Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 64 ขอผมสอบเป็นนักเวทเถอะ

    ตอนที่ 64 ขอผมสอบเป็นนักเวทเถอะ

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     


    “จริงหรอครับ”


    “เยี่ยมไปเลย! ในที่สุดผมก็ผ่านแล้ว!” เด็กน้อยดวงตาเป็นประกาย


    เมอร์ลินดีใจเป็นอย่างมากที่การสอบปากเปล่านี้จบลงด้วยดี


    ไม่ใช่ว่าเขาเกรงกลัวในคำถามของออสติน เพียงแต่เขารู้สึกเสียดายเวลาที่จะได้อ่านหนังสือในหอสมุดแห่งนั้น 


    แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้มันก็ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองรู้สึกสนุกกับการหมกมุ่นอยู่กับความรู้ทางวิชาการเหล่านี้มากกว่าการมุ่งเป้าไปที่การฝึกฝนพลังเวทอย่างแท้จริง


    ในความคิดของเมอร์ลินในตอนนี้ ความสามารถในด้านเวทมนตร์ก็แค่ส่วนเสริมที่ช่วยให้เขาเรียนรู้เวทยาศาสตร์เท่านั้น


    “คงดีใจที่จะได้อ่านหนังสือในหอสมุดต่อล่ะสิ” ออสตินกล่าวอย่างรู้ทัน เขาลูบเครายาวสีขาวอย่างพึงพอใจ


    “ก็ใช่น่ะสิครับ” เมอร์ลินยอมรับออกมาตรงๆ


    “ว่าแต่ผมสอบเทียบตอนนี้เลยไม่ได้หรอครับ?” 


    ชายชราส่ายศีรษะและเอ่ย “ไม่ได้หรอก เธอรู้ไหมว่าการทดสอบนี้ไม่ใช่การสอบธรรมดามันมีค่าใช้จ่ายสูงในการเปิดใช้งาน โชคดีที่มีคำร้องถึงการสอบนี้มากกว่าสิบคน พวกเขาจึงแบ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไป”


    “พวกเราเป็นคนจ่ายมันเองหรอครับ?” 


    “ใช่สิ เธอคิดว่ากระทรวงการศึกษาเป็นองค์กรการกุศลหรือยังไง การสอบครั้งนี้เธอจะต้องสอบโดยเครื่องซิมูเลชั่นที่ต้องจ่ายพลังงานเวทมนตร์จำนวนมหาศาล หากต้องจ่ายเป็นหินเวทคาดว่าค่าใช้จ่ายอาจบานมากกว่านี้ แต่โชคดีที่ผู้ที่จะร่วมสอบกับเธอเป็นคนใหญ่คนโต พวกเขาจึงสามารถใช้พลังเวทของตนเองเป็นตัวจ่ายพลังงานได้”


    “หมายความว่าคุณก็ต้องเข้าร่วมด้วยสินะครับ”


    “เรื่องนั้นแน่นอน แต่เธอไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องนี้หรอก เมื่อถึงวันสอบขอแค่เธอทำมันให้ดีก็พอ”


    ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวด้วยท่าทางที่ใจดี เขานั้นรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถลูกชายคนนี้เป็นอย่างมาก สำหรับการสอบครั้งนี้เขายังหวังลึกๆ เลยด้วยซ้ำว่าเมอร์ลินจะทำเรื่องนั้นได้สำเร็จ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงก็ตาม


    ขณะที่เขากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นเมอร์ลินก็พูดขึ้น


    “ผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอได้ไหมครับ?”


    “หืม?” ออสตินเลิกคิ้วขึ้น น้อยนักที่จะได้ยินเด็กน้อยขอร้องเขาแบบนี้


    “ว่ามาสิ”


    “ผมขอไปสอบเป็นนักเวทตอนนี้เลยได้ไหมครับ?” เมอร์ลินถามด้วยแววตาที่มุ่งมั่น


    ออสตินยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน ก่อนจะยื่นมือออกไปขยี้ผมสีเงินไปมา


    “เธออยากอ่านวิทยานิพนธ์รายงานงานวิจัยเหล่านั้นมากขนาดนี้เลยหรอ?”


    เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าลูกชายของเขาสนใจ หลังจากที่อยู่ด้วยกันมามากกว่าหนึ่งปี เขาก็รู้แล้วว่าเจ้าเด็กคนนี้ได้ตกเข้าสู่วังวนของแม่น้ำวิชาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    แต่ก็คาดไม่ถึงเล็กๆ ว่าเมอร์ลินจะมีความมุ่งมั่นมากขนาดนี้


    แต่เด็กที่ฝักใฝ่หาความรู้นั้นก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ?


    “ได้ งั้นวันนี้ฉันจะพาเธอไปทดสอบที่สมาคมนักเวทเอง”


    “จริงหรอครับ? จริงหรอ? เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?” 


    เมอร์ลินกระโดดโลดเต้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ไม่มีมาดของคุณชายน้อยผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป


    “แต่ทำไมถึงทำได้เร็วขนาดนี้ได้เลยล่ะครับ? มันไม่เหมือนการสอบเทียบหรอ?”


    เมอร์ลินระงับความตื่นเต้นแล้วหันมาเอ่ยถามออสตินอย่างสงสัย


    จริงอยู่ที่เขาได้อ่านหนังสือมามากมาย แต่หนังสือเหล่านั้นก็เป็นบันทึกความคิดและเรื่องราวในอดีต สถานการณ์ในปัจจุบันของสังคมยุคนี้ย่อมไม่มีหนังสือเล่มใดสามารถตามได้ทันอย่างแน่นอน แม้ว่าที่นั่นจะเป็นหนังสือจากหอสมุดประจำเมืองก็ตาม


    “การสอบเทียบเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการศึกษา ไม่มีใครสามารถเข้าเรียนที่ไหนก็ได้ตามใจชอบหรอกนะ ส่วนการทดสอบรับเข็มกลัดเวทนั้นเป็นเรื่องของสมาคมเวทมนตร์ซึ่งขึ้นตรงกับสภาเวทมนตร์โดยตรง ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าทดสอบเป็นนักเวทได้ ขอเพียงคนคนนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านพลังเวท” ออสตินกล่าวอธิบาย


    “ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันเลยได้ไหมครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาเดินเข้าไปควงแขนชายชราหมายจะให้อีกฝ่ายพาเขาไปในตอนนี้


    “เจ้าลูกคนนี้ช่างรีบร้อนเสียจริง ได้ ได้ ได้ ไปก็ไป”


    ศาสตราจารย์ออสตินทนความกระร่อนของเด็กน้อยผมเงินไม่ไหว จึงได้ตามใจอีกฝ่าย


    มืออันเหี่ยวย่นหยิบตราสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะกระตุ้นการทำงานของมันแล้วเอ่ยออกมาว่า “มาร์เทล ฉันกับเมอร์ลินกำลังจะไปทำธุระที่สมาคมนักเวท ช่วยเตรียมรถม้าให้ฉันที”


    ตอนนั้นเองตราสัญลักษณ์ก็เรืองแสงแล้วเปร่งคำพูดออกมา “ได้ครับ อีกสิบนาทีผมจะนำรถม้าไปรอที่หน้าโรงแรม”


    เมอร์ลินมองการกระทำนี้ด้วยรอยยิ้ม


    ตราสัญลักษณ์นั้นคืออุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า “ตราสื่อสาร” แน่นอนว่ามันถูกประดับด้วยหินเวทที่เป็นแหล่งพลังงานและถูกสลักด้วยค่ายกลสื่อสาร


    ซึ่งตราสื่อสารชิ้นนี้จะสามารถติดต่อกับผู้ที่ถือครองตราสื่อสารอีกชิ้นหนึ่งที่ผูกค่ายกลเข้าหากันโดยจะสามารถสื่อสารกันในระยะห้าร้อยเมตรได้


    นั่นหมายความว่ามาร์เทลนั้นอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา มันจึงสามารถใช้งานได้


    “ไปกันเถอะ อีกเดี๋ยวมาร์เทลก็นำรถม้ามารอพวกเราข้างล่างแล้ว”


    “ครับ”


    สองพ่อลูกพักอยู่โรงแรมที่หรูหราสิบชั้น มันมีลิฟท์ที่ใช้ขนส่งขึ้นลง แน่นอนว่าราคาที่พักของที่นี่ต้องแพง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถบริการแบบมีลิฟท์ได้ เพราะการใช้ลิฟท์ในแต่ละครั้งต้องใช้พลังเวทจากหินเวทจำนวนไม่น้อย


    สำหรับทฤษฎีการสร้างลิฟท์ เมอร์ลินก็มีความรู้เรื่องนี้เช่นกัน เพราะลิฟท์นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากทฤษฎีกลศาสตร์คลาสสิคของจ้าวแห่งเวท เพลโต และทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของจ้าวแห่งแรงโน้มถ่วง ไอแซค


    การจะสร้างอุปกรณ์เวทแต่ละชิ้นจำเป็นต้องใช้องค์ประกอบและความรู้หลายอย่าง มันไม่เพียงแค่มีนักประดิษฐ์อย่างเดียว แต่ยังต้องได้รับความร่วมมือจากนักรูนศาสตร์ นักวัสดุ หรือนักวิจัยค่ายกล


    ทั้งหมดล้วนต้องได้รับการร่วมมือและสนับสนุนกันถึงจะเกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถใช้งานพวกมันได้อย่างสะดวกสบายเช่นนี้


    ทันทีที่สองพ่อลูกมาถึงชั้นล่าง พวกเขาก็พบว่ามาร์เทลได้รอพวกเขาอยู่แล้ว


    “คุณทำงานได้ดีมาก” เมอร์ลินที่พบกับมาร์เทลยกนิ้วโป้งให้พร้อมรอยยิ้ม


    “เชิญครับ” มาร์เทลกล่าวอย่างมีมารยาท


    ไม่นานรถม้าของพวกเขาก็ทะยานออกจากโรงแรมที่พักและมุ่งหน้าไปยังสมาคมนักเวทของเมืองวินเซน

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน