บทที่ 3 นอนด้วยกันเถอะ
ลู่เซิ่งหมิน พ่อของลู่ฮ่าวเป็ครูเอกชนในโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน นับเป็ปัญญาชนคนหนึ่ง
เขาถลึงตามองสวี่อวี้ฉินหลังได้ฟังถ้อยวาจาของหล่อน “พูดเื่ไร้สาระอะไรกัน? อายุปูนนี้แล้ว พูดอะไรหัดคิดสักหน่อย เสี่ยวฮ่าวไม่ใช่คนแบบนั้น”
สวี่อวี้ฉินผู้ไร้การศึกษากลอกตาทีหนึ่ง กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ถึงฉันจะพูดจาหยาบกระด้าง แต่ก็มีเหตุมีผล ไม่เชื่อคุณไปดูเองสิ สภาพลูกชายคุณเป็แบบนั้น เกรงว่าแม่หนูนั่นจะใจนขวัญกระเจิง แต่อย่าถึงกับตายก็แล้วกัน”
พอสวี่อวี้ฉินพูดเช่นนี้ ลู่เซิ่งหมินก็ยิ่งทวีความกังวลกว่าเดิม เขาผุดลุกขึ้น
ภายในใจยิ่งนึกตำหนิผู้เป็บิดา ทำไมต้องบีบบังคับให้ลู่ฮ่าวแต่งงานเสียให้ได้?
เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดันตัวสวี่อวี้ฉินออกไปแทน “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองไปดูตรงหน้าต่าง”
สวี่อวี้ฉินทำหน้าไม่เต็มใจอย่างยิ่ง “ทำไมฉันต้องไปด้วย?”
ลู่เซิ่งหมินเอ่ยด้วยท่าทางอึดอัดใจ “เธอเป็แม่สามี ไปดูตรงหน้าต่างซิว่าแม่หนูคนนั้นร้องทำไม”
สวี่อวี้ฉินแค่นตอบเสียงเย็น “ลู่ฮ่าวไม่ใช่ลูกชายฉันสักหน่อย แม่เลี้ยงอย่างฉันเป็แม่สามีของลูกสะใภ้คุณไม่ได้หรอก”
“อย่าตัดพ้อเลยน่า นี่มันเวลาไหนแล้ว? ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
“ลูกสะใภ้แต่งเข้ามา สินสอดทองหมั้นมีแค่สองพันหยวน แถมยังพยายามฆ่าตัวตายอีก ไม่รู้จริง ๆ ว่าพ่อของคุณคิดอะไรอยู่ ถึงต้องจับคลุมถุงชนเสียให้ได้”
สวี่อวี้ฉินปากบ่นประปอดกระแปด หยิบเสื้อคลุมขึ้นสวมแล้วออกนอกประตูไปอย่างไม่เต็มใจ
เธอสอดส่องอย่างระแวดระวัง มองผ่านหน้าต่างกระจกที่มีคำว่ามงคลติดอยู่เข้าไปข้างใน
เธอเผอิญเห็นเจียงหนานนั่งอยู่บนริมเตียงเตาพอดี หลังเท้าเืไหล กรรไกรถูกโยนทิ้งไว้อีกด้าน ส่วนลู่ฮ่าวกำลังวุ่นรื้อหาอะไรสักอย่างอยู่ภายในห้อง
สวี่อวี้ฉินใจนหน้าถอดสี
ถึงขั้นเืตกยางออกเลยหรือ!
เธอไม่สนใจสิ่งอื่นใด รีบผลุนผลันบุกเข้าไปในห้องหอ
ลู่เซิ่งหมินเองก็รีบออกจากห้อง ทำเสียงเอะอะรบกวนบรรดาคนในบ้านที่เหลือ
สวี่เจิง น้องชายต่างบิดามารดาของลู่ฮ่าวได้ยินเสียงฝีเท้าอันรีบเร่งจากในลานบ้าน เขาทอดมองเงาร่างเหล่าลู่กับแม่ของเขาที่รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องหอผ่านทางหน้าต่าง มุมปากยกยิ้ม ั์ตาครึ้มทะมึน เต็มไปด้วยความได้ใจ
ในห้องหอ
เมื่อสวี่อวี้ฉินเห็นลูกสะใภ้คนใหม่เอากรรไกร ‘ทำร้ายตัวเอง’ ก็ะเิโทสะออกมาทันที เธอพูดด้วยความโมโหว่า “นี่มันอะไรกัน? จะพกกรรไกรในวันมงคลทำไม? ถึงไม่อยากแต่งแค่ไหน แต่เอาความตายมาขู่แบบนี้มันได้ที่ไหน เสียเงินแต่งเธอเข้ามาตั้งเท่าไร ถ้าคืนแต่งงานยังคิดสั้นอีก คนอื่นเขาจะอยู่กันอย่างไร?”
แม้ปากจะกล่าวว่าลูกสะใภ้คนใหม่ ทว่าแท้จริงในใจเธอกำลังถือโทษพ่อสามีผู้เลอะเลือนอยู่
ตาเฒ่านั่นก็ช่างลำเอียงเสียเหลือเกิน
เธอยังมีลูกชายกับลูกสาว ถ้าในบ้านมีคนเสียชีวิตขึ้นมา ลูกชายกับลูกสาวของเธอจะแต่งงานได้อย่างไร?
ลู่เซิ่งหมินที่รีบตามมาติด ๆ รั้งตัวสวี่อวี้ฉินไว้ “เธอพูดให้มันน้อย ๆ หน่อย”
จากนั้นเขาก็มองไปทางเจียงหนานพลางถามว่า “ลู่ฮ่าวรังแกอะไรเธอหรือเปล่า?”
ลู่ฮ่าว “...”
เขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ทำเพียงแค่หยิบผ้าก๊อซสีขาวสะอาดขึ้นมาม้วนหนึ่ง โยนให้เจียงหนานพันแผลเอาเอง
การที่เจียงหนานได้พบคนในครอบครัวของลู่ฮ่าวอีกครั้ง ทำเอาเธอปรับสีหน้าไม่ถูก แต่สุดท้ายก็อธิบายอย่างใจเย็น “เขาไม่ได้รังแกฉันค่ะ แต่เมื่อกี้ฉันตัดเล็บ ไม่ทันระวังเลยทำกรรไกรหล่นแทงหลังเท้าเข้า”
ลู่ฮ่าว “???”
“ตัดเล็บ?” สวี่อวี้ฉินแสดงท่าทีไม่เชื่อคำโป้ปดของเธอ เพราะเห็นเธอพกกรรไกรติดตัวตลอดทั้งบ่าย
ตัดเล็บบ้าอะไรกลางดึก?
เจียงหนานยังคงกิริยาสงบเสงี่ยมเอาไว้ “ฉันไม่เป็ไรจริง ๆ ค่ะ พวกคุณรีบไปพักผ่อนเถอะ ขอโทษด้วยนะคะ ทำทุกคนใหมดเลย”
“ไม่เป็ไรก็ดี” ลู่เซิ่งหมินเหลือบมองลู่ฮ่าวแวบหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย “ลำดับความสำคัญให้ดี”
ลู่เซิ่งหมินกับสวี่อวี้ฉินรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของเจียงหนาน แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมาก เสร็จเื่แล้วก็ทยอยจากไป
นับั้แ่ต้น ลู่ฮ่าวไม่เปล่งวาจาแม้แต่คำเดียว เขารอจนเจียงหนานพันแผลบนหลังเท้าเรียบร้อยแล้ว เขาถึงตั้งท่าออกไปอีกครั้ง
เจียงหนานรีบถาม “คุณจะไปไหน?”
เสียงของลู่ฮ่าวฟังไม่ออกเลยว่าอยู่ในอารมณ์ไหน “ออกไปข้างนอก”
ได้ยินเช่นนั้น เจียงหนานก็โพล่งออกมา “ฟ้ายังไม่สว่าง คุณนอนในห้องนี้เถอะ อย่าไปรบกวนคุณปู่เลย”
ลู่ฮ่าว “???”
เธอกลัวว่าการที่ตัวเองเปลี่ยนบุคลิกกะทันหันมากเกินไป จะทำให้ลู่ฮ่าวสงสัย จึงก้มศีรษะลงพลางเอ่ยว่า “ฉันหมายความว่า คุณจะนอนบนโซฟาก็ได้”
ลู่ฮ่าวยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่
“อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันแค่ไม่อยากรบกวนคนอื่น แล้วก็ไม่อยากให้คุณปู่ต้องกังวล”
เพราะภายในบ้านหลังนี้ ห้องไม่มีเหลือแล้ว และลู่ฮ่าวกับน้องชายก็เข้ากันได้ไม่ดีเท่าไรนัก
เขาไม่มีทางไปนอนกับฝ่ายนั้นแน่นอน
ปู่ของลู่ฮ่าวอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าที่อยู่ติดกัน เนื่องจากบ้านหลังเก่าทรุดโทรมเกินไป จึงจัดห้องหอไว้ทางฝั่งพ่อของลู่ฮ่าว
ถ้าลู่ฮ่าวกลับไปตอนนี้ ชายชราผู้เพียรพยายามจับคลุมถุงชนก็รู้น่ะสิว่าตนทำการเสียเปล่า?
ปู่ของลู่ฮ่าวป่วยออด ๆ แอด ๆ คงไม่อาจทนรับอะไระเืจิตใจอีกได้
ชาติก่อน หลังจากเธอกับลู่ฮ่าวหย่ากันก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจเขาอย่างหนัก ไม่นานก็สิ้นใจจากไป
นี่เป็เื่ที่เธอทุกข์ระทมใจที่สุดในชีวิตก่อน
ลู่ฮ่าวคล้ายคาดไม่ถึงว่า จู่ ๆ หญิงสาวอ้วนฉุจะกล้าเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นนี้
เขายืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ทำเพียงพินิจมองเธอ รวมถึงกรรไกรที่โยนทิ้งไว้อีกด้าน
เธอสบประสานั์ตาคมลึก "ถ้าคุณไม่อยากให้คุณปู่กังวล ก็นอนที่นี่สักคืนเถอะ ฟ้าสางแล้วค่อยว่ากันอีกที"
ไม่ง่ายเลยที่จะได้เกิดใหม่ เธออยากใช้เวลากับเขาให้มากกว่านี้จริง ๆ
ต่อให้เป็่เวลาอันน่าขัดเขินเช่นนี้ก็ตาม
ลู่ฮ่าวล้มเลิกแผนการกลับไปนอนบ้านเก่าในที่สุด
ขืนเขากลับไปตอนนี้ มีแต่จะโดนตาเฒ่าไล่ตะเพิดออกมา
โชคดีที่ในห้องมีโซฟาผ้าทำเองอยู่ เขาจึงวางหมอนลงบนโซฟาแล้วนอนลง
เจียงหนานนั่งลงบนเตียงเตา ทอดตามองชายหนุ่มแขนขายาวที่นอนบนโซฟาตัวเล็ก ไม่สามารถสงบจิตใจลงได้
คนบนโซฟาเหมือนจะรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองตน เขาพลิกตัว จากนั้นก็เอาเสื้อตัวนอกคลุมศีรษะเอาไว้
เจียงหนานที่นั่งอยู่บนเตียง “...”
เธอรู้ว่าลู่ฮ่าวมีใครในใจ เกรงว่าเธอต้องยอมรับชะตาชีวิตที่จะอยู่กับเขาต่อไป!
ทว่าคนคนนั้นในหัวใจของเขา บังเอิญเหลือเกินว่าเป็เธอในอดีต
สิบปีก่อน เจียงหนานถูกลักพาตัว และได้รับการช่วยเหลือจากเด็กชายคนหนึ่งบนรถไฟ คนคนนั้นคือลู่ฮ่าว
เพียงแต่ในชีวิตก่อน ตอนเธอแต่งงานกับเขา ลู่ฮ่าวเสียโฉม ตัวเธอเองก็อ้วนเป็ลูกบอล อีกทั้งตอนเด็ก ๆ ต่างฝ่ายต่างเรียกกันด้วยชื่อเล่น ทั้งคู่จึงจำกันไม่ได้
พวกเขาสองคนไม่อยากตกเป็เหยื่อของการแต่งงานคลุมถุงชน สุดท้ายจึงคลาดจากการจับพลัดจับผลู
ก่อนตายเธอถึงรู้ว่า ที่แท้เหตุการณ์การลักพาตัวครั้งนั้น เป็แผนชั่วของเจียงต้าิ
กลางดึก ลู่ฮ่าวกำลังนอนอยู่บนโซฟา แต่นอนหลับไม่สนิท
เจียงหนานที่อยู่บนเเตียงเตา นอนพลิกตัวกลับไปกลับมาปราศจากความง่วงนอนใด ๆ
ในหัวเธอเต็มไปด้วยบทสนทนาของเจียงเหมยกับเจียงต้าิ
คนที่เธอทำการรักษาจนเสียชีวิตคือมารดาบังเกิดเกล้าของตัวเอง...
เธอเป็คนที่ถูกทอดทิ้ง
ทันใดนั้น เธอพลันนึกได้ว่า ชาติก่อน ในวันที่สองของการแต่งงาน เจียงเหมย น้องสาวผู้แสนดีของเธอมาเยือนตระกูลลู่ในฐานะคนรักของน้องชายลู่ฮ่าว
ซึ่งทำให้เธออับอายขายหน้าต่อหน้าคนตระกูลลู่อย่างถึงที่สุด
ท่ามกลางความมืดมิด ประกายแสงเย็นเยือกวาบผ่านดวงตาของเจียงหนาน
ดีจริง พรุ่งนี้เธอก็จะได้เจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว
...
รุ่งสาง ยามที่เจียงหนานตื่นนอน คนบนโซฟาก็ไม่อยู่แล้ว
บนหลังเท้ายังคงมีอาการปวดอยู่บ้าง เธอลงจากเตียง หารองเท้าแตะของลู่ฮ่าวจากในห้องแล้วสวมออกไปข้างนอก
ทันทีที่ก้าวถึงลานบ้านของครอบครัวชาวเกษตรอันเรียบง่ายในความทรงจำ เธอก็เห็นลู่เสี่ยวเยว่น้องสาวของลู่ฮ่าว กำลังว่ากล่าวเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ เจ็ดแปดขวบสวมชุดเก่าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงคนหนึ่ง "มาตากลมสารทั้แ่เช้าตรู่ รอจนฟ้าสางเชียว? ไม่มีอะไรให้แกกินหรอก รีบกลับบ้านแกไป”
เด็กหญิงตัวเล็กได้กลิ่นอาหารหอมฉุยจากในชามของลู่เสี่ยวเยว่ เธอเลียริมฝีปาก ขลาดกลัวจนไม่กล้าพูด
เจียงหนานจำได้ เด็กหญิงตัวเล็กคนนี้เป็เด็กจากบ้านอาหญิงของลู่ฮ่าว
ลู่เสี่ยวเยว่เอ่ยจบก็ยกชามกำลังจะตรงไปที่ห้องโถงหลัก
พอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นเจียงหนานออกมาจากห้องหอพอดี
ตอนลู่เสี่ยวเยว่เห็นเธอ สีหน้านั้นดุดันยิ่งกว่าตอนประจันหน้ากับเด็กหญิงตัวเล็กเสียอีก “อ้อ สะใภ้คนใหม่ตื่นแล้ว? ตื่นยากซะจริง ๆ เราเป็ฝ่ายจ่ายค่าสินสอด เสียเงินเสียทองให้แต่งเข้ามาแท้ ๆ”
เจียงหนานมองหญิงสาวถักผมเปียหางม้าสองข้างที่แสดงความปฏิปักษ์ต่อนางด้วยสีหน้าทะมึน
ลู่เสี่ยวเยว่เป็คนโง่เง่า กำแหงถือดี ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ชาติก่อนชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าแต่กลับกลัวคนแข็งแกร่งกว่า
เจียงหนานเดินลากรองเท้าแตะเข้าไปลูบผมยุ่งเหยิงของเด็กหญิงผู้ขลาดกลัว
ทว่าเด็กหญิงตัวเล็กเห็นร่างอ้วนท้วมใหญ่โตของเธอก็ใจนสับเท้าวิ่งหนีเตลิดจากไป
เจียงหนานไม่สนใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านพลางมองลู่เสี่ยวเยว่ “เธอก็พูดแล้วนี่ว่าฉันเป็ลูกสะใภ้ใหม่ ลูกสะใภ้ใหม่ต้องนอนให้มากหน่อยสิ เธอไม่รู้หรือว่าคืนร่วมห้องหอทำคนอ่อนเพลียขนาดไหน?”
ได้ฟังถ้อยคำของเธอ หลู่เสี่ยวเยว่ชะงักงันครู่หนึ่ง หน้าดำหน้าแดงขึ้นในทันที “พูดมาได้ หน้าไม่อาย”