บทที่ 14 ศึกด่านชิงเสวี่ย
แทบจะในทันทีที่คุณชายซิงอวิ๋นปรากฏตัว หวังเฉินก็รู้สึกได้ถึงการมาของเขาทันทีสนามรบแห่งด่านชิงเสวี่ยกว้างใหญ่เพียงใดก็ตามแต่ทหารของทั้งสองฝ่ายล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับโพ้นฟ้าเท่านั้น เมื่อผู้ฝึกตนระดับเหนือฟ้าขั้นปลาย อย่างคุณชายซิงอวิ๋นปรากฏตัวขึ้น มันก็เหมือนประกายไฟที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดชัดเจนเกินกว่าจะมองข้ามได้
สำหรับหวังเฉินที่มีระดับพลังิญญาอยู่ที่สร้างฐาน ขั้นกลางระดับสูงสุดและใกล้จะทะลวงไปสู่ ขั้นสร้างฐานขั้นปลายอยู่แล้ว แค่เพียงเสี้ยววินาทีก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสังเกตเห็นได้
หวังเฉินหมุนตัวกลับไปอย่างฉับพลัน ห่างออกไปเพียงห้าเมตรตรงหน้าเขาชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนสง่างามอยู่ในชุดคลุมสีขาว ปักลายดาราที่เปล่งประกายรัศมีเจิดจ้าดูออกทันทีว่าเป็ของล้ำค่า ยิ่งขับเน้นให้บุคคลผู้นี้ดูสง่างามเหนือสามัญขณะเดียวกัน สายตาที่มองมาที่หวังเฉินก็เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ราวกับกำลังมอง "ของเล่น"ชิ้นหนึ่งอยู่
“หืม? เ้าเป็ใครกัน? ในกองทัพของจักรวรรดิเซวี่ยเย่ยังมีผู้แข็งแกร่งเช่นเ้าอยู่อีกหรือ?” หวังเฉินขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไปตรงๆ สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ชายหนุ่มผู้นี้มีพลังที่แข็งแกร่งแค่ไหนแต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาลและหอกใหญ่ในมือเขาก็ยังมั่นใจว่าด้วยการโจมตีที่บ้าคลั่งของตนจะสามารถเอาชนะชายหนุ่มผู้นี้ได้ในท้ายที่สุด จึงไม่ได้ยกอีกฝ่ายไว้ในสายตาแม้แต่น้อย
"หึ ช่างโง่เขลานัก จักรวรรดิเซวี่ยเย่นับเป็อะไรได้ มันก็เป็แค่สวนหลังบ้านของสำนักลั่วซิงของข้าเท่านั้น!ในเมื่อเ้าถามแล้ว ข้าก็จะให้เ้าตายตาหลับ ข้าน้อยคือศิษย์ชั้นในของสำนักลั่วซิงเ้าเป็เพียงแค่มนุษย์ธรรมดา แม้จะมีกำลังมหาศาล เข่นฆ่าทหารไปหลายคน แต่มันก็จบแค่นี้!"คุณชายซิงอวิ๋นแค่นหัวเราะเ็า แววตาที่มองมานั้นเย็นะเืราวกับน้ำแข็งแฝงไว้ด้วยจิตสังหารลึก ๆ หวังเฉินเพียงมองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าชายผู้นี้เป็ยอดฝีมือในขั้นเหนือฟ้า คร่าชีวิตผู้คนมาไม่น้อย และมีเจตนาจะฆ่าตนแล้ว
คุณชายซิงอวิ๋นไม่เห็นหวังเฉินอยู่ในสายตาเลยสักนิด เขาเป็ผู้ฝึกตนการที่เขามาถึงจักรวรรดิเซวี่ยเย่ในครั้งนี้ก็เพื่อหาความโชคดีบางอย่างที่เหมาะสมกับตนเอง เพียงแต่ว่าจังหวะเวลายังไม่มาถึงจึงหยุดพักที่ด่านชิงเสวี่ยอยู่ชั่วคราว แต่เมื่อได้รับคำร้องขอจากฉินมู่ให้มาฆ่าคนธรรมดาเช่นหวังเฉินสำหรับเขาแล้วมันไม่ต่างอะไรจากการเชือดไก่สักตัวเท่านั้น
น่าเสียดาย ที่ในสายตาของหวังเฉินแล้วคุณชายซิงอวิ๋นก็ไม่ต่างอะไรจากไก่หรือเป็ดตัวหนึ่ง หากเขาเอาจริงเมื่อใดก็คงสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ด้วยมือเดียวเช่นกัน
ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลงดี คุณชายซิงอวิ๋นก็ลงมือทันทีฝ่ามือขาวราวหยกงามกระแทกออกมาอย่างรุนแรง ราวกับทำจากทองและหยกพลังปราณล้นทะลักรุนแรง เปลี่ยนแปลงพลิกแพลงยากจะคาดเดา
“เ้ามนุษย์ตัวจ้อย เ้าได้ตายภายใต้ ฝ่ามือลั่วซิงไร้ขอบเขต ของข้าก็นับว่าเป็เกียรติของเ้าที่สุดแล้ว!” คุณชายซิงอวิ๋นหัวเราะลั่นร่างแปรเปลี่ยนท่วงท่าพลิ้วไหว พลังปราณเหนือฟ้าพวยพุ่งรุนแรงดั่งทางช้างเผือกอันเจิดจ้า ลึกลับและเกรี้ยวกราดบริเวณรอบร้อยจั้ง (ประมาณ 333 เมตร) ของสนามรบถูกกวาดล้างจนโล่งเตียน ไม่ว่าจะเป็ทหารจักรวรรดิเซวี่ยเย่หรือจักรวรรดิจ้าวหวู่ต่างก็ถูกพลังปราณลั่วซิงบดขยี้จนกลายเป็ผุยผง
“มนุษย์ตัวจ้อย? ฮ่า ๆ คุณชายลั่วซิงเ้าคงยังไม่รู้สินะว่าข้าหวังเฉิน มีฝีมือแค่ไหน ถึงได้กล้าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้แต่คนที่หยิ่งผยองเกินไป มักจะตายไว! ฝ่ามือลั่วซิงไร้ขอบเขตอะไรนั่นหน่ะข้าจะทลายมันให้ดู!”
ในวินาทีนั้นเอง หวังเฉินก็ได้เผยพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา นี่คือผลจากการฝึกวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย สำเร็จ
ฮึ่ม! พื้นที่โดยรอบสั่นะเื พลังปราณะเิออกมาในทันทีใน่จังหวะที่ฝ่ามือของคุณชายซิงอวิ๋นกระแทกเข้ามา เสื้อคลุมสีครามที่หวังเฉินสวมอยู่ก็สลายกลายเป็เศษผงกระจายไปทั่วสนามรบพลังโบราณอันยิ่งใหญ่ เก่าแก่ และแกร่งกร้าวไร้ผู้ต้านก็ปะทุขึ้นมาในพริบตา
ร่างท่อนบนเปลือยเปล่าของหวังเฉินเปล่งกลิ่นอายดิบเถื่อนรุนแรงมีกระแสปราณสีฟ้าอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่รอบกายล้อมรอบร่างราวกับเป็เกราะพลังอันน่าครั่นคร้าม
นี่คือสภาวะที่หวังเฉินดึงพลังจาก วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายออกมาใช้อย่างถึงขีดสุดด้วยพลังอันแข็งแกร่งของคุณชายซิงอวิ๋นบีบบังคับให้เขาต้องปลดปล่อยพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดของตนเองออกมาเช่นกัน
ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรง หอกใหญ่ที่เปื้อนเืในมือของหวังเฉินพลันแปรเปลี่ยนเป็ัดำคำรามออกมาพลังสังหารที่สะสมมานับพันนับหมื่นชีวิตแผ่กระจายออกไปราวกับจะกวาดล้างทั้งโลกหล้า
ปัง! ปัง!
ชั่วพริบตาเดียว เสียงปะทะอย่างรุนแรงดังสนั่นไม่รู้กี่ครั้งบรรดาทหารและแม่ทัพรอบข้างต่างก็กลั้นหายใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังศูนย์กลางสนามรบที่ปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆหมอกแห่งพลัง
“อะไรกัน!?”
สีหน้าของคุณชายซิงอวิ๋น ที่เคยสงบนิ่งและวางท่าเย่อหยิ่งมาตลอดบัดนี้กลับหายไปจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยความหวาดผวาและตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองราวกับเขากำลังเห็นบางสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดในชีวิต
ในสายตาของเขา ท่วงท่าที่หวังเฉินใช้นั้น ดูแสนจะหยาบกระด้าง โง่เขลาราวกับการโจมตีแบบคนป่าที่ไร้ชั้นเชิงแต่สิ่งที่เขารู้สึกกลับไม่เหมือนอย่างที่เห็นเลยแม้แต่น้อย
มีคำกล่าวว่า “กระบี่หนักไร้คมความชำนาญที่แท้จริงคือการไร้ซึ่งรูปแบบ” การฟาดฟันของหวังเฉินในครั้งนี้ช่างราวกับเทพเ้าผู้โบราณกำลังผ่าฟ้าแยกแผ่นดินพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาทำลายล้างทุกสิ่งรอบข้างเส้นทางที่เขาเลือกคือเส้นทางแห่ง พลังทำลายล้างที่ไร้ผู้ต่อต้าน
เพียงแค่หนึ่งหอก! ไม่ว่าจะเป็ประกายดาวหมื่นดวงหรือกระบวนท่าลั่วซิงไร้ขอบเขตล้วนถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ลมพายุโหมกระหน่ำ พลังรุนแรงจนคุณชายซิงอวิ๋นแทบลืมตาไม่ขึ้นทันใดนั้น แขนข้างหนึ่งของเขาถูกตัดขาดไปทั้งท่อน เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดไม่หยุด
ณ ่เวลานั้นเอง...
ในจิตใจของคุณชายซิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวดวงตาสั่นไหวพร่าเลือน เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เป็ไปได้ยังไง? เขาเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นแม้แต่พลังปราณขั้นเหนือฟ้าก็ยังไม่มีไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นเหนือฟ้าแน่ ๆหรือว่าเขา...เขาคือผู้ฝึกตนระดับ สร้างฐาน เป็ไปไม่ได้ ไม่มีทาง! ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานคนใดจะว่างพอมาเล่นสนุกกับข้า?”
ความกลัวกัดกินหัวใจของเขา จิตใจเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายความคิดมากมายพุ่งขึ้นมาราวกับะเิ ในชั่วขณะเดียวกันนี้เองเขาพึ่งตระหนักได้ว่า ิญญาของเขาแข็งแกร่งเพียงใด ที่สามารถคงอยู่โดยไม่แตกสลายท่ามกลางความสับสนและความหวาดกลัวถึงเพียงนี้
ไม่ต้องพูดถึงคุณชายซิงอวิ๋น แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับเหนือฟ้าทั่วไปหากต้องมาเจอกับสิ่งที่เขาเผชิญ—ถูกโจมตีจนแทบเอาชีวิตไม่รอดจากคนที่ไม่มีพลังปราณขั้นเหนือฟ้าแม้แต่น้อย ความคิดจะพังทลาย สับสน และหวาดผวาอย่างสุดขีดไม่ต่างกัน
ฉัวะ! ประกายคมหอกอันเฉียบคมหยุดนิ่งอยู่เหนือศีรษะของคุณชายซิงอวิ๋น เพียงแค่สามนิ้วเท่านั้น
จากความเป็สู่ความตาย และจากความตายคืนสู่ความเป็อีกครั้งความรู้สึกเช่นนี้แทบทำให้หัวใจของคุณชายซิงอวิ๋นแทบจะะเิออกมา