ตอนที่ 70 สามคำขอ
บนท้องฟ้ายังคงไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด จันทรายังคงลอยเด่นเช่นเคย ความผันผวนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ท่านป้า หยุดทำให้ไพลินเสียเวลาได้แล้ว!" องค์หญิงไพลินพูดอย่างแข็งกร้าว แต่ทุกสิ่งยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ
องค์หญิงไพลินเห็นดังนั้นก็สบถด้วยความหงุดหงิด เธอไม่รักษามาดขององค์หญิงอีกต่อไป ไฟแห่งความบ้าคลั่งลุกโชนในดวงตาสีชมพูของเธออย่างแรงกล้า เธอเงื้อมีดสั้นขึ้นสูง แล้วจึงแทงไปที่คอของตนโดยไร้ซึ่งความลังเล
ท่ามกลางความตกใจของนิทาน เขาพยายามผลักมีดสั้นออกด้วยพลังแรงดึงดูด แต่วินาทีนี้เขาไม่เหลือแรงแล้วจริง ๆ มีดสั้นห่างจากคอสีนวลขององค์หญิงไพลินเพียงไม่กี่เซ็น ความเร็วไม่มีทีท่าจะลดลงแม้แต่น้อย
เธอเอาจริง! หากคนผู้นั้นไม่ปรากฏตัว เธอพร้อมตายตรงนี้!
ในวินาทีที่มีดสั้นปักลงในลำคอ หยดเลือดสีแดงสดเริ่มไหล มีดสั้นกลับชะงักลงด้วยพลังบางอย่าง
มีดสั้นเล่มนี้พลันถูกซัดกระเด็นออกไป บนลำคอของเธอปรากฏรอยแผลตื้น ๆ แผลหนึ่ง หยดเลือดไหลนอง หากช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที มีดสั้นเล่มนี้ย่อมทะลวงเส้นเลือดใหญ่และหลอดลมเป็นแน่แท้
นัยน์ตาแห่งความบ้าคลั่งขององค์หญิงไพลินสงบลง เธอมองร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ลอยอยู่อากาศ เธอมีผมสีแดงและนัยน์ตาสีชมพูเฉกเช่นเดียวกันกับไพลิน ใบหน้างดงาม เครื่องหน้าล้วนประณีตราวกับได้รับการปั้นแต่งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ
ใบหน้าของเธอดูละม้ายคล้ายองค์หญิงไพลินเป็นอันมาก แต่เพราะวัยและรัศมีพลังทำให้เธอดูเป็นสตรีวัยกลางคนที่เติบใหญ่กว่าองค์หญิงไพลินมากนัก
“เฮ้อ” สตรีผู้นั้นถอนหายใจบาง จ้องมองไปที่องค์หญิงไพลินด้วยนัยน์ตาไร้อารมณ์ บนฝ่ามือของเธอยังมีคลื่นพลังตกค้างเล็กน้อยที่ซัดมีดสั้นกระเด็นไป หากเพียงแค่พลังตกค้างนี้ก็แผ่พลังกดดันมหาศาลที่ทำเอานิทานถึงกับหายใจไม่ออก
"ท่านป้า มัวแต่พิรี้พิไรอยู่ได้ ไพลินขอใช้หนึ่งในคำขอ ท่านรีบสังหารสัตว์อสูรเหล่านั้นเดียวนี้!" เธอตวาดอย่างหงุดหงิด
สตรีวัยกลางคนไม่พูดอะไร เธอจ้องมององค์หญิงไพลินด้วยแววตานิ่งเฉย ไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ หากองค์หญิงไพลินกลับไม่อ่อนข้อไปกว่ากันแม้แต่น้อย เธอถลึงตาจ้องมองตอบกลับโดยที่ไม่สนแม้แต่น้อยว่าคนตรงหน้าแข็งแกร่งกว่าเธอเพียงไร
สตรีวัยกลางคนผู้นั้นชำเลืองมองมาทางนิทานด้วยหางตา พลังกดดันขนาดใหญ่พลันกดทับลงที่ตัวนิทานอย่างรุนแรง
อริยะ! นิทานกระอักเลือด หากเป็นในยามปกติเขายังพอฝืนทนได้ หากเวลานี้เขาแทบไม่อาจยืนขึ้นแล้วจริง ๆ นัยน์ตาของเขาสั่นระริก หากภายในกลับไม่มีความโอนอ่อน นิทานเพียงเงยหน้าสบตากับสตรีผู้นี้ตรง ๆ
“นี่เป็นบทลงโทษที่เจ้ามิอาจปกป้องไพลิน” สตรีวัยกลางคนพูดอย่างชืดชาไร้อารมณ์ องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ผู้น้อยน้อมรับความผิด” นิทานจ้องมองไปในดวงตาของเธอ แล้วจึงก้มหน้าลง คำนับด้วยร่างกายที่สั่นระริก
พลังกดดันพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่นิทานกลับสัมผัสได้ถึงพลังอีกด้านหนึ่งที่พุ่งสูงขึ้นแทน อารมณ์โกรธปริมาณมหาศาลถาโถมเข้าใส่จิตใจเขาจนเขาเวียนศีรษะ นิทานหันไปทางต้นตอแล้วจึงพบว่าต้นเหตุคือคีตา!
แม้มันจะกำลังต่อกรกับมนุษย์ต้นไม้อยู่ แต่มันรับรู้ถึงสถานการณ์โดยรอบได้กระจ่างชัด มันเห็นนิทานถูกเล่นงานต่อหน้าต่อตา อารมณ์โกรธพวยพุ่ง มันเตรียมละทิ้งมนุษย์ต้นไม้วิ่งกลับมาหาเขา แต่นิทานกลับห้ามไว้ ยังคงสั่งให้มันปกป้องชาวบ้านต่อไป
คีตาส่งเสียงขู่อย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาสีดำสนิทราวเม็ดลำไยจับจ้องไปที่สตรีวัยกลางคนเล็กน้อยแล้วจึงเข้าโรมรันกับมนุษย์ต้นไม้ต่อไป
สตรีวัยกลางคนย่อมสัมผัสได้ เธอหันไปมองคีตา มุมปากของเธอปรากฏรอยยิ้มบางเบา เธอมองคีตาอย่างสนอกสนใจ
“เป็นผู้น้อยที่อบรมสั่งสอนมันมาไม่ดี ขออริยะผู้สูงส่งโปรดอภัย” นิทานคำนับลงต่ำยิ่งกว่าเดิม องค์หญิงไพลินเห็นดังนั้นจึงพยายามจะเอ่ยปาก หากกลับถูกสตรีผู้นี้ยกมือหยุดไว้
“ไพลิน เจ้าเรียกหาข้าด้วยสิ่งใด” เธอพูดขึ้น
แม้องค์หญิงไพลินจะหงุดหงิดเพียงไร หากบุคคลตรงหน้าคือผู้ที่สามารถช่วยปกป้องชาวบ้านได้ เธอสงบสติอารมณ์ เงยหน้าจ้องมองใบหน้าของสตรีวัยกลางคน
“ท่านป้า ได้โปรดช่วยกำจัดสัตว์อสูรอีกสี่ตัวและปกป้องชาวบ้าน” องค์หญิงไพลินจ้องมองท่านป้าของเธอ
“หน้าที่ของข้ามีเพียงการปกป้องชีวิตเจ้า มิใช่ชีวิตของสามัญชน” เธอส่ายหน้า
“ท่านรับปากจะรับฟังคำขอของไพลินสามอย่าง” องค์หญิงไพลินไม่ยอมแพ้
ได้ยินดังนั้นเธอจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้านิ่งเฉยนั้นมุ่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการใช้สามคำขออันมีค่ากับเรื่องเล็กจ้อยแค่นี้?” เธอพูดขึ้น
“ไพลินมั่นใจ และเรากล่าวไปตั้งแต่ต้นแล้ว เราขอใช้หนึ่งคำขอ” องค์หญิงไพลินตอบโดยไม่รีรอ ไม่มีความลังเลในน้ำเสียงของเธอแม้แต่น้อย มีเพียงความไม่พอใจปริมาณมาก เธอเรียกหาพร้อมทั้งกล่าวใช้คำขอถึงสามครั้งสามครากว่าท่านป้าของเธอจะปรากฏตัว
ทุกวินาทีที่ผ่านพ้นอาจหมายถึงชีวิตคนที่อาจสูญเสียไป!
“เด็กโง่ คำขอสามอย่างจากอริยะมีคุณค่าแค่ไหน หากเจ้ากลับเสียมันไปกับเรื่องเพียงแค่นี้ เฮ้อ” สตรีวัยกลางคนถอนหายใจอีกคำรบ
“สุดแล้วแต่เจ้าเถอะ” เธอยกมือขึ้นเล็กน้อย หากวินาทีนี้เองที่นิทานรับรู้ถึงพลังขุมหนึ่งในร่าง พลังขุมนี้เต้นตุบราวกับจังหวะหัวใจ นิทานมองลงไปดูจึงพบว่าดวงดาราแห่งคำ คีตา วงจันทรา ของเขากำลังแผ่พลังออกมาจาง ๆ ราวกับตอบรับพลังอีกสายที่เชื่อมโยงถึงกัน
หากเพราะคำแห่งพลัง คีตา วงจันทรา ของเขายังเป็นระดับแรกเกิด พลังตอบสนองที่ได้รับจึงน้อยนิด มีเพียงการแผ่พลังเป็นจังหวะตอบรับเท่านั้น
ต้นสายของพลังอีกด้านคือตัวคีตาที่กำลังต่อสู้กับมนุษย์ต้นไม้ ร่างของคีตาเวลานี้ปรากฏกระแสไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบ แสงสีครามส่องกระจายออกมาจากตัวมัน นิทานเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้าง คีตายามนี้สภาพคล้ายกับเขายามใช้วัชระดาวตกไม่มีผิด
เขามองสลับไปมาระหว่างคีตาและดวงดาราแห่งคำ คีตา วงจันทรา
เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วจึงพูดขึ้น
“ไพลิน ไม่ต้องหรอก”
ยังไม่ทันที่องค์หญิงไพลินจะตอบ กลับเป็นสตรีวัยกลางคนเองที่ลดมือลง สายตาของเธอจับจ้องไปที่ตัวของคีตา นัยน์ตาปรากฏความสนอกสนใจอย่างเด่นชัด
ร่างของคีตาเกิดกระแสไฟฟ้าสีครามมากมายหลากหลายสาย บนหัวของมันกลับปรากฏเงาร่างของดาวตกดวงหนึ่งที่หมุนวนด้วยความเร็วสูง
คีตาหันมามองที่สตรีวัยกลางคนอย่างไม่สบอารมณ์ มันหอนดังกู่ก้อง ดาวตกสีครามบนหัวของมันเปล่งประกายเจิดจ้า หมุนควงด้วยความเร็วจนกลายเป็นสีขาวฟ้า
มนุษย์ต้นไม้เบิกตากว้าง กระแสพลังนี้ฝังความหวาดกลัวไว้ในจิตใจของมัน มันเห็นดังนั้นจึงนำฝ่ามือทั้งสองแตะลงกับพื้น เกิดเป็นปราการพฤกษาชั้นแล้วชั้นเล่า
มันจำวัชระดาวตกที่สังหารเสือครึ่งอินทรีได้ดี!
พฤกษามากมายแหวกพสุธาขึ้นมาก่อเกิดเป็นม่านขนาดยักษ์ที่หนาหลายสิบเมตร คีตากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย มันหอนอย่างต่อเนื่อง จับจ้องไปสัตว์อสูรมนุษย์ต้นไม้ มันทำท่าขบกัดหนึ่งที ดาวตกบนหัวของมันก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลำแสง
ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ปราการพฤกษาราวกับไม่อาจขัดขวางวัชระดาวตกของคีตาได้เลยแม้แต่น้อย หากยิ่งเข้าไปลึกเพียงไร ความเร็วก็ยิ่งตกลงเท่านั้น
วัชระดาวตกของคีตาครั้งนี้ด้อยกว่าของนิทานอย่างเห็นได้ชัด จะอย่างไรนิทานก็ใช้พลังระดับอริยะในการโจมตี ของคีตาเพียงแตะเอื้อมถึงขอบของนักสลักโทได้อย่างเฉียดฉิว
เมื่อต้นไม้ต้นสุดท้ายพังลง ดาวตกนั้นก็ลดทอนพลังลงไปมาก หากยังคงปักเข้าไปกลางอก ลากพาร่างของมนุษย์ต้นไม้ไถลไปฝังกับกำแพง โดนหอกปักคาค้างอยู่เช่นนั้น
ร่างของมันไหม้เกรียม กลิ่นไหม้ฟุ้งกระจาย หากมันยังคงมีลมหายใจ มันพยายามดึงหอกกลางอกของมันออก เร่งเร้าพลังเพื่อฟื้นฟูร่างของตน หากร่างเงาสีดำกลับพุ่งมาอยู่ข้างหน้ามันแล้ว ทัณฑ์สีขจีปักลงกลางใบหน้าของมัน ระเบิดหัวของมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
องค์หญิงไพลินมองอย่างตกตะลึง แม้แต่นิทานยังเบิกตากว้าง ร่างของคีตาพลันพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเงาจางสีดำ
คีตามาปรากฏกายเบื้องหน้านิทาน ยืนขวางระหว่างเขาและสตรีบนท้องฟ้า
ไอพลังจากร่างคีตาเวลานี้แข็งแกร่งกว่าที่เคย แม้ยังไม่ถึงระดับนักสลักเอก แต่นิทานสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าทิศเหนือในห้วงจิตของคีตาปรากฏแสงเจิดจ้า รอยร้าวมากมายเริ่มแผ่ขยายลุกลาม หากเมื่อถึงจุดหนึ่งกลับหยุดลง คล้ายกับเพียงสะกิดเบา ๆ ท้องฟ้าผืนนี้ก็พร้อมถล่มลง
คีตาไม่ได้ขู่หรือดุร้ายแต่อย่างใด มันเพียงเดินมาประคองร่างของนิทานให้อิงลงกับตัวมัน คีตานอนลงกับพื้นเป็นเบาะหนุนให้นิทานได้พักผ่อน มันบรรจงเลียหน้านิทานอย่างแผ่วเบา
องค์หญิงมองภาพนี้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและไม่เข้าใจ สตรีวัยกลางคนเผยรอยยิ้มกว้างยิ่งกว่าที่เคย ใบหน้าเฉยชาของเธอปรากฏห้วงอารมณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้แต่องค์หญิงไพลินยังเหม่อมองค้าง
“ยอดเยี่ยม” สตรีวัยกลางคนฉีกยิ้ม ราวกับแสงจันทร์ถูกบดบัง ความงามจากรอยยิ้มของเธอสะกดทุกลมหายใจ