวให้นางฟัง สบตาใสแป๋วปรากฏอารมณ์หลากหลายแก้มแดงซ่านในท่าทีเก้อเขินขึ้นมากะทันหัน เทพอู่เฉินดูผ่อนคลายลงทว่าแววตาสลดเศร้าบอกว่ามีเื่ราวบางอย่างในใจ
อาเป้ยจึงเอื้อมไปหยิบผ้านวมอุ่นขึ้นคลุมร่างอสรพิษด้วยท่าทีเอาใจใส่ซุกตัวลงนอนแนบแก้มร้อนผ่าวบนร่างสีนิลใต้ผ้าผืนเดียวกัน
“ท่านบังคับจิตใจข้ามามากถึงคราวข้าบังคับท่านให้ทำตามใจข้าบ้าง..."
"แล้วถ้าข้าไม่ยินยอมตามใจเ้า...จะว่าอย่างไร?"
"ข้าก็จะไม่ยอมเชื่อฟังท่านอีกต่อไปท่านตามใจข้าเถิดเทพอู่เฉินราตรีนี้ข้าปรารถนาเพียงอิงแอบกายใต้เกล็ดอันงดงามของท่านปลอบประโลมใจท่านให้คลายหายจากความเศร้าหมอง ท่านจะไม่เป็ไร ข้าก็จะไม่เป็ไรหากท่านกลัวคำครหา ขอให้ท่านจงอยู่ในร่างอสรพิษ ข้ายังคงยึดมั่นในความรักใคร่ท่านอย่างมากมายทั้งด้านเทพและด้านปีศาจของท่าน ข้าขอร้องท่านครานี้... อย่าได้ปฏิเสธข้า”
ในน้ำเสียงเอาแต่ใจเอื้อนเอ่ยคำรักหยาดน้ำตาอสรพิษพลันไหลหล่นลงผ่านแก้มแดงซ่านของนาง และด้วยความอับอายของเทพอู่เฉินผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นจึงขยับข้ามไหล่มนไปก้มหัวลงชิดเรือนผมนุ่มหอม เพื่อโอบกอดนางกระทำต่อนางด้วยกิริยาอ่อนโยนตรงข้ามวาจา ก็ยังไม่ว่างเว้นการบริภาษนาง
“เ้า... ช่างเป็สตรีไร้ยางอายรู้จักใช้จริตมารยาล่อลวงได้แม้กระทั่งปีศาจ...”