อวัชและรติมาดำเนินแผนการที่วางไว้ในวันนี้ชายหนุ่มพาครอบครัวตนเองมาที่บ้านของหญิงสาวในตอนเที่ยงเพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วยกันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงจากบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่ที่ดูจะแจ่มใสกันเป็พิเศษและหัวข้อที่สนทนาก็หนีไม่พ้นการเตรียมงานแต่งงานนั่นเอง
หลังจากทานข้าวเสร็จก็ย้ายกันไปนั่งคุยที่ห้องนั่งเล่นแต่ระหว่างทางที่เดินไปนั้นรติมาฉุดแขนอวัชให้หยุดเดินก่อนจะลากไปยังอีกห้องหนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็พูดถึงขั้นตอนคร่าวๆของแผนการ
“นายต้องเป็คนเริ่มเื่นะ”เธอบอกหลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะเริ่มแผนอย่างไร
“เื่อะไรล่ะ เธอนั่นแหละต้องเป็คนเริ่ม”
“นี่นายเป็ลูกผู้ชายหรือเปล่าฮะนายปูน” เธอเท้าเอวถามอย่างไม่พอใจ
“เป็...แต่เื่นี้มันไม่ได้ใช้วัดว่าฉันจะเป็ลูกผู้ชายหรือไม่หรอกนะ”
“งั้นก็ตามใจนายแล้วกัน ถ้าอยากให้แผนล้มเหลวก็ตามใจ” หญิงสาวสะบัดหน้าใส่แล้วทำเป็ไม่สนใจเดินออกไปทันที ชายหนุ่มหน้าบึ้ง ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินตามออกไปทั้งสองคนกลับไปรวมกลุ่มกับพวกผู้ใหญ่ในห้องนั่งเล่น
“นี่โส...ฉันว่าสั่งตัดชุดมันจะไม่ทันเอานะฉันว่าเลือกแบบที่เป็สำเร็จรูปไปเลยดีกว่าไหม เพราะมีชุดสวยๆ ให้เลือกตั้งเยอะแยะแล้วถ้าเราอยากเพิ่มอะไรตรงไหนก็ค่อยบอกให้เขาเพิ่มให้”
“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะนวลให้พวกเด็กๆ ไปเลือกชุดที่ร้านพี่ไพลินดีกว่าเนอะ ที่นั่นมีแบบสวยๆ ทั้งนั้นเลยแล้วหนูขมิ้นก็หุ่นดีคงเลือกไซส์ที่พอดีได้ไม่ยากนักหรอก”
รติมายิ้มเจื่อนๆให้โสภิตาเมื่อท่านมองมาด้วยสายตาชื่นชม หญิงสาวหันไปส่งสายตาให้อวัชเป็สัญญาณว่าให้เริ่มพูดได้แล้วเพราะเธอไม่อยากให้พวกท่านวาดฝันกันไปไกลมากกว่านี้อีกในเมื่อไม่มีทางเลือกชายหนุ่มก็เริ่มดำเนินตามแผนทันทีเขากระแอมเสียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“เอ่อ...คือ...ทุกคนครับ ผมและขมิ้นมีเื่ที่จะเรียนให้ทราบครับ”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะหยุดลง จากนั้นทุกสายตาก็หันมาจับจ้องหนุ่มสาวทั้งสองตาไม่กะพริบทำเอาทั้งคู่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกันพานพูดไม่ออกไปเสียดื้อๆ
“มีอะไรจ๊ะตาปูน” โสภิตาเอ่ยถามก่อนจะสรุปเอาเองว่า “หรือว่าพวกลูกๆไม่พอใจเื่ร้านตัดชุด อยากจะหาร้านกันเองหรือเปล่า พวกลูกเสนอมาได้เลยนะ เพราะมันเป็งานของพวกลูกๆเอง”
“คือ...ไม่ใช่เื่นั้นหรอกครับคุณแม่”
“แล้วเื่อะไรล่ะจ๊ะ”
อวัชกระแอมอีกหลายๆครั้งราวกับมีอะไรติดคอทั้งที่ความจริงไม่มี “เื่...เื่แต่งงานน่ะครับ” พอพูดออกมาชายหนุ่มก็รู้สึกโล่งอย่างประหลาด
“เื่แต่งงานทำไมจ๊ะ?” นวลฉวีถามบ้าง ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปอีกเขายอมรับว่าไม่กล้าพูดเื่ยกเลิกการแต่งงานต่อหน้าพวกท่าน ยิ่งเห็นพวกท่านพูดคุยกันอย่างมีความสุขแล้วเขายิ่งไม่กล้าที่จะทำให้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มนี้หายไปแต่ถ้าเขาไม่พูด เฮ้อ...คนที่จะเสียความสุขไปตลอดกาลก็คือตัวเขาเอง
“พวกเราไม่เต็มใจที่จะแต่งงานค่ะ” รติมาพูดโพล่งออกมาเมื่อเห็นคู่อริไม่ยอมพูดเสียทีทุกสายตาที่เคยจับจ้องอวัชจึงเปลี่ยนมาจับจ้องเธอแทน
“หมายความว่ายังไงจ๊ะยัยหนู” นวลฉวีถามเสียงเย็นจนรติมาต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเอง
‘สู้ๆ ขมิ้น อย่ากลัวอย่างมากพวกท่านก็แค่โกรธแป๊บเดียวเท่านั้นเอง’หญิงสาวปลอบใจตนเอง
“ก็อย่างที่พูดไปนั่นแหละค่ะคุณแม่หนูกับนายปูนไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกันค่ะ”
“ใช่ครับขอให้พวกคุณพ่อคุณแม่เข้าใจพวกเราด้วยนะครับ ได้โปรดอย่าทำร้ายจิตใจพวกเราเลย ให้เราได้เลือกคู่ชีวิตเองเถอะครับ”ชายหนุ่มช่วยพูดเสริมอีกแรง
โสภิตาและนวลฉวีตบอกทำท่าจะเป็ลมสามีของทั้งสองจึงโอบกอดไว้ ก่อนจะะโเรียกหายาดมลั่นบ้าน
“แหวนๆ” ดำรงะโเรียกสาวใช้
“คะคุณผู้ชาย” สาวใช้ที่ชื่อแหวนโผล่เข้ามาในห้องเร็วทันใจ
“ไปเอายาดมมาให้คุณนวลกับคุณโสเร็วเข้า”
“ค่ะ”สาวใช้รับคำวิ่งหายออกจากห้องไป
อวัชและรติมาปราดเข้าไปดูอาการมารดาของตนเองด้วยความเป็ห่วงต่างฉวยหยิบหนังสือหรือนิตยสารที่วางอยู่มาโบกพัดให้ ก่อนจะหันไปรับยาดมจากสาวใช้ที่หามาให้มาจ่อที่จมูกของพวกท่านจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ทั้งนวลฉวีและโสภิตาก็ลืมตาขึ้น พอเห็นหน้าลูกๆของตนเองก็หันหน้าหนีทันที
“เป็ยังไงบ้างคะคุณแม่ รู้สึกดีขึ้นไหม” รติมาถามด้วยความเป็ห่วง แต่ท่านไม่ตอบมิหนำซ้ำยังร้องไห้ออกมาแทนจนหญิงสาวใเพราะมารดานั้นเป็คนเข้มแข็งไม่เคยร้องไห้ออกมาง่ายๆ ถ้าได้เห็นน้ำตาของท่านแสดงว่าท่านต้องดีใจหรือว่าเสียใจสุดขีดเท่านั้น
“ฮือๆๆคุณคะฉันไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว” นวลฉวีกอดสามีร่ำไห้
“คุณแม่คะ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ”
“จะอยู่ไปทำไมกัน อยู่ไปก็ทำร้ายลูกตนเองเปล่าๆ”นวลฉวีปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร ท่านซบหน้ากับอกสามีก่อนจะส่งซิกให้เพื่อนรักที่มองอยู่ก่อนแล้วเพียงขยิบตาทีเดียวโสภิตาก็ปล่อยโฮตามทันที
“ฮือๆๆ ยัยนวลพูดถูกต้อง พวกเราเป็แม่ที่เลวไม่สมควรมีชีวิตอยู่ทำให้ลูกๆต้องทุกข์ใจ”
“โธ่...คุณแม่ครับไม่ใช่เลยนะครับมันไม่จริงเลยสักนิด” อวัชพูดปลอบใจ รู้สึกผิดขึ้นมาที่ทำให้ผู้บังเกิดเกล้าต้องร้องไห้รติมาพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของเขา
“จะไม่จริงได้ยังไงกัน” นวลฉวีแย้ง ก่อนจะบีบน้ำตาแสดงสีหน้าเ็ปเสียใจ “เมื่อกี้เราสองคนบอกเองว่าพวกแม่ทำร้าย”
“ใช่”โสภิตาช่วยตอกย้ำ มองบุตรชายด้วยสายตาเ็ปรวดร้าว “แม่ขอโทษนะตาปูนน้าขอโทษด้วยนะหนูขมิ้น ขอโทษที่ทำร้ายบังคับขืนใจให้แต่งงานทั้งๆที่พวกลูกไม่เต็มใจ แม่ไม่คิดเลยว่าความหวังดีของแม่จะทำร้ายพวกลูกแม่มันเป็แม่ที่เลวสมควรตายไปจากโลกใบนี้จริงๆ”
“โธ่...คุณหยุดร้องไห้เถอะนะพวกลูกๆ เขาล้อเล่นน่ะ ไม่ได้พูดจริงๆ หรอกใช่ไหมตาปูนหนูขมิ้นบอกพวกแม่เขาไปสิว่าพวกลูกแค่ล้อเล่น” สุชาติบอก
หนุ่มสาวทั้งสองฟังแล้วก็อึ้งไปก่อนจะหันมามองหน้ากันทั้งคู่ต่างชั่งใจแต่แล้วก็ตัดสินใจทำตามที่สุชาติบอก เมื่อมารดาทั้งสองเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญว่าอยากตายสถานเดียว
“ใช่ค่ะ พวกเราสองคนแค่ล้อเล่นค่ะคุณแม่” รติมาบอกเสียงเศร้า นวลฉวีและโสภิตาหยุดร้องไห้ทันทีและเงยหน้ามองลูกของตนเอง
“จริงเหรอตาปูน”
“จริงครับคุณแม่ผมกับขมิ้นแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ฮ่าๆ” อวัชตอบพลางหัวเราะแห้งๆ
โสภิตายิ้มทั้งน้ำตา ดึงลูกชายเข้ามากอดไว้ด้วยความดีใจเช่นเดียวกับนวลฉวีที่ดึงรติมามากอดไว้เช่นกัน ดังนั้นหนุ่มสาวทั้งสองจึงไม่มีทางได้เห็นว่าคนที่ร้องไห้ฟูมฟายในตอนแรกนั้นกำลังยิ้มอย่างผู้ชนะให้กันอยู่...
“เฮ้อ...”เสียงถอนหายใจดังออกมาจากหนุ่มสาวทั้งสองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงใหญ่หลังจากปลอบใจบรรดาแม่ๆ ของตนเองแล้วทั้งคู่ก็ขอตัวออกมานั่งข้างนอก เพราะไม่อยากนั่งฟังพวกท่านวางแผนเื่แต่งงานต่อไปอีก
“เป็อันว่าแผนนี้ล้มเหลวไม่เป็ท่า” รติมาพูดอย่างเซ็งจัด
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ” อวัชถามขึ้นด้วยอารมณ์เดียวกัน ตอนนี้บอกตรงๆว่าเขาคิดอะไรไม่ออกเลยสักนิดเดียว หญิงสาวส่ายหน้าให้เป็คำตอบนั่งนิ่งเงียบอยู่อึดใจใหญ่ก่อนจะดีดนิ้วเปาะ สีหน้าแจ่มใสขึ้นเมื่อคิดอะไรบางอย่างออก
“นายปูน ขอถามอะไรหน่อย นายเคยพาแฟนไปพบพวกคุณน้าที่บ้านบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เคย” เขาปฏิเสธแล้วหรี่ตามองคนถาม เมื่อพอจะตามความคิดเธอทัน “นี่เธอกำลังจะบอกว่าให้ฉันพานีน่าไปพบคุณพ่อคุณแม่ใช่ไหม”
“ถูกต้องคิดดูนะว่าถ้านายทำให้พวกท่านรักใคร่เอ็นดูแฟนนายได้ เื่แต่งงานของเราก็มีสิทธิ์ยกเลิก”
“จริงด้วย” อวัชเห็นดีด้วย “ฉันไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเลย”
“เชอะ! วันๆ คงเอาหัวสมองไปคิดแต่เื่อย่างว่ากับแฟนล่ะสิ” รติมาเหน็บแนมเข้าให้อย่างหมั่นไส้ชายหนุ่มหน้าตึงอย่างไม่พอใจก่อนจะเปลี่ยนเป็ยิ้มเยาะหยันแทน
“ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่มีใครคิดอะไรแบบนั้นด้วยทั้งๆ ที่อยากคิดกับเขาแต่เขาไม่คิดด้วย”
หญิงสาวหน้าตึง มองอีกฝ่ายราวกับจะกินเืกินเนื้อเพราะรู้ความหมายที่คู่อริพูดทั้งสองจ้องตากันไม่มีใครยอมหลบก่อนจะสะบัดหน้าหันไปคนละทาง จากนั้นชายหนุ่มก็เป็ฝ่ายอ่อนข้อให้ก่อน
“เอาล่ะ เราอย่ามาทะเลาะกันเลยตกลงฉันจะทำตามที่เธอบอกนีน่าเป็คนอ่อนหวานนอบน้อมเอาใจเก่งคงทำให้พวกท่านรักและเอ็นดูได้ไม่ยากนักหรอก แต่ฉันมีลางสังหรณ์ว่ามันจะไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ” อวัชลูบคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด รติมามองมาอย่างไม่เข้าใจเขาจึงพูดสิ่งที่คิดออกมา“ก็พ่อแม่พวกเราเป็เพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ ฉันคิดว่าถึงคุณแม่ฉันจะรักใคร่เอ็นดูนีน่าขึ้นมาบ้างแต่ก็คงจะไม่ยอมยกเลิกงานแต่งหรอก เพราะถ้ายกเลิกครอบครัวเราก็ต้องผิดใจกัน”
“มันก็จริง” หญิงสาวเห็นด้วย สีหน้าแสดงออกว่าผิดหวังที่สุด
“แต่มีทางแก้นะ ถ้าเธอมีแฟนด้วยอีกคนเื่ก็จะง่ายขึ้น”
“มีแฟนงั้นเหรอ” เธอทวนคำอย่างหนักใจ ไอ้เื่หาแฟนน่ะไม่ยากเท่าไรหรอก แต่จะหาให้ดีและเป็ที่พอใจของพ่อแม่นี่สิมันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
“ใช่ หาได้ไหมล่ะ” เขาถามแล้วยิ้มกวนๆ ใส่
“หาได้อยู่แล้วย่ะ” เธอกระแทกเสียงตอบก่อนจะเชิดหน้าขึ้น “ผู้หญิงอย่างฉันที่ทั้งสวยรวย เพอร์เฟกต์ทุกอย่างแบบนี้หาแฟนได้ไม่ยากนักหรอก”เธอบอกอย่างมั่นใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แต่จะให้ถูกใจพ่อแม่จนยอมยกเลิกงานแต่งได้นี่สิมันยากนะ”
อวัชหัวเราะลั่น รติมาจึงถลึงตาใส่แล้วซัดหมัดใส่เสียตุ้บหนึ่งเพราะอยู่ในระยะเอื้อมถึงพอดี
“โอ๊ย! แหม...แค่นี้ทำโกรธไปได้ แต่ฉันก็เห็นด้วยนะว่าผู้ชายน่ะหาได้ไม่ยากหรอก แต่ไอ้ที่ดีๆแบบฝากชีวิตไว้ด้วยได้น่ะหายากเต็มทนเอ...ฉันอยากจะรู้ซะแล้วสิว่าเธอจะหาใครมาแกล้งแสดงเป็แฟน”
“จะอยากรู้ไปทำไม” หญิงสาวถามเสียงขุ่นตาเขียว
“อ้าว...ก็อยากจะรู้ไว้ว่าผู้ชายที่ดีงามเพียบพร้อมในสายตาพ่อแม่ของเธอที่ดีกว่าฉันจะหน้าตายังไงน่ะสิแต่ฉันว่าหายากนะเพราะพ่อแม่เธอเห็นฉันดีพร้อมที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่จับเธอแต่งงานกับฉันหรอก” ชายหนุ่มยืดอกบอกอย่างภาคภูมิใจ รติมาเบ้ปากใส่คนหลงตัวเองก่อนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“หาไม่ยากหรอกที่ดีกว่านายเป็พันเท่าและพ่อแม่ของฉันก็สนับสนุน”
“ใคร”เขาหรี่ตามองอีกฝ่ายพร้อมถามเสียงห้วน
“ก็พี่กรไงล่ะ” เธอเฉลย
อวัชถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดไม่รู้เป็ไงเวลารติมาเอ่ยถึงพัสกรด้วยท่าทางชื่นชมหลงใหลทีไรเขาจะรู้สึกหงุดหงิดใจทุกทีทั้งไม่พอใจและหมั่นไส้เอามากๆ ด้วย หรืออาจจะเป็เพราะหญิงสาวชอบพูดถึงพัสกรในเชิงข่มเขาก็เป็ได้เขาเองก็รู้จักพัสกรเหมือนกันแต่ไม่สนิทมากเท่ารติมา
“ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะให้พี่กรนี่แหละเป็แฟนฉัน”
“ทำไมต้องพี่กรด้วยล่ะ” เขาถามอย่างไม่พอใจ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แล้วนายทำไมต้องหงุดหงิดด้วย” เธอถามอย่างไม่เข้าใจที่เห็นคู่อริชักสีหน้าไม่พอใจใส่ อวัชมองหน้าคนถามก่อนจะถามตนเองในใจต่อว่า
‘เออว่ะ เราจะไม่พอใจทำไมวะยัยขมิ้นจะเอาใครมาเป็แฟนก็เื่ของยัยขมิ้นสิ เราไม่เกี่ยวสักหน่อย’ เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็มีสีหน้าเป็ปกติดังเดิม
“แล้วนายจะพาแฟนไปพบพวกท่านเมื่อไรล่ะ”เธอพูดเข้าเื่ต่อ
“ก็เร็วที่สุด อาจจะเป็พรุ่งนี้” อวัชพยายามนึกว่าแฟนสาวของเขาบอกว่าวันไหนว่างไม่มีงานเดินแบบถ่ายแบบบ้าง“เื่นี้จะชักช้าไม่ได้ เพราะเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือนเท่านั้น”
“ใช่ เดี๋ยวฉันจะโทรหาพี่กรถามว่าจะกลับจากอังกฤษเมื่อไรนายเองไปฝึกแฟนนายให้ดีๆ เถอะ ทำให้คุณน้ารักและเอ็นดูให้ได้ล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก นีน่าเขาน่ารักอ่อนหวานเอาใจเก่งจะตายไปไม่ต้องฝึกอะไรมากมายหรอก”
รติมาเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้ก่อนจะลุกจากม้านั่งเดินออกไปอวัชจึงะโถาม
“เธอจะไปไหนล่ะ”
“ก็เข้าบ้านน่ะสิ ก่อนที่ฉันจะอ้วกออกมาเพราะทนความขี้โม้ของใครบางคนไม่ไหวโอ๊ย!”
“ขมิ้น!” ชายหนุ่มใรีบลุกวิ่งเข้าไปหารติมา เมื่อจู่ๆเธอก็ล้มลงไปนั่งกองกับพื้นเนื่องจากเดินไปสะดุดก้อนหินเข้า “ลุกได้ไหม มาฉันช่วยเดี๋ยวจะหาว่าใจดำ” เขาจะช่วยพยุงแต่ถูกหญิงสาวปัดมือออกไป
“ไม่ต้อง ฉันลุกเองได้”
อวัชยักไหล่และหดมือกลับทันทีเช่นกันรติมายืนขึ้นก่อนจะเซจนเกือบล้มลงไปอีกครั้งดีทว่าชายหนุ่มไวคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันเสียก่อน แล้วทั้งคู่ก็ต่างใจนนิ่งงันไปเมื่อใบหน้าของพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“ต๊าย! ยัยโสมาดูนี่เร็วๆ เข้า”นวลฉวีร้องวี้ดว้ายอยู่ข้างหน้าต่างพลางกวักมือเรียกเพื่อนหย่อยๆ โดยไม่หันกลับมามองสักนิดด้านโสภิตาก็รีบลุกเดินไปหาเพื่อนที่หน้าต่างทันที
“มีอะไรเหรอยัยนวล”
“เธอมาดูนี่เร็วๆ ยัยโส” นวลฉวีหันมาคว้าแขนเพื่อนดึงให้เดินมายืนตรงหน้าต่างที่ท่านเบี่ยงตัวออกให้เพื่อนได้แทรกเข้าไปโสภิตามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็ตาโตร้องวี้ดว้ายตามเพื่อนรักด้วยความดีใจ
“ต๊าย! ยัยนวลท่าทางความฝันเราจะเป็จริงนะเนี่ย ดูเด็กทั้งสองคนสิ แหม...เธอห้ามโกรธลูกฉันนะที่ไปกอดหนูขมิ้นแบบนั้น”
“ไม่โกรธหรอกย่ะถ้าเป็ตาปูนฉันไม่ว่าเลยเพราะยังไงๆ พวกเขาสองคนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี” แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะคิกคัก มองหนุ่มสาวที่ยืนกอดกันอยู่ไม่ไกลอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่าภาพที่เห็นนั้นมันเป็เพียงอุบัติเหตุมากกว่าความรู้สึกและอารมณ์ของหนุ่มสาว
ทางด้านรติมาหลังจากหายใแล้วก็ขืนตัวออกจากอ้อมแขนของอวัชแล้วถอยไปยืนห่างเสียหลายก้าว เพราะหัวใจเธอกำลังเต้นรัวและรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเธอจึงตัดสินใจหันหลังวิ่งกลับเข้าบ้านโดยไม่เอ่ยคำขอบคุณเขาเลยสักคำ ทว่าใช่แต่หญิงสาวที่มีอาการเช่นนี้คนเดียวเสียเมื่อไรชายหนุ่มเองก็รู้สึกไม่ต่างกันนัก หัวใจที่เต้นแรงยามเธออยู่ใกล้ชิดทำให้เขาแปลกใจทำไมเขาต้องดูตื่นเต้นด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆอวัชถอนหายใจยาวก่อนจะเดินตามรติมาเข้าบ้านไป
ประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่เปิดอ้าไว้พร้อมกับมีคนเดินเข้าเดินออกทำให้วิยดีที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกรู้สึกแปลกใจ เพราะเธอจำได้ว่าห้องนี้ว่างไม่มีคนอยู่ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ามีคนซื้อห้องนี้ไปแล้วล่ะสิหญิงสาวยืนมองชายหนุ่มสี่ห้าคนที่กำลังยกของเข้าห้องอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะสะดุ้งใเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“สวัสดีครับ”
“อ้อ สวัสดีค่ะ” วิยดีหันไปยิ้มแหยๆ ให้ก่อนจะมองชายหนุ่มตรงหน้าเต็มตาอย่างพิจารณาคนตรงหน้าเธอสูงกว่าเธอสักสิบเซ็นได้ รูปร่างดูผอมบาง ผิวขาวสะอาด หน้าตาดูออกตี๋ๆหญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาดำรีใต้แว่นตาเข้าพอดี ดวงตาของเขาที่มองเธอมีรอยยิ้มขันเขาคงรู้แน่ๆ ว่าเธอแอบสำรวจเขาอยู่ วิยดีจึงหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย
ธนิกยิ้มขัน มองสาวสวยตรงหน้าอย่างนึกถูกชะตาท่าทางเก้อเขินของเธอดูน่ารักจับใจเขาเหลือเกิน เฮ้...นี่เขาเป็อะไรไปนะ เจอหน้าผู้หญิงคนนี้ไม่ถึงนาทีก็เห็นเธอน่ารักไปเสียแล้วอย่างนั้นเหรอ
“คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ” ชายหนุ่มชวนคุยเมื่อเห็นว่าเธอยังยืนเงียบอยู่
“อ๋อ...ค่ะ ฉันอยู่ที่นี่ห้องนี้ค่ะ” เธอชี้ไปยังประตูห้องของตนเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ห้องตรงข้ามกับผมเลยงั้นผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ถือซะว่าผมเป็เพื่อนบ้านใหม่คนหนึ่ง” ธนิกยื่นมือออกมาเบื้องหน้า วิยดียิ้มรับก่อนจะยื่นมือออกไปจับด้วยตามมารยาท
“ด้วยความยินดีค่ะถ้าคุณมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้นะคะ”
“ขอบคุณครับ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวเข้าห้องก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ยลาแล้วเดินไปที่ประตูไขกุญแจเข้าห้องไป ขณะจะปิดประตูก็เหลือบไปมองเพื่อนบ้านคนใหม่จึงเห็นเขายืนส่งยิ้มให้เธอจึงยิ้มตอบก่อนจะปิดประตูแล้วพึมพำกับตนเองว่า “ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ”