บทที่ 22 การโน้มน้าวใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่หนิงลั่วทำคือไปดูเปลือกไม้ของตน หนิงเวยกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงได้ลองชิมเห็ดหูหนูป่าตอนกลางวันแล้ว ต่างก็ติดใจในรสชาตินั้น จึงเดินตามมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หนิงลั่วขอให้เสี่ยวอู่พ่นฟองแห่งชีวาเพิ่มขึ้นอีกเพื่อรดเปลือกไม้ เผื่อจะช่วยให้เห็ดหูหนูเจริญเติบโตเร็วขึ้นและออกดอกมากขึ้น
“ข้าเป็สัตว์วิเศษนะ ท่านยังจะให้ข้าทำเื่เช่นนี้อีกหรือ ช่างเป็การใช้งานข้าอย่างเสียเปล่าจริงๆ!” เสี่ยวอู่ทำหน้าตาขมขื่นราวกับถูกบังคับให้ทำเื่ที่ต่ำช้า
หนิงลั่วยื่นมือไปตรงหน้ามันแล้วกล่าวว่า “หากเ้าทำให้ข้ามีเงิน ข้าก็ไม่ต้องมาทำเื่พวกนี้แล้วเหมือนกัน”
แน่นอนว่าเสี่ยวอู่ทำให้นางมีเงินไม่ได้ จึงต้องยอมพ่นฟองแห่งชีวาออกมาแต่โดยดี
เพื่อประหยัดเวลา เสี่ยวอู่จึงพ่นฟองแห่งชีวาออกมาเต็มที่ จนสุดท้ายหนิงลั่วก็อดสงสารเ้ากวางตัวนี้ไม่ได้ “พอแล้ว พอแล้ว แค่นี้ก็พอใช้แล้ว ข้าไม่อยากให้เ้าหมดแรงจนสิ้นใจ”
ทุกอย่างต้องค่อยเป็ค่อยไป ในอนาคต นางยังต้องพึ่งพาเสี่ยวอู่อีกมาก
“นี่ ข้ามอบน้ำพลังิญญาขวดนี้ให้ท่าน ใช้อย่างประหยัดนะ! น้ำเพียงหยดเดียวสามารถเจือจางได้ปริมาณมากและใช้ได้ยาวนาน” เสี่ยวอู่กล่าว เพราะไม่อยากพ่นฟองแห่งชีวาทุกวัน รู้สึกเป็การทำให้ศักดิ์ศรีของตนมัวหมอง
หนิงลั่วพยักหน้าเข้าใจ น่าสนใจทีเดียว น้ำพลังิญญานี้สามารถเจือจางและใช้ต่อเนื่องได้
เมื่อมีน้ำพลังิญญาของเสี่ยวอู่ หนิงลั่วก็สามารถรดน้ำเปลือกไม้ได้อย่างเต็มที่ จากนั้นนางจึงกลับเข้าไปในห้องเพื่อหารือกับหนิงเวยเกี่ยวกับการไปเก็บสมุนไพรบนูเาในตอนบ่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนิงเวยตอบกลับมาเป็อันดับแรกคือ “ไม่ได้!”
“ข้าไม่ให้เ้าขึ้นเขา! ครั้งที่แล้วเ้าขึ้นไปก็เกิดเื่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็ไม่ยอมให้เ้าไปอีก” หนิงเวยปฏิเสธเสียงแข็ง
“พี่รอง อาการข้าหายดีแล้ว อีกอย่าง แผลของท่านต้องใช้สมุนไพรรักษา ถ้าไม่ใช้อาจทิ้งรอยแผลเป็ได้” หนิงลั่วพยายามโน้มน้าวนางด้วยเหตุผล แต่หนิงเวยยังคงหนักแน่น ไม่ยอมอ่อนข้อ แม้จะต้องมีแผลเป็ก็ตาม
หนิงเวยเป็ห่วงน้องสาวมากจริงๆ นางยอมให้ตัวเองเป็อะไรไป แต่ไม่มีวันยอมให้น้องสาวต้องเสี่ยงอันตรายอีก
“ไม่ได้! เ้าไปไม่ได้! ถ้าจะไปก็ให้ข้าไปเอง ข้าต้องไปเก็บฟืนพอดี เ้าบอกข้ามาว่าอยากได้อะไรบ้าง เดี๋ยวข้าหามาให้”
เหตุการณ์ที่หนิงลั่วถูกหนิงฮวนผลักตกเขาและป่วยหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอดยังคงฝังลึกในใจของหนิงเวย นางจึงไม่ยอมให้หนิงลั่วขึ้นไปบนเขาอีก
“พี่รอง ข้าก็อยากขึ้นเขา เช่นนั้นให้ข้าไปกับพี่สามเถอะ!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงรีบเสนออย่างกระตือรือร้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่ได้! เ้าต้องอยู่บ้าน!” หนิงเวยปฏิเสธทันที
หนิงเสี่ยงเสี่ยงทำหน้าบูด ั์ตาเว้าวอน “ทำไมล่ะ! ข้าหายดีแล้วจริงๆ นะ!”
“พี่รอง ให้ข้าไปเถอะ ข้าช่วยท่านเก็บไข่นกได้นะ! ข้ายังช่วยเก็บฟืนได้อีก!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงเริ่มอ้อน
หนิงลั่วเห็นหนิงเวยมีท่าทีลังเล นางจึงรีบเสริมทันที “ข้าว่าดีเลย เช่นนั้นพวกเราสามคนก็ไปด้วยกันเลย จะได้ดูแลกัน”
ไม่ทันที่หนิงลั่วจะพูดจบ น้องชายตัวน้อยอย่างหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็รีบยกมือขึ้นสนับสนุนทันที ั้แ่เมื่อเช้ามาหนิงลั่วก็ได้แสดงฝีมือให้น้องชายเห็นแล้ว เขาเริ่มชื่นชมหนิงลั่วมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอาหารมื้อกลางวันที่มีทั้งกลิ่นหอม สีสันสวยงาม และรสชาติยอดเยี่ยม รวมไปถึงเื่ที่หนิงลั่วสามารถตอบโต้หนิงฮวนกับเฉินซื่อได้อย่างเฉียบขาด ไม่ยอมให้พวกเขาถูกรังแกอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงถือว่าพี่สามเป็ต้นแบบที่เขาอยากเดินตาม
“ข้าสนับสนุน! ข้าคิดว่าแผนของพี่สามเยี่ยมมาก พวกเราสามคนไปด้วยกันย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงยกมือขึ้นสูง ดวงตากลมโตของเขาเปล่งประกาย มองหนิงเวยด้วยความหวัง
หนิงลั่วรีบฉวยโอกาสนี้ยกมือขึ้นสนับสนุนเช่นกัน กล่าวกับหนิงเวย “พี่รอง ข้ากับเสี่ยงเสี่ยงลงความเห็นแล้ว ตอนนี้คะแนนเสียงเป็สองต่อหนึ่ง เช่นนั้นก็ถือว่าเป็อันตกลงกันแล้ว!”
หนิงเวยไม่คิดว่าน้องๆ ของตนจะกระตือรือร้นขนาดนี้ นางไม่เพียงกังวลเื่การเดินทางขึ้นเขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังห่วงสภาพร่างกายของทั้งคู่ด้วย เพราะพวกเขาเพิ่งฟื้นตัวจากการป่วย อีกทั้งพื้นทีู่เาใกล้หมู่บ้านก็แทบไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยวแล้วนอกจากฟืน
หาก้าเก็บของป่าที่มีค่า จะต้องเข้าไปลึกกว่านั้น ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายจากหมาป่าและสัตว์ป่าอื่นๆ มากมาย หากเกิดอะไรขึ้น สามพี่น้องอาจเอาชีวิตไม่รอด
แทนที่จะเสี่ยงไปประสบภัยบนเขา มิสู้เก็บตัวอยู่บ้านอย่างปลอดภัยจะดีกว่า
“ไม่ได้จริงๆ! น้องสาม เ้าอย่าดื้อเลย พวกเ้าทั้งคู่เพิ่งหายป่วย ข้าไม่อยากให้ใครเป็อะไรไปอีก” หนิงเวยยังยืนกรานไม่เห็นด้วย
เหมือนหนิงลั่วจะคาดเดาคำตอบของพี่สาวไว้แล้ว จึงรีบกล่าวต่อ “พี่รอง ข้าหายดีแล้วจริงๆ อีกอย่าง ท่านก็อยู่ด้วย มีอะไรให้ต้องกังวลหรือ พวกเราแค่เดินเล่นรอบๆ ูเาลูกเล็ก หายใจรับอากาศบริสุทธิ์ แล้วก็เก็บฟืนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง”
“แน่ใจนะว่าแค่รอบๆ ูเาลูกเล็ก?” หนิงเวยยังลังเล แต่มองสองพี่น้องที่ตั้งใจแน่วแน่ หากปฏิเสธ นางคงได้ฟังเสียงรบเร้าของพวกเขาไปทั้งวัน
“แน่นอน! พี่รองที่แสนดีของข้า!” หนิงลั่วรีบส่งสายตาให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงทันที
เด็กชายตัวน้อยฉลาดเป็กรด เมื่อได้รับสัญญาณ เขาก็กระตือรือร้นทันที “ข้าจะไปเอามีดและเชือก!”
“ข้าก็จะไปเตรียมของ!” หนิงลั่วเดินออกไปหาอะไรมาทำเป็ย่ามใส่ของ เผื่อเจอของดีบนเขาจะได้เก็บกลับมาได้สะดวก
“เดี๋ยวก่อน! ข้ายังไม่ได้อนุญาตเลย พวกเ้าจะตื่นเต้นไปทำไมกัน!” หนิงเวยทำหน้าเอือมระอา ั้แ่ที่น้องสามหายป่วย นางรู้สึกว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร นางกลายเป็คนที่ต้องตามใจน้องสาวอยู่ตลอด
“พี่รอง อย่าลืมสิว่าพวกเรายังต้องหาเงินคืนอาสะใภ้หวังด้วยนะ ท่านจะนั่งรอให้เงินงอกขึ้นมาเอง หรือคิดว่าท่านย่าจะใจดีให้พวกเรายืมเงิน” หนิงลั่วจี้จุด “ข้าถึงต้องไปดูว่าบนเขามีอะไรให้เก็บไปขายได้บ้าง ถ้าพวกเราหาสมุนไพรหรือของหายากได้ ก็อาจจะช่วยหาเงินได้ง่ายขึ้น”
หนิงเวยทำหน้าเบ้ นางรู้ดีว่าสิ่งที่หนิงลั่วพูดนั้นถูกต้อง ตอนนี้พวกเขาต้องกินต้องใช้ และยังต้องหาเงินมาคืนค่ารักษาที่อาสะใภ้หวังให้มาหนึ่งตำลึงนั่นอีก
ก่อนหน้านี้พวกนางทั้งถูกเฆี่ยน ทั้งต้องคุกเข่าขอร้อง กว่าท่านย่าจะยอมให้เงินมายี่สิบเหวิน และนั่นก็เพราะหนิงเซวียนเป็คนออกปากช่วยพูดให้ด้วย
ตอนนี้จะไปขอให้ท่านย่าควักเงินเพิ่มอีกหนึ่งตำลึง คงเป็ไปไม่ได้แน่นอน แค่คิดก็รู้แล้วว่านางต้องเจ็บใจขนาดไหน
หนิงเวยคิดทบทวน นางสามารถรับจ้างทำงานฝีมือเย็บปักได้ แต่ลำพังแค่ปักผ้าเช็ดหน้ากับซักผ้าให้คนอื่นคงได้เงินไม่มากนัก
ถ้าต้องหาเงินให้ได้หนึ่งตำลึงโดยทำงานเช่นนี้ อาจต้องใช้เวลาครึ่งปี และต้องแน่ใจด้วยว่าใน่เวลานั้น ย่าหนิงจะไม่มายึดเงินไปเสียก่อน อีกทั้งต้องไม่มีใครเจ็บป่วยหรือ้าใช้เงินด่วนด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้ หนิงเวยก็ขมวดคิ้วแน่น พวกนาง้าชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่เส้นทางช่างยากเย็นเหลือเกิน นางถอนหายใจ มองน้องชายกับน้องสาวที่เข้มแข็ง ตาก็เริ่มร้อนผ่าว
“ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเราไม่อยู่แล้ว พี่ใหญ่ก็หายไป ข้ากับพวกเ้าทั้งสองต้องลำบากขึ้นมาก...แต่ข้าเชื่อว่าหากพวกเราสามัคคีกัน จะต้องหาเงินหนึ่งตำลึงได้แน่นอน!”
“พี่รอง บอกข้าตามตรงเถอะ พี่ใหญ่ไปอยู่กับท่านป้าแล้วจริงหรือ มีเื่อะไรก็บอกข้ามาเถอะ พวกเราจะได้ช่วยกันหาทางออก” หนิงลั่วไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว นางมีจิติญญาของผู้ใหญ่เต็มตัว เมื่อครู่ตอนพูดถึงพี่ใหญ่ แววตาของหนิงเวยดูไม่เป็ธรรมชาติเลย หนิงลั่วจึงจับสังเกตได้ทันที
“พี่ใหญ่ไม่ได้โกหกเ้าจริงๆ นะ บางทีพี่ใหญ่อยู่ที่นั่นคงจะมีชีวิตที่ดี อีกไม่นานนางอาจกลับมาพร้อมเงินก็ได้” หนิงเวยพยายามกลั้นน้ำตาสุดกำลัง และขณะที่พูดก็จงใจหลบตาหนิงลั่ว
ครั้นเห็นเช่นนั้น หนิงลั่วก็ยิ่งมั่นใจว่าพี่รองต้องปิดบังอะไรบางอย่างแน่ แต่ทำไมถึงไม่ยอมบอกล่ะ แล้วพี่ใหญ่ไปอยู่ที่ไหนกันแน่
จากท่าทีของเฉินซื่อกับย่าหนิง ก็ดูปกติดี ไม่มีอะไรผิดสังเกต หนิงลั่วจึงตัดสินใจเฝ้าสังเกตอย่างเงียบๆ ไปก่อน นางได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าพี่ใหญ่คงปลอดภัย และอาจจะไปทำงานที่ไหนสักแห่งเพื่อหาเงินก็ได้
พี่รองพูดเองว่าพี่ใหญ่จะกลับมาพร้อมเงิน นั่นหมายความว่าพี่ใหญ่อาจไปทำงานที่อื่น และไม่อยากให้พวกนางกังวล จึงไม่ได้บอก “ก็ได้ ข้าจะเชื่อท่านไปก่อน แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ท่านต้องบอกข้านะ พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน”
“น้องสาม เ้ากลายเป็คนที่พูดเก่งขึ้นนะ คำพูดของเ้าฟังดูเป็ทางการขึ้นมาก” หนิงเวยหัวเราะ
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หนิงลั่วตอบกลับอย่างภาคภูมิ นางไม่ได้รู้แค่ไม่กี่สำนวนเท่านั้นนะ ความรู้ของนางมีมากกว่านั้นอีกมาก
“พี่รอง พวกเราไปกันเถอะ หากยังชักช้าอยู่ กว่าจะกลับคงเย็นแน่” หนิงลั่วอยากขึ้นเขาให้เร็วที่สุด เผื่อจะเจออะไรที่มีค่า นางอาจโชคดีขุดพบสมบัติก็ได้
“ข้ายอมให้พวกเ้าไปก็ได้ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน ห้ามวิ่งซน ห้ามออกห่างจากสายตาข้า และห้ามเข้าไปในที่อันตราย” หนิงเวยเตือน
เมื่อได้รับอนุญาตจากหนิงเวย หนิงลั่วกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ร่าเริงขึ้นมาทันที ทั้งคู่หยิบของแล้ววิ่งนำหน้าออกไป
“ไปขึ้นเขากันเถอะ!” หนิงลั่วกล่าวอย่างร่าเริง
“ไปกันเลย! ไปเที่ยวข้างนอกกัน!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็สนุกสนานตามไปด้วย
ตอนนี้เป็่บ่าย แดดเริ่มแรงขึ้น อากาศก็ไม่หนาวเท่า่ฝนตกก่อนหน้านี้แล้ว ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว อากาศจึงกลับอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ถือเป็่เวลาที่เหมาะสำหรับการเดินขึ้นเขา
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเดินขึ้นเขาเป็เื่ที่เหนื่อยไม่น้อย ทางขึ้นเป็ทางดินลาดชันและสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรก หนิงลั่วกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงยังเต็มไปด้วยพลัง แต่หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง ทั้งสองเริ่มหอบแฮก แก้มแดงก่ำ ขาสั่นผับๆ
“ไหวหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องมาๆ” หนิงเวยมองพวกเขาด้วยสายตาเย้าหยอก ตอนนี้นางยังคงดูมีเรี่ยวแรงดีอยู่
หนิงลั่วไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นางกัดฟันพูดว่า “ข้าไม่เป็ไร ยังเดินไหวอยู่”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงเองก็ยังพยายามเดินต่อ แม้จะมีแขนขาสั้นๆ ของเด็กชายวัยห้าขวบ แต่เขาก็พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองอยู่รั้งท้าย!