“เฮ้อ เสร็จสักทีนะครับ”
ซองกูยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าซีดเผือดที่ชั้นล่างสุดอันกว้างขวางมีมอนสเตอร์อยู่มากมายเต็มไปหมดแต่แน่นอนว่าซองกูไม่ได้เหงื่อตกเพราะเข้าไปร่วมต่อสู้อะไรกับเขาหรอก
“ขุดออกมาหมดแล้วเหรอ”
หลังได้ยินอูจินเอ่ยถามซองกูก็หอบบลัดสโตนกองพะเนินเดินเข้าไปหาเขา
“ทำไมคนแบบพี่ถึงอยู่แรงก์F ได้ล่ะครับ อย่างน้อย ๆ ต้องได้แรงก์ Dแล้ว ไม่สิ ความสามารถมากมายขนาดนี้น่าจะต้องได้แรงก์ C ด้วยซํ้า”
“เดี๋ยวก็คงได้ละน่า”
ซองกูมองอูจินที่พูดออกมาอย่างไม่ยี่หระราวกับอีกฝ่ายเป็สัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้นเพราะคนที่จัดการกวาดล้างดันเจี้ยนชั้นล่างสุดจนสิ้นซากก็คืออูจินกับเหล่าอสูรอัญเชิญของเขา
หน้าที่ซองกูคืองานเก็บกวาดเขาต้องค้นร่างพวกมอนสเตอร์ที่อูจินระบุไว้แล้วขุดเอาบลัดสโตนออกมา
ความสามารถในการต่อสู้ที่จัดการทั้งมอนสเตอร์ระดับ1ดาวและ2 ดาวได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นจัดว่าใกล้เคียงกับแรงก์ D ส่วนความสามารถรอบด้านพวกนั้นก็เพียงพอที่จะเรียกว่าแรงก์C ได้เลยทีเดียว
ทั้งอัญเชิญโครงกระดูกค้นหาบลัดสโตน ไปจนถึงสามารถรักษาตัวเองด้วยการดึงอะไรบางอย่างที่มีสีขาว ๆออกมาจากร่างของพวกมอนสเตอร์ที่ตายแล้ว
เหมือนสำนวนที่ว่าแววจะเป็ต้นไม้ที่ดีย่อมเห็นได้จากใบอ่อน[1] ใช่ไหมนะซองกูจึงเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาว่าผู้ปลุกพลังมือใหม่อย่างคังอูจินที่เพิ่งขึ้นทะเบียนได้ไม่ถึงสามชั่วโมงดีด้วยซํ้าจะต้องกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
“เอ๊ะ?ว่าแต่ทำอะไรอยู่เหรอครับไม่ขายอันนั้นนี่แสดงว่าจะเรียนรู้มันเหรอครับ”
“อือทำไมเหรอ”
อูจินส่งพลังเวทไปยังตำราเวทมนตร์ที่ถืออยู่ในมือตำราเวทมนตร์เล่มนั้นหายไปและสกิลชอร์ตไฟฟ้าก็ซึมซับเข้าหาอูจิน
แม้ว่าเขาจะค่อยๆ สะสมพอยต์ผลงานอยู่ก็ตาม แต่ยังมีสกิลอื่นที่ต้องเรียนรู้อยู่อีกมาก ไหน ๆก็ได้ตำราเวทมนตร์มาแล้วก็เรียนรู้สกิลชอร์ตไฟฟ้าไปเลย
เนื่องจากไม่ใช่ตำราเวทมนตร์สำหรับคลาสเนโครแมนเซอร์ดังนั้นต่อให้อยากเรียนเวทมนตร์ระดับสูงกว่านี้ก็เรียนไม่ได้อยู่ดีแต่สกิลชอร์ตไฟฟ้าถือว่าเป็เวทมนตร์โจมตีเป้าเดี่ยวที่ดีพอตัวเรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
“โหความสามารถของพี่ก็น่าจะมีเยอะอยู่แล้ว ยังจะเรียนเวทมนตร์เพิ่มอีกเหรอครับตำรานั่นถ้าเอาไปขายอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะได้ประมาณร้อยล้านเลยนะ...”
“...?”
คำพูดของฮงซองกูทำให้ใบหน้าอูจินแข็งทื่อในทันทีตำราเวทมนตร์มูลค่า 100 พอยต์ตีเป็เงินได้ร้อยล้านเลยเหรอ
“...นี่ของแพงหรอกเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิครับสามารถปลุกความสามารถเพิ่มเติมได้ แล้วคุณภาพก็ต่างจากอาร์ติแฟกต์ด้วย”
ถ้าอาร์ติแฟกต์เป็สิ่งที่ต้องใส่พลังเวทเข้าไปเพื่อทำให้เวทมนตร์ที่สลักเอาไว้ทำงานละก็ตำราเวทมนตร์คือสิ่งที่ผู้ปลุกพลังจะได้เรียนรู้เวทมนตร์นั้น ๆ ด้วยตัวเองเป็การได้รับเวทมนตร์มาอย่างถาวรโดยไม่ต้องพะวงว่าจะสูญหายถึงจะเป็ตำราเวทมนตร์ระดับตํ่า แต่ก็ยังนับว่าเป็ของที่มีราคาแพงอยู่ดี
“โหแล้วทำไมของแพงแบบนั้นถึงมาอยู่ในดันเจี้ยน 2 ดาวแบบนี้ได้ล่ะ”
“แสดงว่าโชคดีมากจนไม่รู้จะมากยังไงเลยน่ะสิครับไม่ใช่เื่ที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ หรอกนะครับที่มันแพงแบบนั้นก็เพราะไม่ค่อยปรากฏออกมาว่าแต่เป็เวทมนตร์แบบไหนเหรอครับ”
“อันที่เมื่อกี้นายโดนเข้าไปเต็มๆ นั่นแหละ ชอร์ตไฟฟ้าที่เ้าฮ็อบก็อบลินนั่นใช้”
“โหถ้าเวทมนตร์ประมาณนั้นละก็น่าจะได้สักร้อยล้านเป็อย่างตํ่า...”
ร้อยล้านร้อยล้านเลยเนี่ยนะ
“เฮ้อ”
ถ้าเขารู้ว่าตำราเวทมนตร์มีมูลค่าร้อยล้านละก็ป่านนี้คงขายไปแล้วส่วนสกิลชอร์ตไฟฟ้าอะไรนั่นใช้ 100 พอยต์เรียนรู้เอาก็ได้ที่จริงเขาอยากซื้อตำราเวทมนตร์จากร้านค้าผลงานมาขายด้วยซํ้าแต่สมุดสกิลที่ซื้อจากร้านค้าผลงานไม่สามารถเอามาขายได้นี่สิ
เพราะมีแค่อูจินคนเดียวที่เรียนสกิลเ่าั้ได้
อูจินเรียนสกิล‘ฉกฉวยิญญา’ เพื่อปลุกซองกูที่หวิดจะตายมิตายแหล่ขึ้นมา มันมีมูลค่าถึง 50พอยต์แต่เนื่องจากเป็สกิลที่เขาต้องเรียนรู้อยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกลังเลอะไร
ไม่ว่าจะเป็มอนสเตอร์หรืุ์เมื่อตายแล้วิญญาจะยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นครู่หนึ่งตอนนั้นเขาจึงฉวยิญญาเ่าั้มาใช้เป็แหล่งพลังงาน
ทั้งพลังเวทพลังกาย สเตมินาค่าสเตตัสทั้งหมดฟื้นฟูกลับมาเล็กน้อยอูจินสามารถส่งพลังให้คนอื่นได้แต่ตอนนี้นั้นประสิทธิภาพยังตํ่าอยู่
ซองกูคิดว่าอูจินใช้เวทรักษาแต่ในความเป็จริงก็คือเขาชิงพลังชีวิตจากผู้อื่นมาแบ่งให้ต่างหาก
“จิ๊ เฮ้อเสียดายไปก็เท่านั้น”
อูจินปลอบใจตัวเองที่ขมจนไม่รู้จะขมอย่างไรถ้าขายตำราเวทมนตร์ไปทั้งอย่างนั้นก็ไม่จำเป็ต้องวนเข้าดันเจี้ยนไปพักหนึ่งด้วยซํ้าไม่สิ ถ้าคิดถึงราคาที่ดินในกรุงโซลที่ตกตํ่าอยู่่นี้เขาอาจจะย้ายเข้าไปอยู่ในวิลล่าที่ใหญ่กว่าห้องเดี่ยวตอนนี้ได้เลยด้วย...
อาอย่าคิดถึงมันเลยดีกว่า
“บลัดสโตนจำนวนประมาณนี้ตีเป็เงินเท่าไหร่”
“น่าจะได้ประมาณแปดล้านเป็อย่างตํ่าครับอาจจะได้มากกว่านี้ไหมนะผมเองก็ประเมินไม่ค่อยเก่งซะด้วยสิ...”
ลงทุนไปหนึ่งแสนวอนแล้วได้กลับมาประมาณนั้นละก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวถ้าสมาชิกในทีมไม่หนีไปเสียก่อน แบ่งกันแล้วน่าจะได้ััเงินเหนาะ ๆหนึ่งล้านวอนเลยด้วยซํ้า
“ทั้งหมดเป็ของฉัน”
“นะ...แน่นอนสิครับ”
“ศิลาย้อนกลับล่ะ”
“อยู่นี่แล้วครับ”
“คราวนี้ก็ออกไปกันเถอะ”
ในตอนที่อูจินและซองกูเก็บบลัดสโตนทั้งหมดลงในกระเป๋าแล้วพากันมุ่งหน้าสู่ชั้นบน
“เหมือนจะมีใครดักซุ่มอยู่นะ”
แม้จะเป็สกิลตรวจจับเลเวลตํ่าแต่ก็ยังััได้ถึงจิตสังหารราง ๆมันส่งคำเตือนตรงมาถึงอูจินทันทีที่อูจินหยุดยืน สีหน้าซองกูพลอยเครียดเขม็งตามไปด้วย
เขากวาดล้างมอนสเตอร์ทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้วหลังจากกลับออกไปแล้วมอนสเตอร์จะไม่เกิดขึ้นมาใหม่เว้นเสียแต่ว่าจะเข้ามาใหม่อีกครั้งถ้าจะมีการซุ่มโจมตีละก็มีแต่พวกของแบโดซูที่หนีไปเท่านั้น
“หรือว่าจะมาPK[2] งั้นเหรอครับ”
ซองกูถามออกมาเสียงสั่นเหมือนไม่สบายใจนักอูจินจึงถามกลับ
“มีเื่แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเหรอ”
“ก็มีบ้างครับส่วนใหญ่จะเป็แบบไม่เป็ทางการมากกว่าเพราะอย่างนั้นถึงได้ไม่ค่อยเข้าร่วมทีมกับคนที่ไม่รู้จักกันยังไงล่ะครับถ้ามีสมบัติอย่างตำราเวทมนตร์หรืออาร์ติแฟกต์ดร็อปออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับเปิดประตูนรกเลยละครับ”
“ถ้าเกิดการสู้กันขึ้นมาปกติจัดการยังไงน่ะ”
“คนอื่นจะรู้เื่ที่เกิดขึ้นข้างในดันเจี้ยนได้ยังไงกันล่ะครับนอกจากจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแล้ว ทุกคนก็ยึดตามกฎกันหมดครับ”
“โฮ่ง่ายต่อการทิ้งศพงั้นสินะ”
อูจินแค่นหัวเราะพลางมองขึ้นไปเหนือบันไดที่มืดสนิทเขาหยุดเท้าแล้วหันกลับไปมองทางด้านหลัง เห็นซากมอนสเตอร์กระจัดกระจายทั่วบริเวณ
อูจินก้าวถอยหลังห่างออกมาจากบันไดซองกูเองก็พลอยถอยตามอูจินไปด้วย
“เฮ้ยอย่ามัวมุดหัวเหมือนพวกหนูสกปรกอยู่เลยน่า มากันแล้วก็โผล่หัวออกมาซะสิ”
สิ้นเสียงอูจินไม่นานก็มีปฏิกิริยาตอบกลับพวกแบโดซูก้าวลงบันไดมาอย่างช้า ๆสีหน้ากระอักกระอ่วนของพวกเขานั้นดูเหมือนว่ากำลังรู้สึกผิดแต่ก็ดูปราศจากความจริงใจด้วยเช่นกัน
“เป็ไปได้ยังไงกันพวกนายจัดการหมดเลยเหรอ”
เมื่อเห็นการแสดงของแบโดซูที่กำลังตีหน้าซื่อเอ่ยถามพวกเขาอูจินจึงหันไปกระซิบกับซองกู
“มันคิดจะจู่โจมตอนเข้าใกล้”
“ทำยังไงดีล่ะครับ”
ซองกูมองอูจินด้วยสายตาไม่สบายใจนักแต่เขากลับทำเพียงไหวไหล่
“เฮอะพวกที่หนีไปแล้วดันโผล่กลับมาหน้าด้าน ๆ ซะงั้น ควรไปรออยู่หน้าแนวกั้นเขตแดนสิจะลงมาถึงนี่ทำไมกัน”
แบโดซูคิ้วกระตุกหลังได้ยินอูจินพูดจาไม่มีหางเสียงแต่ไม่ช้าก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าก่อนหัวเราะออกมาฝืน ๆ
“ฮ่า ๆทำไมนายเป็แบบนี้ล่ะ พวกเราทีมเดียวกันแท้ ๆพวกเราแค่ถอยทัพตามกลยุทธ์แล้วจะกลับมาเคลียร์ดันเจี้ยนอีกครั้งก็เท่านั้นเองพอกลับมาก็เห็นพวกมอนสเตอร์ถูกจัดการไปหมดแล้ว พวกนายทำได้ยังไงกันน่ะ”
ในหัวของแบโดซูเต็มไปด้วยความสับสนงุนงงไม่ว่าอย่างไรเขาก็เชื่อไม่ลงว่าผู้ปลุกพลังแรงก์ F แค่สองคนจะล้างบางมอนสเตอร์ได้สายตาของแบโดซูเบนไปทางกระเป๋าที่เต็มไปด้วยบลัดสโตนครู่หนึ่ง
อูจินหัวเราะ
พวกที่ตามืดบอดเพราะความโลภมักมองข้ามสิ่งที่ควรจะต้องมองเห็น
“แถน่าดูเลยนะพวกแกตั้งใจจะใช้ศิลาย้อนกลับหนีออกไปแต่พอเห็นคนอื่นเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยก็เลยโลภอยากจะได้ขึ้นมางั้นเหรอ”
อูจินโยนกระเป๋าที่เต็มไปด้วยบลัดสโตนออกไปด้านหน้า
ตุบ
บลัดสโตนกระจัดกระจายออกมาจากปากกระเป๋าที่เปิดไว้มันตกลงตรงตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างอูจินและพวกแบโดซูพอดี
“อยากได้นักก็มาหยิบไปสิ”
สีหน้าของแบโดซูแข็งกร้าวจากคำพูดของอูจิน
“เหมือนจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วพวกเราจะไป PK พวกนายที่เป็คนลงมือจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ได้ยังไงกันเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้บ้องตื้นกันขนาดนั้นสักหน่อย”
“พูดต่อไปสิ”
“ทางนี้ก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่หนีไปโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลยแต่จะให้ทำยังไงได้ ชีวิตพวกเราก็เสี่ยงเหมือนกันนี่พวกเราแค่กลับมาหาศิลาย้อนกลับกันเท่านั้นต้องขอบคุณที่พวกนายเคลียร์ดันเจี้ยนได้หมดแล้วเลยทำให้เราเก็บศพจงชอลกลับออกไปได้ด้วยแบบนี้”
คำพูดของแบโดซูทำให้อูจินรู้สึกว่าตัวเองอาจจะระแวงเกินไปนั่นสิคนที่นี่คงไม่ได้เป็เหมือนที่ดาวอาร์เฟนไปซะหมดหรอก
ถ้าอย่างนั้นการดักซุ่มโจมตีบนบันไดแบบนั้นก็คงเผื่อไว้หากจะต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์หรือเปล่านะมองจากมุมของพวกเขาแล้วคงทำไปเพราะไม่รู้สถานการณ์ด้านล่างมากกว่า
ฉันอาจจะคิดมากไป...
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่การทรยศหักหลังเพื่อทรัพย์สินเงินตรามูลค่าเพียงหยิบมือเกิดขึ้นบ่อยพอๆ กับกินข้าวตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมานั่นคงทำให้เขาระแวงมากเกินไป ที่นี่คือโลกหนำซํ้ายังเป็กรุงโซลด้วย
สถานที่ที่คงไว้ซึ่งความสงบสุขและศีลธ...
พึ่บ
...ซะที่ไหนล่ะ
อูจินรีบยกแขนขึ้นมาปัดเปลวไฟที่ลุกขึ้นเบื้องหน้า
“ตอนนี้ละ”
[1]หมายถึงคนที่จะเป็ผู้ประสบความสำเร็จย่อมรู้ได้ั้แ่เยาว์วัยหรือฉายแววออกมาั้แ่ต้น
[2]เป็ศัพท์ในเกมย่อมาจาก Player Killer หมายถึงระบบที่ผู้เล่นสามารถท้าดวลผู้เล่นคนอื่นเพื่อต่อสู้หรือไล่ฆ่าผู้เล่นคนอื่นในพื้นที่ที่กำหนดระบบดังกล่าวเอาไว้ได้