ตอนที่ 1 แม่มด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลิน ...
เมอร์ลิน ...
เสียงๆ หนึ่งแว่วดังในโสตประสาท
เปลือกตาของร่างเล็กอันเยาว์วัยค่อยๆ ขยับเคลื่อนไหว
เมอร์ลิน ...
เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง อารมณ์ในน้ำเสียงดูกระวนกระวายรีบร้อน
ก่อนที่ในที่สุดแก้มของร่างเล็กจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
เพี๊ยะ!
เสียงตบนี้ไม่ได้ดังมากนัก แต่มันกลับเพียงพอให้ร่างเล็กปรับสติให้รู้ตื่น
ในครานั้นจู่ๆ เขาก็สูดลมหายใจเข้ายาว
เฮือก ...
แค๊ก ... แค๊ก ... แค๊ก ...
ร่างเล็กไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง
สติของค่อยๆ ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง แน่นอนว่าความทรงจำของเขาก็เช่นกัน
เปลือกตาคู่นั้นค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมกับคราบน้ำตาที่ไม่รู้ที่มา
สิ่งแรกที่เผยต่อสายตาคือชายวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่ง บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
ร่างเล็กจำคนๆ นี้ได้ เขาคือจอร์น ชายร่างกำยำผู้อัธยาศัยดีในหมู่บ้าน มีหลายครั้งที่พ่อของเขามักจะได้รับความช่วยเหลือจากชายคนนี้บ่อยๆ
บ้านของเมอร์ลินเป็ฟาร์มขนาดเล็กที่เลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกธัญพืช เพราะเหตุนี้บ้านของเขาจึงอยู่ห่างออกจากหมู่บ้านมาสักหน่อยแต่ก็ไม่ได้ไกลมากนัก
จอร์นมักจะมาช่วยพ่อของเขาในฤดูเก็บเกี่ยวเป็ครั้งคราว นั่นจึงทำให้ร่างเล็กรู้จักเขาเป็อย่างดี เรียกได้ว่าแม้จอร์นไม่ใช่ญาติมิตรแต่ก็เป็ที่คุ้นเคยกับครอบครัวของเขาไม่น้อย
“ในที่สุดนายก็ฟื้น” จอร์นกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ มือใหญ่ของเขาค่อยๆ ลูบแผ่นหลังเล็กอย่างเบามือ ในขณะที่เด็กน้อยไอสำลักออกมา
“เมอร์ลินนายเป็ยังไงบ้าง ฉันคิดว่านายสูดควันเข้าไปเยอะเกินไปจนตายไปแล้ว รู้ไหมว่าฉันเป็ห่วงนายมากแค่ไหน”
เด็กน้อยคนนี้ชื่อเมอร์ลิน เขาเป็ลูกชายของครอบครัวทอมและเจน
ใช่แล้ว พวกเขาเป็ชาวบ้านธรรมดาจึงไม่มีนามสกุลเหมือนพวกขุนนาง
ในโลกนี้มีเพียงแต่ชนชั้นขุนนางขึ้นไปเท่านั้นถึงจะได้รับนามสกุลจากกษัตริย์ สำหรับชาวบ้านทั่วไปต่อให้มีชื่อซ้ำกันเท่าไหร่พวกเขาก็ไม่ได้เป็ที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาไปที่เมืองใหญ่จึงมักจะแนะนำตัวว่าตนเองมาจากที่ใด อย่างจอร์นที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไวท์ริเวอร์ ก็แนะนำตนเองว่า “จอร์นแห่งไวท์ริเวอร์”
แน่นอนว่าคำแนะนำตัวนี้ไม่ได้มีไว้ใช้พร่ำเพรื่อ พวกเขามักจะใช้มันในสถานการณ์ที่เป็ทางการเท่านั้น
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำไมเมอร์ลินถึงได้มาอยู่กับจอร์นได้ล่ะ?
หลังจากที่เมอร์ลินเรียกสติกลับคืนมา นอกจากจอร์นแล้วเขาก็ยังเห็นท้องฟ้าที่เปล่งแสงสีแดงพร้อมกับควันมาจากทิศทางหนึ่ง
ตอนนั้นเองดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ความทรงจำล่าสุดฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นจับจ้องไปยังทิศทางนั้น
ทิศทางที่มีควันและแสงสีแดง
วินาทีนั้นเองน้ำใสๆ ก็เอ่อล้นรอบดวงตา มือน้อยๆ รีบยันกายลุกขึ้น
เขาไม่ลังเลที่จะรีบวิ่งออกไป
เท้าอันเปล่าเปลือยย่ำลงบนพื้นดินอย่างรีบร้อน
“แม่! ฉันต้องช่วยแม่ออกมา” เด็กน้อยส่งเสียงกรีดร้อง
“พ่อ? พ่อล่ะ? พวกเขาอยู่ที่นั่น ฉันต้องไปช่วยพวกเขา”
ท่าทางที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจของเขาไม่ต่างไปจากก่อนหน้าที่เขาจะสลบไป
จอร์นที่ตั้งสติขึ้นได้ เขารีบวิ่งไปจับตัวเด็กน้อยไว้ทันที แม้ที่นี่จะเป็เนินเขาที่ห่างไกลจากที่นั่น แต่มันก็อาจทำให้ผู้คนที่อยู่ที่นั่นสังเกตพบได้
ใช่แล้ว ผู้คน ...
มันมีผู้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ทิศทางที่เพลิงสีแดงลุกโชนนั่น
“เมอร์ลินพอได้แล้ว เดี๋ยวพวกนั้นก็แห่กันมาที่นี่หรอก”
จอร์นไม่รอช้าเขารีบก้าววิ่งไปคว้าตัวเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบมาทันที แน่นอนว่าเด็กน้อยไม่มีทางหลบหนีชายวัยสามสิบกว่าคนนี้ได้พ้น
“ปล่อย! จอร์นปล่อยฉัน ฉันจะไปช่วยพ่อแม่ ...”
“ปล่อย! ปล่อยเซ่ ไอ้บ้าปล่อยฉันนะ”
ร่างของเด็กน้อยที่มีดวงตาแดงกล่ำแผดเสียงด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด น้ำตานองเต็มใบหน้า
จอร์นไม่อาจปล่อยให้เด็กนี่ส่งเสียงต่อไปได้ มือใหญ่ของเขาปิดไปที่ปากของเด็กน้อยจนส่งเสียงอู้อี้ออกมา
“นายคิดจะทำอะไร? ฉันช่วยนายออกมาไม่ใช่ให้นายวิ่งกลับไปตายหรอกนะ”
“อยู่นิ่งๆ อย่าส่งเสียง เดี๋ยวพวกเขาก็ตามมาถึงที่นี่หรอก”
จอร์นกล่าวออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก ขณะเดียวกันเด็กคนนี้ก็จะพยายามที่จะดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา
ฟันเล็กๆ นั่นพยายามจะกัดมือของจอร์น แต่น่าเสียดายที่มือของจอร์นนั้นใหญ่กว่าปากเล็กๆ ของเขา นั่นทำให้มันไม่สำเร็จ เขาจึงได้แต่ดิ้นรนในพันธนาการของจอร์น
ความดื้อรั้นของเด็กนี่ทำให้จอร์นชักจะหัวเสียขึ้นมา ทั้งๆ ที่เมอร์ลินที่เขารู้จักไม่ใช่เด็กแบบนี้
เมอร์ลินเป็เด็กร่าเริง เขามักจะมั่นใจในหน้าตาของตัวเอง
เ้าเด็กนี่มักจะถามคนที่ผ่านไปผ่านมาว่าตัวเองหล่อไหม ด้วยใบหน้าอันเยาว์วัยและเรือนผมสีดำขลับเงางาม ทำให้เขาเป็เด็กที่น่าเอ็นดูไม่น้อย
เมอร์ลินจึงเป็เด็กที่คนในหมู่บ้านรักและเอ็นดู ยิ่งเขาได้เข้าร่วมวงขับร้องรุ่นเยาว์ของโบสถ์ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูรักใคร่เข้าไปใหญ่
สำหรับเด็กชาวบ้านทั่วไปแบบนี้ มีเพียงแต่การเข้าโบสถ์เท่านั้นถึงจะได้ร่ำเรียนหนังสือ ดังนั้นเด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่จึงมักจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หลายคนหวังที่จะกลายเป็นักบวชในวันข้างหน้า แม้แต่เมอร์ลินเองก็มีความฝันที่จะเป็บาทหลวงในซักวันเช่นกัน
ศาสนจักรนั้นยิ่งใหญ่และมีเมตตา พวกเขายอมฝืนกฎของขุนนางที่เก่าแก่ ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนทั่วไป เพราะเหตุนี้ผู้คนมากมายจึงเลื่อมใสศรัทธาในพระเ้า
ความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรในที่แห่งนี้บางทีอาจจะอำนาจเหนือกว่าเหล่าบรรดาขุนนางในท้องที่เสียอีก
บาทหลวงจึงกลายเป็ตัวตนที่น่ายำเกรงเป็อย่างมาก
แต่เพราะความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรนี้จึงทำให้เป็โชคร้ายของครอบครัวเมอร์ลินเช่นกัน
นั่นเพราะศาสนจักรเกลียดชังความชั่วร้าย
ผู้ที่ใช้เวทมนตร์คือผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพระเ้า
เจนหญิงผู้อารีถูกกล่าวหาว่าเป็แม่มด มีคนเห็นเธอใช้เวทมนตร์รักษาคนาเ็ นั่นจึงทำให้นักบวชต้องเข้ามาสอบสวน
ใช่แล้ว เจนผู้เป็มารดาของเมอร์ลิน
เธอถูกกล่าวหาว่าเป็ “แม่มด!”