เช้าตรู่ของวันถัดมา
อากาศเย็นสบาย หมอกบางลอยคลุมทั่วค่ายพัก
ภูผาเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกลางค่าย
บนโต๊ะไม้ยาว มีถุงเงินวางเรียงอยู่จำนวนมาก
ทุกคนต่างมองด้วยความสงสัย
ภูผายิ้มเล็กน้อย ก่อนกล่าวขึ้น
“ตลอดหลายวันที่ผ่านมา พวกเราทุกคนเหนื่อยมาด้วยกัน”
เขาหยิบถุงเงินขึ้นมา
“นี่คือส่วนแบ่งผลกำไรของทุกคน”
ทันทีที่เปิดถุงออก
เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วลาน
จำนวนเงินที่แต่ละคนได้รับ
มากพอเทียบเท่ากับเบี้ยเลี้ยงทหารทั้งปี
แม้แต่ทหารที่ไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย
ภูผาก็ยังแบ่งให้ เทียบเท่ากับเบี้ยเลี้ยงครึ่งปี
หลายคนถึงกับมือสั่น
บางคนรีบคุกเข่าคำนับ
บางคนมีน้ำตาคลอเบ้า
เพราะสำหรับพวกเขา เงินจำนวนนี้ สามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัวได้เลย
หลังจากนั้น ทั้งค่ายก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข
หลายคนออกไปซื้อเสื้อผ้าใหม่
บางคนซื้อของฝากกลับบ้าน
บางคนซื้อเหล้าและอาหารดีๆ มานั่งกินกับสหาย
เสียงหัวเราะดังอยู่ทั่วเมืองตั้งแต่เช้าจนบ่าย
ส่วนภูผา
เขาพาพวกพ้องคนสนิทอีกห้าคน ออกไปไหว้อำลาผู้คนที่เคยช่วยเหลือ
ทั้งเจ้าเมือง
หลวงพ่อจันทรา
รวมถึงพ่อค้าใหญ่หลายคนประจำเมือง
ภูผามอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกคนด้วยตนเอง
แม้ของจะไม่ได้ล้ำค่า
แต่ทุกชิ้นล้วนแสดงถึงความจริงใจ
จนถึงช่วงเย็น
จึงมีการจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นภายในค่าย
แม้จะเรียกว่างานเล็ก
แต่กลับมีผู้คนมาร่วมมากกว่าที่คิด
พ่อค้า ชาวบ้าน ทหาร รวมถึงคนในเมืองหลายคน ต่างมาร่วมดื่มกินอย่างสนุกสนาน
ระหว่างนั้น
มีครอบครัวหนึ่งเข้ามาขอพบภูผา
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างสุภาพ
“พวกข้า อยากขอติดตามคณะท่านกลับไปด้วย พอดีมีญาติอยู่ทางนั้น ไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว”
ภูผามองทั้งครอบครัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้ ระหว่างทางพวกเราก็ช่วยกันดูแล”
ทุกคนรีบกล่าวขอบคุณ
แต่ลึกๆ ในใจ
ภูผากลับรู้สึกบางอย่างผิดปกติ
โดยเฉพาะหญิงสาวคนหนึ่งในครอบครัวนั้น
นางอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี
แต่งกายเรียบง่ายเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป
ทว่า…
ท่าทาง การเดิน การหายใจ
รวมถึงแววตาของนาง
กลับไม่เหมือนหญิงธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
ภูผาแอบสังเกตอยู่เงียบๆ
ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกคล้ายใครบางคน
“เจี่ยวเจี่ยว…”
เขาพึมพำในใจ
กลิ่นอายบางอย่างของหญิงสาวคนนี้ คล้ายกับยอดฝีมือหญิงจากหอข่าวกรองคนนั้นอย่างประหลาด
แต่ต่างกันตรงที่
นางซ่อนตัวได้แนบเนียนยิ่งกว่า
คืนนั้น งานเลี้ยงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและดนตรีพื้นเมือง
ผู้คนต่างดื่มกินอย่างสนุกสนาน
ก่อนจบงาน
ภูผาประกาศให้ทุกคนทราบ
“พรุ่งนี้เช้า พวกเราจะออกเดินทางกลับ ใช้เวลาราวเจ็ดวัน”
เสียงตอบรับดังขึ้นทันที
หลายคนเริ่มเตรียมตัว เก็บสัมภาระ และพูดคุยถึงบ้านเกิดของตนด้วยรอยยิ้ม
แต่ตลอดทั้งคืน
สายตาของภูผา ยังคงแอบจับจ้องหญิงสาวคนนั้นอยู่ห่างๆ
นางหัวเราะ พูดคุย และช่วยงานเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไปทุกอย่าง
ไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย
นั่นต่างหาก… ที่น่ากลัวที่สุด
ไม่มีพิรุจใดๆ เลย ดูธรรมดาจนเกินไป
รุ่งเช้า
มีผู้คนจำนวนมากออกมาส่งคณะพ่อค้าของภูผา
หลายคนถือของฝากติดมือมาด้วย
ทั้งผลไม้แห้ง เนื้อเค็ม ผ้าทอ และสุราพื้นเมือง
ฝ่ายภูผาเอง ก็มอบของที่ระลึกตอบแทนเช่นกัน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
จากนั้น ขบวนเดินทางจึงเคลื่อนออกจากเมืองอย่างช้าๆ
วันแรกของการเดินทางกลับ
ทุกอย่างดูปกติดี
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป
ภูผากลับยิ่งรู้สึกอึดอัดในใจ
ราวกับกำลังถูกบางอย่างเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
คืนนั้น
เขาจึงเรียกพี่น้องคนสนิทเข้ามาปรึกษา
ภายในซุ้ม มีเพียง ภูผา ขุนทองดี ทองขาว พัน และอาคม
ภูผาพูดเสียงต่ำ
“ข้ารู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังรอพวกเราอยู่”
ทุกคนต่างเงียบลงทันที
หลังหารือกันพักใหญ่
จึงตกลงให้ทองขาวล่วงหน้ากลับไปก่อน
เพื่อไปนำกองกำลังพิเศษออกมารับสินค้า ระหว่างทาง
ทองขาวไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย
คืนนั้น เขารีบควบม้าออกเดินทางทันที
หลังจากนั้น ขบวนเดินทางยังคงเคลื่อนต่ออย่างระมัดระวัง
จนเข้าสู่คืนที่สี่
ในที่สุด ทองขาวก็นำกองกำลังพิเศษกลับมาถึง
ทุกคนช่วยกันลำเลียงสินค้าออกไปเก็บในจุดปลอดภัยทันที
เมื่อภาระสำคัญถูกนำออกไป
หลายคนจึงเริ่มโล่งใจขึ้น
แต่ภูผา… กลับยิ่งกังวลกว่าเดิม
เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา
เขายังคงจับพิรุธของหญิงสาวคนนั้นไม่ได้เลย
แม้แต่น้อย
นั่นหมายความว่า
อย่างน้อยที่สุด นางต้องมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าเจี่ยวเจี่ยวอย่างแน่นอน
และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง…
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังนาง
ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
เรื่องนี้ ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
คืนที่ห้า
ขณะทุกคนกำลังพักผ่อนอยู่รอบกองไฟ
กุมารทองตัวน้อย ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างภูผาอย่างเงียบงัน
เด็กน้อยกระซิบเสียงเบา
“ข้าเห็นนางแอบเอาเศษอาหารไปทิ้งไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่… ทุกครั้งที่พักกินข้าว”
ภูผาขมวดคิ้วทันที
“สัญลักษณ์นำทาง…”
กุมารทองพยักหน้า
“คืนพรุ่งนี้… น่าจะมีกองโจรปรากฏตัวแน่”
ภูผานิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง
โชคดีที่พรุ่งนี้
ทองขาวและกองกำลังจะย้อนกลับมาสมทบอีกครั้ง
อย่างน้อย ฝ่ายตนก็ยังมีเวลาเตรียมตัว
แต่สำหรับคืนนี้…
พวกเขาต้องระวังให้มากที่สุด
หลังจากทุกคนแยกย้าย
ภูผาจึงนั่งขัดสมาธิอยู่ลำพังใต้ต้นไม้ใหญ่
ลมหายใจของเขาค่อยๆ แผ่วเบาลง
พลังปราณภายในร่างแผ่ออกไปเป็นคลื่นบางเบา
ตรวจจับทุกสิ่งรอบด้าน
เสียงลม
เสียงแมลง
เสียงหัวใจของผู้คนในค่าย
ทุกอย่างอยู่ในสัมผัสของเขา
แต่แล้ว…
เขากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ที่หลุดลอดการตรวจจับของตนไปได้
มันจางมาก
เลือนรางมาก
แต่มีอยู่จริง
ภูผาลืมตาขึ้นช้าๆ
แววตาคมกริบขึ้นทันที
“คนที่รออยู่… ไม่ธรรมดาแน่”
เขาหันสายตาไปยังซุ้มของหญิงสาวปริศนา
สายลมกลางคืนพัดม่านผ้าไหวเบาๆ
และเป็นครั้งแรก
ที่ภูผารู้สึกว่า…
ศัตรูครั้งนี้
อาจอันตรายที่สุด เท่าที่เขาเคยพบมา…
หรือจะเป็นคนนั้น…
….