“แล้วฉันจะเชื่อคุณได้ยังไง ว่าคุณมาจากยุคของราชวงศ์เทอร์ลิงตัน”
เธอมองชายหนุ่มแปลกหน้าที่อ้างว่าตนเองชื่อ ‘เดล’ และมาจากยุคราชวงศ์เทอร์ลิงตันอย่างจับผิด เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะพูดคุยกันได้เข้าใจก็ทำเอาเธอเกือบจะถอดใจไปครั้งแล้วครั้งเล่า
“เื่นั้นหากเ้ามองจากการแต่งตัวของข้าก็คงจะดูออกแล้ว”
“แค่นี้เนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่าคะ ชุดราชนิกุลสูงศักดิ์แบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในซีรีส์ค่ะ” ไม่ว่าเปล่า เธอหยิบรีโมตขึ้นมากดเปิดโทรทัศน์โดยเลือกช่องที่กำลังมีซีรีส์แนวย้อนยุคออนแอร์อยู่
รายละเอียดเนื้อเื่ในซีรีส์ราวกับ้าล้อเลียน่ที่ราชวงศ์เทอร์ลิงตันเกิดการก่อฏโดยองค์ชายสามที่รู้จักกันในนามดยุกแห่งเอซีสผู้มีตำแหน่งเป็หัวหน้ากองอัศวินประจำองค์จักรพรรดิ เดลกำหมัดเข้าหากันจนข้อมือหนาขาวซีดขึ้นมาและท่าทางของเขาก็ตกอยู่ในสายตาของไอรีนตลอดเวลา
“คุณดูอินเหมือนกันนะคะ คงเป็แฟนตัวยงล่ะสิท่า”
“เดลตายอย่างไร?”
“ก็เหมือนจะถูกกองกำลังฏของตัวเองฆ่าตายนั่นแหละค่ะ”
มือเรียวหยิบกระปุกคุกกี้ขึ้นมาเปิดพลางหยิบคุกกี้ชิ้นพอดีคำเข้าปากด้วยความสบายอกสบายใจ ทั้งที่จริงแล้วเธอควรจะกังวลเื่ชายแปลกหน้าคนนี้มากกว่า
“ข้าไม่ได้ฏ!”
การที่อีกฝ่ายโพล่งขึ้นมาอย่างเหลืออดพร้อมกับสีหน้าท่าท่างที่ดูเหมือนเ็ปอย่างสุดขีดนั้นก็ทำเอาคนอย่างไอรีน ควินเทรลล์ทำอะไรไม่ถูกไปอยู่ชั่วครู่ เธอไม่รู้ที่มาที่ไปของหมอนี่ด้วยซ้ำ
“คุณจะบอกว่าคุณคือองค์ชายสามจริง ๆ น่ะเหรอคะ”
กระปุกคุกกี้สีใสถูกวางลงบนโต๊ะกาแฟอย่างเชื่องช้า พลันดวงตาสีโกเมนก็จ้องมองไปยังชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ท่าทางของเขาดูสับสนอยู่มาก ซึ่งถัดจากนั้นไม่กี่วินาทีเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากพยักหน้ารับแล้วกลับไปทำสีหน้าบูดบึ้งเหมือนเดิม
“แต่ตามประวัติศาสตร์แล้ว องค์ชายสามสิ้นพระชมน์ไปแล้วนี่คะ”
“เหลว-หละ ไห-” ตุบ!
“คุณ!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วจนเกินไป เธอไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาเพราะเพียงแต่จะพูดไม่จบประโยคเท่านั้น จู่ ๆ ร่างสูงก็ล้มลงบนโซฟาราวกับสติดับสูญ
ไอรีนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน หลังจากนั่งจ้องร่างสูงของชายแปลกหน้าที่จมสู่ห้วงนิทรามานานนับชั่วโมงแล้ว ไม่ว่าเธอจะทำอย่างไรเขาก็ไม่ฟื้นคืนสติเสียที และหากว่านานเกินกว่านี้เธอคงจะต้องเรียกหมอมาที่นี่แทนการพาเขาไปรักษาที่โรงพยาบาล
“เื่ราชวงศ์เทอร์ลิงตันนั่นก็จริงอยู่แต่เขาจะทะลุมิติมาเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว” มือเรียวพยายามหยิกแก้มตัวเองเพื่อให้รู้สึกถึงความเ็ปและหวังเพียงแค่ว่าเธอจะตื่นจากฝันบ้า ๆ นี่เสียที แต่แล้ว…
“ข้า…ขอ…โอกาส”
“อีกเพียง…ครั้งเดียว”
ดวงตาสีโกเมนคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย เพราะหลังจากที่เขาสลบไปก็เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่เกิดการตอบสนองขึ้น “คุณว่ายังไงนะคะ?”
“ข้า…”
ฟุ่บ
มือของชายแปลกหน้าที่พยายามยกขึ้นมาได้ร่วงหล่นลงบนเตียงด้วยความรวดเร็วและต่อจากนั้นคนชื่อเดลก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ อีก ราวกับว่าเขาจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันยาวนานยากที่จะฟื้นในชั่วโมงหรือสองชั่วโมงนี้
ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่นเข้าหากันพลางคิดหาวิธีสืบประวัติของชายปริศนาที่สลบสไลอยู่แต่แล้วความผิดชอบชั่วดีก็ดันก่อตัวให้เธอต้องคิดหาทางพาหมอมาดูอาการของเขา
“ใครจะว่างมาช่วยฉันได้ แล้วฉันจะอธิบายให้หมอยังไง” ยกมือขึ้นมายีผมตัวเองไปสองสามทีก่อนจะนึกได้ว่าเธอควรติดต่อใคร
“เป็เพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อนเพียงพอจึงหมดสติไปอย่างนั้น แต่การที่คนไข้ละเมอออกมาก็หมายความได้อีกอย่างว่าก่อนหน้านี้อาจพบเจอกับเื่ราวที่กระทบกระเทือนจิตใจ”
คำอธิบายอันยาวเหยียดของครูซ แบนครอฟท์ แพทย์หนุ่มที่รู้จักกันมาจากการทำภารกิจร่วมนั้นทำให้ไอรีนรู้สึกหนักใจกับเหตุการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่จนเผลอแสดงออกทางสีหน้า
“แต่คุณไม่ต้องกังวลหรอกครับ ปล่อยให้เขาได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ราว ๆ วันสองวันก็คงดีขึ้นเพราะพื้นฐานแล้วเขาเป็คนร่างกายแข็งแรง”
ราวกับครูซอ่านใจเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาไม่แม้แต่จะปล่อยให้เธอเอ่ยปากถามอะไรแต่กลับเป็คนพูดสิ่งที่เธอ้ารู้ขึ้นมาเสียเอง
“ขอบคุณมากนะคะที่สละเวลามาช่วยฉัน แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะขอร้องก็คือ...คุณช่วยเก็บเื่ของวันนี้รวมถึงเื่ชายคนนี้เป็ความลับไปก่อนได้ไหมคะ?”
คงเป็เพราะเธอเผลอแสดงสีหน้าแววตาคาดหวังมากจนเกินไป จึงทำให้แพทย์หนุ่มเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไอรีนััได้ถึงดวงตาสีฟ้าคู่คมที่กำลังจ้องมองมาทางเธอราวกับ้าพินิจพิเคราะห์กับคำร้องขอ
“ผมรับปากแต่ยังไงแล้วคุณก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้มันเป็แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณควรสืบหาที่มาที่ไปของเขาในทันทีที่อาการเขาดีขึ้น”
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะครูซ ฉันตั้งใจว่าจะทำแบบนั้นเหมือนกัน”
“ยินดีเสมอ ถ้ามีอะไรก็โทรเรียกผมก็แล้วกัน”
ผ่านไปถึงสองวันเต็ม ๆ แล้ว คนแปลกหน้าก็ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงของเธอ เขาไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาและหากว่าพรุ่งนี้เขายังคงนอนอยู่อย่างนี้ เธอคงจะต้องขอความช่วยเหลือจากครูซอีกครั้ง
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
เสียงแจ้งเตือนจากข้อความทำให้ั์ตาสีโกเมนละจากร่างสูงที่กำลังนิทรา เธอเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาเปิดดูข้อความพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ไอแซค: ฝากดูอีเมลที่ผมส่งไปด้วย
ไอแซค: ช่วยตรวจสอบทีว่า งานวิจัยที่รัฐบาลสนับสนุนศูนย์ฯ เกิดปัญหาขึ้นมาจริงหรือเปล่า ขอบคุณมาก
“นี่มันไม่ใช่เวลางานฉันย่ะ อีตานี่” ริมฝีปากได้รูปบ่นออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ทำตามคำสั่งของคนเป็หัวหน้าอยู่ดี
รายละเอียดที่เธอกำลังอ่านนั้นค่อนข้างชวนสับสนเป็อย่างมาก จากข่าวที่ได้รับเกี่ยวกับการวิจัยในครั้งนี้เป็การวิจัยและคิดค้นยาต้านไวรัสชนิดหนึ่งแต่ทำไมเนื้อความจากอีเมลที่ถอดรหัสได้กลับกลายเป็ว่ามันคือการวิจัยเพื่อคิดค้นไวรัสแวมไพร์
“แปลกจริง…ทำไมข้อความที่ถอดรหัสกับสิ่งที่รับรู้มามัน-”
“เ้า…”
เสียงทุ้มอันแ่เบาทำให้เธอหยุดพูดโดยอัตโนมัติ จากนั้นจึงรีบละสายตาจากแล็ปท็อปแล้วหันไปมองร่างสูงของชายแปลกหน้าที่กำลังลุกขึ้นมานั่งด้วยความเชื่องช้า เธอสังเกตเห็นว่าเขายกมือขึ้นมากุมศีรษะตนเองพร้อมกับหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างหวาดระแวง
“ค่อย ๆ ลุกค่ะ”
“เ้า… ทำไมเ้าถึงยังอยู่ที่นี่”
คิ้วเรียวขมวดชนกันด้วยความไม่สบอารมณ์กับอีตานี่ คำถามของเขานั้นมันไม่เห็นจะตอบยากเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องถามก็น่าจะเดาเองได้เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งพูดไปหยก ๆ ว่าที่นี่คือที่ไหนแต่สุดท้ายแล้วเธอก็ตอบออกไปอยู่ดี เผื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นเมื่อมีสติมากพอ
“ย้ำอีกครั้งค่ะ ว่าที่นี่น่ะห้องที่ฉันเช่า”
“แล้วข้าหลับไปนานเท่าใด?”
“สองวันค่ะ”
“สองวันเชียวหรือ” ว่าแล้วจึงลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพยายามมองสำรวจสถานที่แปลกตาอีกครั้งและก็พบเพียงแค่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่มีสิ่งใดที่คล้ายกับพระราชวังวินเทอร์ของเขาเลย
“หมอบอกว่าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอน่ะค่ะ เลยอาจจะหลับไปวันหรือสองวันแต่โชคดีที่ร่างกายคุณแข็งแรงอยู่แล้วจึงไม่ได้เป็อะไรมาก” เสียงใสอธิบายออกมายาวเหยียดก่อนที่จะกอดอกมองร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียงพลางพิจารณาอะไรบางอย่าง
“คุณหิวไหมคะ?”
“มะ…” ทันทีที่จะปฏิเสธออกไป เสียงท้องเ้ากรรมก็กลับร้องครวญครางจนเดลถึงกับต้องเลื่อนมือหนามากุมตรงหน้าท้อง เขาชั่งใจอยู่เพียงเสี้ยววิก่อนที่จะพยักหน้าเป็คำตอบให้กับสตรีที่อ้างว่าเป็เ้าของที่แห่งนี้
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะหาอะไรมาให้ทานรองท้องไปก่อนนะคะ รอสักครู่”
ดวงตาคู่คมเหลือบมองตามแผ่นหลังของสตรีที่เดินหายวับเข้าไปในห้องครัวก่อนที่จะเลื่อนกลับมาก้มมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเอง เดลไม่คิดว่าเขาที่ร่างกายเหนื่อยล้าปางตายจะยังคงมีชีวิตรอดมาได้ และหากนี่ไม่ใช่ความฝันนั่นก็เท่ากับว่าสิ่งที่เขาร้องขอก่อนตายเป็จริงอย่างนั้นหรือ?
แต่เพียงไม่นานนักอาหารอันหอมฉุยก็ถูกยกมาวางอยู่ตรงหน้า เขาไม่แม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบจับสิ่งใดเลย ไม่ใช่ว่าไม่มีแรงแต่ทว่ายังคงรู้สึกระแวงสตรีแปลกหน้าคนนี้อยู่ไม่น้อย บางทีเธออาจจะเป็นักเวทย์ที่แปรพักตร์ไปรับใช้ราชวงศ์แลนซิงแล้วปลอมตัวมากำจัดเขาในคราวเดียว
“หิวไม่ใช่เหรอคะ รีบทานสิ ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมาดูแลคุณนะคะ”
“เ้าเป็นักเวทย์ใช่หรือไม่?”
“นักเวทย์อะไรกันคะ นักเวทย์เขาไม่ทำงานหน่วยข่าวกรองหรอกค่ะ”
ช่างแปลกประหลาดเสียจริง… ในยุคของเขานักเวทย์ทำงานอยู่ในวังเพื่อรับใช้จักรพรรดิและดูแลประตูมิติที่เชื่อมระหว่างเซเนียกับนาโมเนีย แต่สตรีนางนี้ดูท่าทางเหมือนไม่รู้จักนักเวทย์เลยแม้แต่นิดเดียว
“หมายความว่าหมดยุคนักเวทย์แล้วหรือ?” เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยในที่สุด
“เื่นั้นฉันจะบอกคุณ ถ้าเกิดว่าคุณสามารถบอกสิ่งที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับองค์ชายสามได้”
“ซึ่งหากข้าพูด เ้าจะเชื่อข้าหรืออย่างไร?”
ไอรีนไม่ได้ตอบอะไรออกไป เธอเพียงแต่มองผู้ที่สมอ้างว่าเป็เดล เทอร์ลิงตันกำลังเริ่มรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เธอทำให้ ท่าทางของหมอนั่นดูเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับไม่เคยจับตะเกียบ สุดท้ายแล้วคนเป็เ้าของห้องก็ทนไม่ไหวจนต้องหยิบส้อมมาให้เขาใช้แทน
“รสชาติไม่เลว” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาหลังจากทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดไป เขาเลื่อนสายตามองร่างเล็กที่นั่งฝั่งตรงข้ามเล็กน้อยก่อนที่จะคิดหาทางหนีทีไล่ หากว่าสตรีผู้นี้เป็นักเวทย์ของแลนซิงจริง ๆ
“ดีใจที่คุณทานได้ค่ะ คราวนี้ก็คงถึงเวลาที่คุณจะต้องตอบคำถามฉันแล้ว”
“ว่ามาสิ” เดลโบกมืออย่างไม่ใส่ใจจนเขาลืมสังเกตตนเองไปเสียสนิทว่าท่าทางเช่นนี้บ่งบอกได้ว่าเขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นจากครั้งแรกที่มาถึง
“เื่ของดารินค่ะ เธอมีความสัมพันธ์ยังไงกับองค์ชายสามกันแน่?”
ภาพเรือนผมสีทองสว่างผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มหวานของผู้หญิงคนนั้นมักจะประดับบนใบหน้าของหล่อนทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบเจอกับเขา… แทบจะไม่มีครั้งไหนที่หล่อนไม่ส่งยิ้มมาให้ แม้กระทั่งในวันที่ห่างหายไปจากชีวิตของกันและกัน…
“คุณคะ… เป็อะไรรึเปล่า?” ท่าทางของเขาแปลกพิลึกจนเธอถึงกับต้องทักถาม
“ข้า…” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยความยากลำบาก เขาไม่อยากจะพูดถึงเื่ของดารินอีกแต่พอเผลอสบเข้ากับดวงตาสีโกเมนคู่นั้นก็ราวกับเขาถูกมนตร์สะกดจนไม่อาจจะปฏิเสธสิ่งใดได้
“เคยคบหากันมาก่อน”
เขาเอ่ยประโยคนั้นออกมาอย่างลืมตัว กระทั่งรู้ตัวอีกคราก็เห็นว่าไอรีนนิ่งไปราวกับใช้ความคิดอะไรบางอย่าง จนเขาเองก็อดที่จะสงสัยไม่ได้
“เหตุใดเ้าถึงนิ่งไป? ไม่คิดจะถามต่อหรือ?”
“คือ…ช่างมันเถอะค่ะ พอแค่นี้ก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไม่รู้จะตอบออกไปเช่นไรว่าคำตอบของคนคนนี้มันตรงกับบันทึกทางประวัติศาสตร์มากที่สุด และไม่ใช่เื่เล่าหรือตำนานที่ชาวเซเนียเคยได้ยินอีกด้วย
“ฉันต้องกลับไปหาบันทึกอีกรอบแล้ว เป็ไปไม่ได้ที่จะมีคนเข้าถึงข้อมูล” เสียงใสพึมพำออกมาพลางเหม่อมองชามบะหมี่อันว่างเปล่า
“เ้านิ่งไปอีกแล้ว”
“ฉันมีเื่ให้ต้องคิดนิดหน่อย วันนี้คุณก็พักที่นี่ไปก่อน ฉันจะออกไปทำธุระข้างนอก” พูดจบแต่เพียงเท่านั้นก็จัดการนำชามไปล้างในครัวพร้อมกับหยิบกระเป๋าและออกจากห้องไป ทิ้งให้ชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่ในห้องเพียงลำพัง
To be continue...
เอซีส (Aseas) เมืองท่าติดกับทะเล ปกครองโดยเดล เทอร์ลิงตันโดยมีผู้แทนในการปกครองอีกที
นาโมเนีย (Namonia) พรหมแดนติดต่อระหว่างดินแดนมนุษย์และอสูรกาย ใน่ห้าร้อยปีก่อนถูกปกครองโดย โคลท์ แลนซิง(Colt Lansing) กษัตริย์แวมไพร์ผู้มีสายเืของแวมไพร์บรรพบุรุษ