เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงฟางหรงตื่นมาด้วยอาการคล้ายปวดศีรษะเนื่องจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาเมื่อคืน ทว่ากลิ่นหอมเย็นสดชื่นของสมุนไพรบางอย่างทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
“คุณหนูตื่นแล้ว เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” เสี่ยวเถาแฝดคนน้องที่ถือถาดบางอย่างเข้ามาพอดีร้องทักผู้เป็นาย
“ปวดหัว” ใบหน้าเรียบนิ่งตอบกลับ ก่อนที่เสี่ยวเถาจะก้าวเข้ามาวางถาดใบนั้นที่โต๊ะข้างเตียง
“บ่าวคิดไว้แล้วเชียว” ในระหว่างที่พูด เสี่ยวเถาก็ได้นำลูกประคบทาบในชามสมุนไพรเอาไว้ ก่อนจะหันมาหาคุณหนูของตน “เสี่ยวถิงเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว คุณหนูไปแช่ให้ผ่อนคลายก่อนดีไหมเ้าคะ บ่าวจะได้ประคบสมุนไพรในระหว่างแช่น้ำอุ่นไปด้วย”
“ก็ดี” หนิงฟางหรงตอบกระชับ พลางทำให้เสี่ยวเถาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อคิดได้ว่าที่คุณหนูมีท่าทีแปลกจากเดิมคงเป็เพราะฝันร้ายเมื่อคืนผนวกกับอาการปวดศีรษะ จึงทำให้สาวใช้แฝดน้องสลัดความคิดไร้สาระทิ้งไปเสีย
อ่างไม้อย่างดีถูกเติมน้ำอุ่นและดอกไม้ให้กลิ่นหอมนานาชนิด หนิงฟางหรงยืนมองอยู่นาน แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่ได้แช่น้ำอุ่นสะอาดเช่นนี้ นางก็จำไม่ได้แล้ว ร่างอรชรค่อยๆ ก้าวลงไปััความอุ่นสบายก่อนจะนั่งลงแช่ทั้งเรือนร่าง ที่บัดนี้เนียนผ่องสะอาดสะอ้านไร้ตำหนิ
เสี่ยวถิงและเสี่ยวเถาช่วยกันนวดคลึงคลายความเมื่อยล้าของหนิงฟางหรง และประคบสมุนไพรลงบนขมับที่ศีรษะเอนพิงขอบอ่างอย่างเบามือ ส่วนนางกำลังหลับตาลงด้วยความผ่อนคลาย มิใช่ว่าไม่ร้อนรนต่อสถานการณ์ ทว่านาง้าให้ตนเองสมองโล่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางกำลังสะกดข่มอารมณ์ความชิงชังที่พลุ่งพล่านให้เย็นลง จะไม่กระทำการสิ่งใดอย่างโง่เขลาและไม่ไตร่ตรองอีกเป็อันขาด...
ผ่านไปราวสองเค่อ ยามนี้หนิงฟางหรงอาการดีขึ้นมามาก จึงลุกขึ้นจากอ่างน้ำให้สองสาวใช้ส่วนตัวช่วยแต่งกายให้ อาภรณ์โทนสีสดใสถูกขนออกมาเรียงเพื่อให้นางได้เลือกอยู่ทั้งหมดสี่ชุด ทว่าเ้าของกลับขมวดคิ้วรู้สึกว่าไม่ชื่นชอบไปเสียแล้ว แต่ด้วยความจำเป็จำต้องเลือกมาหนึ่งชุดซึ่งเป็สีฟ้าอ่อนตัดกับขาวอย่างลงตัว
“เราอยู่ที่ตำหนักแห่งนี้มากี่วันแล้ว” น้ำเสียงใสทว่าราบเรียบเอ่ยถาม เมื่อสองแฝดช่วยกันแต่งตัวให้นางเสร็จเรียบร้อย เสี่ยวถิงที่ได้ยินคำถามถึงขั้นมองหน้ากับเสี่ยวเถาอย่างงุนงงก่อนที่จะตอบ
“สามวันแล้วเ้าค่ะ วันนี้เป็วันที่สี่” หนิงฟางหรงได้ฟังดังนั้นก็มีดวงตาประกายบางอย่างออกมา นางยังมีเวลา...
“พวกเ้าเตรียมกระดาษกับพู่กันมาที” หนิงฟางหรงจดจำได้ว่า่ที่นางต้องกักตัวในตำหนักแห่งนี้ หัวหน้านางกำนัลและบริวารจะเข้ามา่ต้นยามซื่อ [1] และฝึกอบรมเกี่ยวกับพิธีมงคลสมรสเพื่อความสมบูรณ์แบบที่สุด
แต่ขณะนี้เป็่ต้นยามเฉิน [2] นางยังพอมีเวลาอยู่ราวหนึ่งชั่วยาม [3] ...
เมื่อได้สิ่งของที่้ามาแล้ว หนิงฟางหรงจึงบอกให้สาวใช้ทั้งสองออกไปรอด้านนอกและคอยเฝ้าหน้าประตู ห้ามให้มีใครเข้ามารบกวนอย่างเด็ดขาด สองแฝดตอบรับท่ามกลางความสงสัย แม้จะถามถึงเหตุผลก็ได้รับเพียงความเงียบจนต้องปล่อยผ่านไปเช่นนั้น
หนิงฟางหรงนั่งมองกระดาษและพู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะ นางตั้งใจที่จะเรียบเรียงเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อนางและครอบครัวทั้งหมด แผ่นที่หนึ่งคือเหตุการณ์และ่เวลาที่เกิดขึ้น
แผ่นที่สอง คือรายชื่อของศัตรูที่โยงกันอยู่มากมาย นางจัดการเขียนชื่อศัตรูลำดับต้นๆ เอาไว้้า จากนั้นจึงโยงลงมาเป็ชื่อของคนที่เป็แขนขาลิ่วล้อรวมถึงผู้สนับสนุนที่สำคัญ เพื่อวางแผนทำลายและตัดกำลังสนับสนุนเ่าั้ทีละราย
หากอยากทำลายต้นไม้ใหญ่ จำต้องทำลายรากที่แตกแขนงอย่าให้หลงเหลือ...
ส่วนแผ่นที่สาม คือรายชื่อผู้ที่สนับสนุนครอบครัวของนาง และบุคคลสำคัญที่นางต้องทำการดึงมาไว้เป็ไพ่ลับในมือ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคต
แม้การย้อนเวลากลับมายังจุดเริ่มต้นจะเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อ ทว่าเวลานี้นางไม่มีเวลามาคิดหาเหตุผลในเื่นั้น เพราะเมื่อได้หวนคืนมาแล้ว สำหรับนาง ทุก่เวลามีค่าดั่งทองคำ ที่สำคัญคือต้องทำให้ศัตรูตายใจ ไม่ระแคะระคายในตนเองจนกว่าจะเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น
ชีวิตก่อนที่มีแต่ความวู่วามไม่คิดหน้าคิดหลังทำให้มีแต่เสียกับเสีย ที่ดิ้นรนมาทั้งหมดสูญเปล่าไปโดยไม่สามารถทำอะไรศัตรูได้เลย ชีวิตนี้นางจะเริ่มต้นใหม่ั้แ่ต้น และต้องเตรียมแผนการกับเบี้ยในมือให้พร้อมก่อนจะเริ่มเอาคืนอย่างแยบยลที่สุด
เมื่อเขียนทุกอย่างเรียบร้อยเสร็จสรรพ หนิงฟางหรงจึงกางกระดาษใหญ่ทั้งสามแผ่นบนพื้น นางไล่ลำดับดูอีกครั้งจึงเห็นว่าทุกอย่างครบถ้วนดี เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามก่อนที่หัวหน้านางกำนัลจะมาถึง จึงเริ่มทำการจดจำเนื้อหาทั้งหมด ข้อดีหนึ่งของนางคือสามารถจดจำตัวอักษรเป็ภาพที่ปรากฏสู่สายตาเอาไว้ในหัวได้อย่างแม่นยำ เพียงแต่ต้องเรียบเรียงออกมาไว้ในระยะสายตาเสียก่อน
ใช้เวลาไม่นานนางจึงเก็บพับกระดาษเ่าั้เป็ทบหลายชั้นจนมีขนาดเท่าฝ่ามือ ก่อนจะเปิดประตูออกไปเห็นว่าสาวใช้ทั้งสองยังคงยืนเฝ้าอยู่ที่ด้านหน้า จึงทำการเรียกเข้ามาด้านในก่อนจะลงกลอนอย่างแ่า
“พวกเ้าสองคน มีใครรู้จักอารามร้างทิศตะวันตกของเมืองหลวงบ้าง” หนิงฟางหรงเอ่ยถามสาวใช้ของนาง ก่อนจะได้คำตอบว่ารู้จักแต่ไม่เคยไป นางจึงจัดแจงบอกเส้นทางพร้อมยัดจดหมายแผ่นหนึ่งลงในมือของเสี่ยวถิงที่มีความหูตาไวมากกว่าเสี่ยวเถาในทันที
“เ้าต้องจำให้ขึ้นใจ นำจดหมายนี้ส่งให้ชายชราที่อยู่ที่นั่นให้ได้ ห้ามแพร่งพราย และต้องรวดเร็ว” หนิงฟางหรงเอ่ยเสียงเรียบใบหน้าจริงจัง
“คุณหนู นี่มันเื่อะไรกันเ้าคะ” เสี่ยวถิงที่กำลังสับสนงุนงงเอ่ยถามผู้เป็นาย ั้แ่เมื่อคืนคุณหนูของนางก็ดูแปลกไป ไม่ยิ้มแย้มเช่นเคย ไหนจะท่าทีจริงจังนั่นอีก
“ไม่มีเวลาแล้วเสี่ยวถิง ตอนนี้เ้าต้องไปก่อน กลับมาจะอธิบายให้ฟัง” หนิงฟางหรงกล่าวพลางเร่งรุดไปเปิดประตูให้เสี่ยวถิงด้วยตนเอง
“เ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบมา” เมื่อสาวใช้แฝดพี่จากไปแล้ว เสี่ยวเถาที่ได้แต่มองตามกลับทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เสี่ยวเถา ไปกับข้า” หนิงฟางหรงนำเสี่ยวเถาไปในที่ลับภายในตำหนักอย่างชำนาญทาง โชคดีที่ตำหนักแห่งนี้ห้ามผู้ใดเข้ามานอกจากหัวหน้านางกำนัลและผู้ติดตามสองนางที่มาตามเวลาเท่านั้น ทำสิ่งใดจึงค่อนข้างสะดวก
“จุดไฟ” ผู้เป็นายกล่าว เสี่ยวเถาจึงทำตามพลางเอียงคออย่างสงสัย นายของตนเพิ่งเขียนบางอย่างลงไป เหตุใดจึงให้ทำลายทิ้งเสียแล้ว
หนิงฟางหรงโยนกระดาษทั้งสามแผ่นลงไปในกองไฟเพื่อทำลายทิ้ง ดูจนแน่ใจทั้งหมดจึงเอาถังที่ใส่น้ำราดลงไปจนเปลวไฟดับลง
จากนั้นจึงนึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่ต้องยับยั้งให้ได้เป็เหตุการณ์แรก และต้องจัดการให้เสร็จภายในสี่วันก่อนที่องค์ชายสี่จะกลับมา นั่นคือการทำลายงานมงคลสมรส เพราะสิ่งนี้ถือเป็เหตุการณ์ที่เริ่มต้นความตกต่ำทั้งปวงของครอบครัวนาง
หญิงสาวกำมือแน่นด้วยจิตใจแน่วแน่มั่นคง ความแค้นในครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากไม่ได้จัดการเอาคืนพวกมัน นางคงไม่สามารถตายตาหลับได้อีกต่อไป...
[1] ยามซื่อ คือ่เวลา 09.00 - 10.59 น.
[2] ยามเฉิน คือ่เวลา 07.00 – 08.59 น.
[3] ชั่วยาม คือหน่วยเวลา 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
********************
เตรียมตัวให้ดีเถอะพวกแก...
วันนี้แถมอีกตอน เจอกันอีกที 1 ทุ่ม เวลาเดิมนะคะ
ฝากกดใจ กดติดตาม คอมเมนท์พูดคุยกันได้น้าาาาา
…เพิ่มเติม…
ไรต์บุหลันรังรอง มีเพจ Facebook และ Tiktok แล้วน้า สามารถไปติดตามพูดคุยกันได้นะคะ☺❤
https://www.facebook.com/profile.php? id=100088829591788&mibextid=ZbWKwL
Tiktok
https://www.tiktok.com/@pom_wps.3001? _t=8cmBVnjG2Es&_r=1