“เอ่อ......งั้นก็เริ่มเลยนะคะ”
คงเพราะเกร็งนิดๆ ลินเซ่จึงพูดแบบติด ๆ ขัด ๆ และเพราะเธอเป็คนขี้อายล่ะมั้งภาพลักษณ์ก็เลยดูหงิมเกินไปต้องเอาคุณพี่สาวเป็แบบอย่าง......จะคิดแบบนี้บ้างรึเปล่านะ? ั้แ่ได้พบกันมา ก็คิดว่าน่าจะเปิดใจได้มากแล้วแต่ท่าทางยังเหินห่างอยู่เลยแฮะ
วันนี้หยุดรับคำร้องจากกิลด์เพราะมาเปิดหลักสูตรเวทมนตร์ของผมกัน บริเวณสวนหลังโรงแรมพวกผมนำโต๊ะกับเก้าอี้โทรม ๆ ที่คิดว่าคงไม่เอาไปใช้ในร้านแล้วมานั่งโดยผมนั่งหันหน้าเข้าหาลินเซ่
อ๊ะเนื่องจากเอลเซ่ไม่มีอะไรทำก็เลยออกไปที่กิลด์ั้แ่เช้าเพื่อรับงานเก็บรวบรวมที่สามารถทำคนเดียวได้
“ถ้างั้นอาจารย์ลินเซ่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
“อะอาจารย์เหรอ......! ง่า......”
อาจารย์ก้มหน้าแดงแจ๋ลงไปซะแล้วแย่ล่ะสิ น่ารักชะมัดเลย
“แล้วขั้นแรกเริ่มจากอะไรดีล่ะ?”
“อ๊ะค่ะ ขั้นแรกก็ต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน ล่ะนะคะ...... เวทมนตร์นั้นจะมี ‘ธาตุ’ อยู่มากมายค่ะ”
“ธาตุ?”
“อย่างไฟหรือน้ำของจำพวกนั้นน่ะค่ะ เอ่อ ทั้งหมดก็มี ไฟ น้ำ ดิน ลม แสง มืด และไร้ธาตุรวมเป็เจ็ดธาตุค่ะ อย่างน้อย ๆ ในหมู่พวกนี้ก็รู้จากเมื่อวานแล้วว่าคุณโทยะมีธาตุน้ำค่ะ”
อ๋อเื่หินเวทเมื่อวานนี้สินะ เพราะผมสามารถสร้างน้ำออกมาได้ก็เลยยืนยันจากเื่นั้นได้ว่ามีธาตุล่ะมั้ง
“เพราะว่าเมื่อวานรู้ว่ามีธาตุน้ำั้แ่แรกก็เลยไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าสมมติว่าไม่ได้ขึ้นมาล่ะก็ฉันก็จะให้ลองทดสอบด้วยหินเวทที่มีธาตุอื่นแทนน่ะค่ะ”
“ถึงจะบอกว่าใช้เวทมนตร์แต่ละคนก็มีประเภทของธาตุที่แตกต่างกันออกไป......แบบนั้นสินะ?”
“ใช่ค่ะแล้วก็ของฉันใช้ได้สามอย่างคือ ไฟ น้ำ และแสง แต่อีกสี่อย่างที่เหลือต่อให้เป็เวทมนตร์ขั้นต้น
ก็ใช้ไม่ได้ค่ะในธาตุทั้งสามอย่างที่ใช้ได้ ฉันจะถนัดธาตุไฟ แต่จะไม่ถนัดธาตุแสงค่ะ”
พวกนี้เองก็เป็ของที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดต้องบอกแบบนี้สินะ ไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง จะว่าให้พระเ้าเป็ผู้จัดการให้ก็ว่าได้พระเ้าเองก็ลำบากแฮะ
“ว่าแต่พวกไฟหรือน้ำก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ แสง มืด แล้วก็ไร้ธาตุล่ะ?”
“แสงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเวทศักดิ์สิทธิ์เป็เวทมนตร์ที่ใช้แสงเป็สื่อกลางค่ะ เวทมนตร์รักษาเองก็รวมอยู่ในพวกนี้ด้วย ธาตุมืดส่วนใหญ่เป็เวทอัญเชิญสามารถใช้งานสัตว์อสูรหรือปีศาจที่ทำสัญญาไว้ได้ค่ะ แล้วก็ไร้ธาตุเพราะมันเป็เวทมนตร์ที่ไม่เข้ากับหกธาตุอื่น ๆส่วนใหญ่จึงเป็เวทมนตร์เฉพาะตัวน่ะค่ะอย่างการเสริมความแข็งแกร่งร่างกายของพี่เองก็จัดอยู่ในธาตุนี้ค่ะ”
งี้นี่เองความสามารถนั่นท่าจะใช้การได้แฮะ
“นอกจากเวทไร้ธาตุแล้วเวทมนตร์จะใช้งานได้ต้องเริ่มมาจากมีครบทั้งพลังเวท ความเข้ากันได้และคาถาค่ะต่อให้มีความเข้ากันได้แต่ถ้าไม่รู้ธาตุก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาขั้นแรกก็มาตรวจสอบเื่นั้นกันเถอะค่ะ”
ลินเซ่ว่าแล้วหยิบหินเวทออกมาจากกระเป๋าใบเล็กแล้วนำมาเรียงบนโต๊ะ ทั้งหมดเจ็ดก้อน แดง ฟ้า น้ำตาล เขียว เหลือง ม่วงและโปร่งใสไร้สี
“แต่ละก้อนคือหินเวทไฟ น้ำ ดิน ลม แสง มืด และไร้ธาตุค่ะ ลองตรวจสอบดูทีละก้อนนะคะ”
ขั้นแรกผมหยิบหินเวทสีแดงขึ้นมาแล้วรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ร่ายคำตามที่ลิยเซ่สอนไว้
“【อัคคีเอ๋ยจงมา】”
หินเวทไฟลุกพรึ่บ อย่างรุนแรง เมื่อหินหลุดจากมือด้วยความลนลานไฟก็หายไปทันที อันตรายวุ้ย!
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะเปลวไฟที่เกิดมาจากพลังเวทจะไม่สร้างความร้อนแก่เ้าของแต่ถ้าลามไปติดที่เสื้อผ้าก็จะทำให้รู้สึกร้อนได้ โปรดระวังด้วยนะคะ”
“งั้นเหรอ?”
ผมหยิบหินเวทมาอีกครั้งแล้วลองร่ายคาถาดู ไฟติดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ร้อนจริง ๆ ด้วยเ้านี่ถ้ามันลามไปติดอะไรซักอย่าง ต่อให้เป็คนใช้ก็เกิดแผลไฟไหม้ได้สินะไฟที่ลามไปจะไม่ใช่ไฟเวทมนตร์อีกต่อไปคงหมายความว่าแบบนั้นล่ะมั้ง......ยังไงก็เถอะ เปลวไฟมันไม่ใหญ่ไปหน่อยเรอะ?
“พลังเวทเยอะเกินไปสินะคะ......คิดว่าถ้าชินแล้วก็คงควบคุมได้เรียบร้อยเองล่ะค่ะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปมีสมาธิกับเื่นั้นมากกลับกัน ถ้าทำตัวให้ว่อกแว่กล่ะก็ อาจทำให้ความแรงลดลงนิดหน่อยก็ได้ค่ะ......”
ถ้าไม่ต้องรวมสมาธิแล้วทำด้วยความรู้สึกสบายๆ ล่ะก็ ต้องผ่อนแรงให้พอเหมาะ เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขนาดนั้นสินะ? เื่ดูแปลก ๆแต่ลองทำตามนั้นดูละกัน
ต่อจากนั้นเนื่องจากตรวจสอบหินเวทสีฟ้าไปแล้ว ก็เลยหยิบหินเวทสีน้ำตาลที่อยู่ถัดมาคราวนี้ไม่ได้รวบรวมสมาธิไปที่หินเวทเลย เพียงร่ายคำตามที่สอนด้วยอารมณ์สบาย ๆ
“【พสุธาเอ๋ยจงมา】”
มีทรายเม็ดเล็กร่วงซ่า ๆ ลงมาบนโต๊ะ อาาา ทรายเต็มไปหมด ต้องเก็บกวาดทีหลัง
แล้วสิ......
ต่อไปก็หินเวทสีเขียว
“【วายุเอ๋ยจงมา】”
คราวนี้อยู่ๆ ก็มีลมกรรโชกพัดมา พัดทรายบนโต๊ะจนปลิวไปหมด ถึงจะไม่จำเป็ต้องเก็บกวาดแล้วแต่กระทั่งหินเวทก็กลิ้งไปด้วยซะงั้น อา โธ่
“【แสงเอ๋ยจงมา】”
แสบตา!เกิดแสงสว่างวาบเหมือนโดนเปิดไฟฉายส่องตรงหน้า
“【ความมืดเอ๋ยจงมา】”
เ้านี่แหละที่ไม่เข้าใจที่สุดเริ่มมาก็มีของที่เหมือนกับหมอกดำจาง ๆ ลอยอยู่รอบ ๆ หินเวท ขยะแขยงจัง
ตอนที่ตรวจสอบธาตุทั้งหกเสร็จก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าลินเซ่กำลังท่าทางแปลก ๆ เมื่อกี้ยังดีใจด้วยกันอยู่แท้ ๆแต่จำนวนคำพูดของเธอก็ค่อย ๆ ลดลง และกำลังทำหน้าหงิม ๆ อยู่
“......เป็อะไรไปเหรอ?”
“อ๊ะเปล่าค่ะ เพราะเพิ่งจะเคยเห็นคนที่ใช้ธาตุทั้งหกอย่างได้...... ถึงฉันจะ ใช้ได้สามอย่างแต่แค่นั้นก็ถือว่าหายากแล้วนะคะ ทั้งที่เป็อย่างนั้น......สุดยอด เลยค่ะ”
งั้นเหรออืม นี่ก็เป็ผลลัพธ์จากพระเ้าด้วยล่ะมั้ง แต่มีความรู้สึกว่าออกจะโกงไปหน่อยแฮะ
คนที่ถึงจะอยากใช้เวทมนตร์แต่ใช้ไม่ได้ก็มีอยู่ด้วยสิรู้สึกผิดเลย
เอาเถอะคิดมากไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผมหยิบหินเวทไร้สีซึ่งเป็ก้อนสุดท้ายขึ้นมา
“......อ้าว? อันนี้ใช้งานยังไงล่ะเนี่ย?”
จนถึงตอนนี้ก็งานด้วยคำว่า“~เอ๋ยจงมา” แต่จะใช้คำว่า“ไร้ธาตุเอ๋ยจงมา” มันจะได้เหรอ? รู้สึกแปลกๆ แฮะ
“เวทไร้ธาตุจะพิเศษหน่อยตรงที่ไม่มีคาถาเฉพาะเจาะจงค่ะ แค่รวมพลังเวทกับพูดชื่อเวทมนตร์ก็ใช้งานได้แล้ว”
หืมงั้นหรอกเหรอ สะดวกดีแฮะ เวทมนตร์ไร้สีเนี่ย
“ยกตัวอย่างเช่นเสริมความแข็งแกร่งร่างกายของพี่แค่ร่ายว่า【บูสต์】ก็ใช้งานได้แล้วค่ะ อย่างอื่นก็【เพาเวอร์ไรซ์】ที่ช่วยเพิ่มพลังกายหรือของหายากอย่าง【เกท】ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปที่ไกล ๆได้ก็มี แต่พี่ใช้ไม่ได้หรอกค่ะ”
เวทแสนสะดวกที่ไม่เข้ากับธาตุทั้งหกก็คือไร้ธาตุสินะ
“แต่ว่าทำยังไงถึงจะรู้ได้ล่ะว่าตัวเองใช้เวทมนตร์ไร้ธาตุแบบไหนได้บ้างน่ะ?”
“จากที่พี่บอกมาดูเหมือนพอถึงเวลาก็จะมีชื่อเวทมนตร์ลอยขึ้นมาในหัวเองเลยค่ะ ที่ไร้ธาตุถูกเรียกว่าเวทเฉพาะตัวก็เพราะแทบไม่มีคนที่ใช้เวทมนตร์แบบเดียวกันอยู่เลยน่ะค่ะ คนที่มีเวทไร้ธาตุมากกว่าหนึ่งอย่างก็มีอยู่หรอกแต่หายากสุด ๆ เลยค่ะ”
เอ๋งั้นหรอกเหรอ? ไม่สะดวกเลยแฮะเวทมนตร์ไร้สีเนี่ย
“ถ้างั้นไม่มีทางรู้ในทันทีได้เลยสินะว่า มีความเหมาะสมกับดวทไร้ธาตุรึเปล่า......”
“เปล่าค่ะถ้าถือหินเวทไว้แล้วสั่งใช้งานเวทไร้ธาตุอะไรซักอย่างก็รู้แล้วค่ะต่อให้ใช้งานเวทมนตร์ไม่ได้ แต่หินเวทก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเช่นส่องแสงเล็กน้อย หรือสั่นนิด ๆ น่ะค่ะ”
“ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงล่ะ?”
“......น่าเสียดายแต่ก็คือไม่มีความเหมาะสมกับเวทไร้ธาตุค่ะ”
เอาเถอะยังไงก็ลองอะไรซักอย่างดูก่อนละกัน
ถ้าใช้เวทมนตร์ที่เคลื่อนย้ายไปที่ไกลๆ ได้ก็สะดวกดีนะ จะได้เสร็จงานได้โดยไม่ต้องเดินไปจนถึงป่าแบบเมื่อวาน
ดีล่ะผมถือหินเวทไร้สีเอาไว้ แล้วลองพูดเบา ๆ
“【เกท】”
อยู่ๆ หินเวทก็เปล่งแสง แล้วข้าง ๆ ผมก็มีกำแพงกึ่งโปร่งใสเรืองแสงจาง ๆ ปรากฏขึ้นมาขนาดก็ประมาณประตูหนึ่งบาน ถึงจะคิดว่าเป็กำแพง แต่ก็หนาแค่หนึ่งเิเเรียกว่าเป็ กระดาน จะใกล้เคียงกว่าล่ะมั้ง
“......ทำได้สินะ”
“......นั่นสินะคะ”
ลินเซ่ตอบคำพูดของผมพร้อมทำท่าอึ้งๆ
ผมลองัักระดานอย่างกล้าๆ กลัว ๆ เมื่อปลายนิ้วไปััเข้า ที่ตรงนั้นก็เกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายออกมาเหมือนกับที่แผ่ออกมาบนผิวน้ำหลังตรวจสอบดูว่าไม่มีปัญหาโดยสอดแขนเข้าไปในพื้นผิวนั้น แล้วดึงกลับมาผมก็ตัดสินใจยื่นหน้าเข้าไป
สิ่งต่อมาที่เข้ามาในทัศนวิสัยคือป่าที่แผ่กว้างและเห็นร่างของเอลเซ่กำลังทำตาเบิกกว้าง หกล้มก้นจ้ำเบ้า
“......ทำอะไรอยู่น่ะเอลเซ่?”
“อะอะ อะไรงั้นเหรอ......โทยะ!? เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!?”
ผมดึงหน้ากลับไปพักหนึ่งแล้วดึงมือของลินเซ่ให้เคลื่อนย้ายเข้ามาในป่าด้วยกัน
“ลินเซ่ก็ด้วย!? เอ๊ะ เอ๊ะ อะไรเนี่ยออกมาจากตรงไหนอ่ะ!?”
ลินเซ่จึงอธิบายแบบง่ายๆ ให้กับเอลเซ่ที่กำลังแตกตื่น ท่าทางที่นี่คือป่าตะวันออกที่มาเมื่อวานดูเหมือนขณะที่เอลเซ่กำลังเก็บรวบรวมสมุนไพรที่มีผลรักษาอาการป่วยอยู่ที่นี่ อยู่ๆ ก็มีกำแพงแสงปรากฏ จากนั้นก็มีแขนโผล่ออกมาแล้วดึงกลับเข้าไปทำให้เธอเกิดอาการขาอ่อนขึ้นมา เอาเถอะ ก็ควรเป็แบบนั้นแหละ
“เวทมนตร์【เกท】น่ะดูเหมือนถ้าเป็สถานที่ที่ผู้ใช้เคยไปมากแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็สามารถไปได้ค่ะ บางทีตอนที่คุณโทยะใช้เวทอาจจะนึกถึงที่นี่ขึ้นมาก็ได้น่ะค่ะ......”
อ๊ะถ้าจำไม่ผิดก็กำลังคิดว่า อยากเสร็จงานโดยไม่ต้องเดินเหมือนเมื่อวาน อยู่นี่นะ
“เฮ้อยังไงก็เถอะ ใช้ได้ทุกธาตุเนี่ยนะ......นายนี่มันจะแปลกไปหน่อยไหม
เอลเซ่บ่นพึมพำอย่างเอือมระอาเอาเถอะ ก็เข้าใจความรู้สึกอยู่หรอก
“คนที่ใช้ได้ทุกธาตุเนี่ยไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย สุดยอดเลยนะคะ คุณโทยะ!”
ลินเซ่ชื่นชมผมตรงข้ามกับเอลเซ่ผมจึงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่ายิ้มเจื่อน ๆ
ดูเหมือนงานเก็บรวบรวมของเอลเซ่จะเสร็จแล้วมาได้จังหวะพอดี ก็เลยมุด【เกท】กลับไปสวนหลังโรงแรมด้วยกัน
“ขาไปใช้เวลาตั้งสองชั่วโมงแท้ๆ แต่ขากลับใช้แค่พริบตาเดียว สะดวกดีนะ เวทมนตร์นี้น่ะ”
เอลเซ่ที่พูดเช่นนั้นจบก็มุ่งหน้าไปที่กิลด์เพื่อส่งเื่คำร้องที่เสร็จสิ้นแล้ว
อย่างไรก็ตามหลักสูตรเวทมนตร์ของวันนี้ก็จบแค่นี้ ด้วยเหตุนี้ พวกผมจึงกลับเข้าไปในโรงแรมได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เมนูวันนี้จะเป็อะไรกันน้า อา หิวจัง