ตอนที่ผมได้พบกับเจอรี่เป็ครั้งแรกมันเป็่เวลาก่อนหน้าที่พ่อของเขาจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็นายกเทศมนตรีผมไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไรดี เพราะเขาเป็คนน่ารัก เปิดเผยและไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจึงให้เขาออกจากโรงเรียนราษฎร์และเอามาเข้าที่เซ้นท์ เทอเรซน่าจะเป็เพราะเขาไม่รู้จักนักการเมืองดีพอ ทั้งๆ ที่พ่อของตนเองก็เป็นักการเมืองผมชอบลูกแต่เกลียดพ่อเอามากๆ
ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องสู้กันสักตั้ง ผมก็เลยท้าเขาชกเอาดื้อๆ แต่พอชกกันไปได้หน่อยเดียวผมก็รู้สึกว่าไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ก็เลยชวนเขาเลิกเสียกลางคัน
“อย่าชกกันให้เมื่อยเลยถึงยังไงเราก็ชอบนายอยู่นั่นเอง” เขาก็ไม่รู้เหตุผลอีกนั่นแหละว่าทำไมผมต้องทำอย่างนั้น อาจจะเห็นผมบ้าไปแล้วก็เป็ได้ เขายิ้มขณะที่ตอบผมว่า
“เออดีเราก็ชอบนายเหมือนกัน”
จากนั้นมิตรภาพระหว่างเราก็ฟักตัวขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณสักปีหนึ่งได้แล้วที่เราเรียนร่วมกันมาโดยตลอดมาถึงวันนี้เขากำลังขอร้องให้ผมไปพบกับพ่อของเขาแถมยังให้ไปเที่ยวตากอากาศกับเขาอีกด้วย ผมเองก็ไม่เคยบอกให้เขารู้เลยว่าผมไม่ชอบพ่อเขาเอามากๆ ผมหวังแต่ว่าเจอรี่จะลืมคำชักชวนนั้นเสียแต่กลับไม่เป็เช่นนั้น พอทำนมัสการรอบสุดท้ายจบเขาก็เดินเข้ามาหา
“พร้อมหรือยังค่ะแฟรงกี้?” เขาถามพร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างสุภาพ
“เออ...”
“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรอยู่อีกล่ะเราไปกันได้เลย”
และแล้วผมก็เข้าไปถึงอาณาบริเวณบ้านของเขาจนได้ คนรับใช้คนหนึ่งเดินสวนออกมา
“เฮลโล...คุณหนูเจอรี่”
“เออ...โรเบิร์ตพ่ออยู่ไหน?”
“ในห้องสมุดครับกำลังรอคุณหนูอยู่พอดี”
ผมเดินตามเจอรี่เข้าไปในห้องสมุดของบ้านทั้งพ่อและแม่ของเขาอยู่พร้อมหน้ากันทั้งสองคน พ่อของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าและดวงตาก็ยังเป็ประกายวาววับผมเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เองว่า เจอรี่ถอดแบบวิธีการยิ้มมาจากพ่อนั่นเองแต่เขามีท่าทางสงบ เคร่งขรึมกว่ามากริมฝีปากบางเหมือนแม่และสุภาพอ่อนน้อมเหมือนกัน
“มาแล้วหรือลูกพ่อกับแม่คอยกินอาหารกลางวันอยู่”
“ขอบคุณครับพ่อนี่เพื่อนผมครับ แฟรงกี้ที่ผมเล่าให้ฟังไงครับ”
ทั้งพ่อและแม่ของเขามองดูผมซึ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเนื้อตัวดูจะรุ่มร่ามขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเสื้อผ้าก็ดูสกปรกผิดหูผิดตาไปอย่างไรไม่รู้
“ยินดีที่ได้รู้จักหนู”พ่อของเขาทักผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและผมก็จำไม่ได้ ว่าตอบออกไปว่าอย่างไรก็พอดีกับที่คนรับใช้เดินเข้ามาบอกว่า อาหารพร้อมแล้วเราจึงเดินออกไปห้องอาหารพร้อมกัน
“โต๊ะอาหารตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องมีชามแก้วขนาดใหญ่จัดดอกไม้สดไว้สวยงามตั้งอยู่ตรงกลาง ทุกที่นั่งมีมีด ส้อม ช้อนจัดไว้เป็หมวดหมู่ มากเสียจนผมไม่รู้จะใช้อะไรถูก ต้องคอยมองเจอรี่จะได้ทำตามซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก
เมื่อจบรายการอาหารคาวแล้วเรามีไอศกรีมเป็ของหวานจนเมื่อเสร็จจากการรับประทานแล้วจึงได้กลับไปที่ห้องสมุดอีกครั้งหนึ่ง
“เจอรี่บอกฉันว่าอยากให้หนูไปพักที่บ้านนอกเมืองของเราด้วย” มิสเตอร์โควานพูดกับผม
“ครับท่านผมขอบคุณมาก แต่เสียใจเหลือเกินที่ผมไปด้วยไม่ได้หรอกครับ”
“อ้าว...ไปไม่ได้หรอกหรือ...เป็การผิดกฎของ...เอ้อ...สถานเลี้ยงเด็กกำพรร้าอย่างนั้นหรือ?”
“อ๋อ...เปล่าหรอกครับท่านเพียงแต่ว่าผมรับจ้างทำงานไว้ตลอดฤดูร้อนและไม่อยากทิ้งไปเท่านั้นเอง”
“แต่บ้านนอกเมืองสบายกว่าที่หนูจะทำงานอยู่ในเมืองมากนะจ๊ะ”มิสซิสโควานว่า
“ครับท่านผมทราบครับ แต่ผมมีค่าใช้จ่ายมากและกำลังจะเข้าไฮสกูลเดือนกันยายนที่จะถึงนี้อีกประการหนึ่งผมอยากมีเงินด้วยความสามารถของผมเอง ท่านคงเข้าใจนะครับคือผมหมายถึงว่า ผมอยากเป็อย่างคนอื่นๆ เขาบ้าง ไม่อยากรับการบริจาคอยู่ตลอดเวลาต้องขอประทานโทษด้วยนะครับคุณนาย ที่ผมพูดอย่างนี้อาจจะหยาบคายไปหน่อย”
มิสซิสโควานเอื้อมมือมาจับผมไว้
“ไม่หรอกหนูไม่ได้หยาบคายอะไรเลยแฟรงกี้ ฉันกลับเห็นว่าหนูเป็เด็กดีที่ใช้ได้ทีเดียวนะจ๊ะ”
ผมตื้นตันจนไม่รู้จะตอบท่านอย่างไรมิสเตอร์โควานและภรรยา นั่งคุยกับผมอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงได้ปล่อยเราให้อยู่ด้วยกันตามลำพังเจอรี่จึงพาผมขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของเขา
เราเก้กังๆกันอยู่พักหนึ่ง แล้วเจอรี่ก็ตัดสินใจว่า
“เราขึ้นไปห้องข้างบนกันดีกว่ามีห้องกีฬาอยู่ข้างบนนั้น เล่นกันได้สนุกไม่มีใครว่าอะไรหรอก”
สิ่งแรกที่ปะทะสายตาเมื่อก้าวเข้าไปในห้องกีฬาคือรถรางไฟฟ้าคันใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นห้อง มันสมบูรณ์แบบทีเดียวบนรางมีทั้งสะพานลอยและถ้ำลอด มีสถานีอยู่ถึง 3 แห่ง
“โอ้โฮ...ไอ้นี่น่าเล่นมาก”
“ใช่” เจอรี่ตอบ “พ่อซื้อมาให้เราสามปีแล้วก่อนจะไปฟลอริด้าเสียอีก เล่นไหมล่ะ?”
ผมมองดูมันเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก้าวเข้าไปหามันอย่างลืมตัวและแล้วอะไรบางอย่างก็ฉุดกระชากลากถูสติอารมณ์ของผมให้กลับคืนมา ทั้งๆที่มันเหมือนเปลวไฟที่แผดเผาวูบวาบอยู่ในหัวใจ
ถูกแล้ว...มิสเตอร์โควานไม่เคยลืมลูกชายของเขาเลยของขวัญชิ้นนี้สำหรับลูกชายของเขาต่างหาก
“ไม่เล่นหรอก”เสียงผมสั่นระรัว “ในห้องนี้ร้อนออกไปว่ายน้ำเล่นกันดีกว่า”
เทอมหน้านี้แล้วที่ผมจะต้องเข้าเรียนต่อในไฮสกูลเจอรี่ตั้งใจว่าจะเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยยอร์ช วอชิงตัน ซึ่งอยู่ที่เมืองไฮท์ผมกับมาร์ตินก็เลยวางแผนที่จะเข้าตามเขาไปด้วยแต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ได้คิดที่จะฝักใฝ่กับการเรียนมากนัก คิดแต่เพียงว่าถ้าอายุครบ 17 เมื่อไร ก็เห็นจะเลิกเรียนเสียทีความปรารถนาของผมมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือหาเงินให้รวยเป็เศรษฐีให้ได้
การมอบประกาศนียบัตรของเซ้นท์เทอเรซนั้น ทำกันแบบเรียบๆ ง่ายๆนักเรียนทุกคนมีพ่อแม่พี่น้องมาร่วมแสดงความยินดีกันทั้งนั้นพวกเขานั่งกันอยู่เป็กลุ่มในห้องประชุมใหญ่ทุกคนหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างชื่นบาน...แต่ผมไม่มีใครเลย...
เมื่อมองดูคนอื่นๆแล้วหัวใจของผมก็ห่อเหี่ยวลงไปอีก...ความรู้สึกเหงาในใจนั้นมันร้ายกาจนักผมถามตัวเองว่านี่เราเป็คนไร้ญาติขาดมิตรถึงเพียงนี้เชียวหรือ...ผมขึ้นไปรับประกาศนียบัตรอย่างโดดเดี่ยวจริงๆคล้ายๆ กับเราบังเอิญต้องทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่ใคร่เต็มใจนัก
ผมกำลังจะเดินออกจากห้องโถงภายหลังจากที่ได้รับประกาศนียบัตรเรียบร้อยแล้วก็พอดีกับที่มีมือของใครคนหนึ่งตบลงบนไหล่เบาๆเมื่อผมหันไปมองก็เห็นว่าเป็คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทกับคุณพ่อควินน์ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะแฟรงกี้”
ผมยิ้มออกทันทีรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาเสียให้ได้...พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองดูท่านคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทก็ดูจะอ่านใจผมออก
“นี่คงคิดว่าเราจะไม่มาสินะแฟรงกี้”ท่านยิ้มขณะกล่าวต่อว่า “เราไม่เคยขาดงานอย่างนี้หรอกไม่ว่าจะเป็เด็กคนไหนของเราที่ได้รับประกาศนียบัตรเราจะต้องมาร่วมแสดงความยินดีกับเขาด้วยทุกครั้งจริงไหม คุณพ่อ?” ท่านหันไปถามย้ำกับคุณพ่อควินน์
“ใช่สิและเราก็ภูมิใจในตัวเธอมากด้วย แฟรงกี้”
“ขอบคุณครับ คุณพ่อ”ผมพูดได้เท่านั้นจริงๆ
คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทโอบไหล่ผมไว้และพาเดินออกไปข้างนอกคุณพ่อควินน์อวยพรให้ผมโชคดีอีกครั้งก่อนจะขอตัวแยกไป ปล่อยเราทั้งสองไว้ตามลำพัง
“ฟรานซิสพ่อมีของขวัญจะให้”
ผมรู้สึกประหลาดใจจนงงงัน
“ครับ”
“ยื่นมือมาสิ...เอ้า...นี่ของขวัญของเธอรักษาไว้ให้ดีนะ”
ห่อของขวัญที่อยู่ในมือผมนั้นงามจับตาผมกระชับมันไว้ในอุ้งมือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“เปิดดูได้ไหมครับ?”
ท่านพยักหน้าเบาๆ
นาฬิกาข้อมือ...!...เรือนทองนั้นต้องแสงอาทิตย์เป็ประกายงดงามอย่างยิ่งผมไม่เคยเห็นนาฬิกาเรือนไหนที่สวยเหมือนเรือนนี้มาก่อนเลยมือสั่นสะท้านขณะที่ผมทาบมันลงกับข้อมือ
“ชอบไหมล่ะ?”คุณพ่อถามยิ้มๆ
“ครับคุณพ่อ...ผม...ผม...ขอบพระคุณมากครับ”
ท่านยิ้มคล้องแขนผมไว้ขณะพาเดินไปยังสนามด้านหน้าของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าผมลอบขำเลืองมองนาฬิกาอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า...มันช่างสวยเหลือเกิน...