ตอนที่ 28
เื่ใหญ่
“วันนี้มันอะไรกันนักกันหนานะ” ในขณะที่ห้องรับแขกของหวังอี้ฝู่กำลังตึงเครียดฝ่ายหลัวลี่จูบุตรสาวของเ้าเมืองที่ถูกไล่ออกมากลับแสดงท่าทีไม่พอใจทั้งยังไม่เข้าใจอีกด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้น่นี้บิดาของนางดูแปลกกว่าปกติมากทั้งๆที่ฐานะเ้าเมืองของเขาทำให้ทุกคนในเมืองต้องก้มหัวให้แท้ๆแต่วันนี้ทั้งาุโหวังอะไรนั่นทั้งแขกอีกคนที่เข้ามาอย่างเสียมารยาทเองก็ไม่แม้แต่จะก้มหัวให้บิดาของนางแม้แต่น้อย
“เป็เพราะเ้านั่นแท้ๆ...”หลัวลี่จูทำหน้าบึ้งออกมาเมื่อนึกถึงเ้าคนสวมหน้ากากผู้ทำร้ายคุณชายจ้าวจนาเ็ไม่รู้หรอกว่าทำไมบิดาของนางถึง้าให้นางขอโทษมันขนาดนั้นแต่หากนางไม่ทำพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้นางก็คงต้องติดตามบิดามายังเรือนของาุโหวังอีกเป็แน่เช่นนั้นนางก็แค่เข้าไปคุยกับเ้าคนสวมหน้ากากนั่นด้วยตัวเองแล้วค่อยกลับไปบอกบิดาว่านางขอโทษมันไปแล้วพอ
“เรือนออกจะใหญ่โต แต่กลับไม่บ่าวรับใช้แค่หยิบมือเช่นนี้เทียบอะไรกับบ้านของข้าไม่ได้เลย”ระหว่างเดินเข้าไปในเขตเรือนภายใน หลัวลี่จูกลับไม่วายบ่นเื่สภาพเรือนของหวังอี้ฝู่ขึ้นมานางไม่ทราบหรอกว่าตาแก่นั่นเป็ใครมาจากไหนถึงได้ทำตัวไม่มีความเคารพกับบิดาของนางเลยแต่เท่าที่ดูจากสภาพของตัวเรือนแล้วก็ไม่น่าจะร่ำรวยอะไร ถึงพื้นที่จะใหญ่โตแต่สวนกลับไม่มีดอกไม้หายากหรือของประดับล้ำค่าเลยแม้แต่ชิ้นเดียวและนอกจากบ่าวรับใช้แล้วบ้านหลังนี้ยังแทบไม่มีผู้คุ้มกันเลยสักคน..
“จูอิง เ้าช่วยข้าทดสอบเคล็ดวิชาหน่อยได้หรือไม่”ระหว่างหลัวลี่จูกำลังลึกเข้าไปในเรือนของหวังอี้ฝู่อยู่ๆนางก็ได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังออกมาจากสวนที่อยู่ด้านใน ยิ่งหลัวลี่จูเดินเข้าไปใกล้เสียงนั่นเท่าไหร่นางก็ยิ่งสามารถมองเห็นรูปร่างของคนสองคนที่กำลังยืนอยู่ใต้ร่มไม้ริมสวนหน้าห้องหนังสือได้ชัดเจนมากขึ้น
“ท่านหมายถึงวิชามนตร์เสน่ห์หรือเ้าคะ”หลัวลี่จูฟังไม่ออกว่าทั้งสองคุยเื่อะไรกันแต่ยามได้เห็นหน้ากากบนใบหน้าของชายผู้นั้นหลัวลี่จูก็มั่นใจได้ทันทีว่าผู้ชายที่อยู่ตรงนั้นคือเ้าหน้ากากที่ทำร้ายคุณชายจ้าวแน่ๆเช่นนั้นนางก็แค่เข้าไปแล้วสั่งให้มันกลับไปบอกตาแก่นั่นว่านางได้ทำการขอโทษไปแล้วก็เป็อันจบ...
“ใช่ ตอนนี้ข้าลองฝึกฝนตามเคล็ดวิชาแล้วผลของมันน่าจะรุนแรงขึ้นข้าอยากให้เ้าลองทดสอบดูหน่อยว่ามันรุนแรงมากขึ้นแค่ไหน” ยามหลัวลี่จูเดินเข้าไปใกล้อยู่ๆชุนหยางก็ถอดหน้ากากของตัวเองออกทำเอาเท้าของหลัวลี่จูหยุดชะงักไปทันที
“...” ใครจะไปคิดกันว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากนั้นจดงดงามถึงเพียงนี้หากเทียบกับคุณชายจ้าวที่หล่อเหลาอยู่แล้วชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังหล่อเหลากว่า...ไม่สิการเอาคุณชายจ้าวไปเทียบกับเทพบุตรท่านนี้ออกจะเสียมารยาทเกินไป
“เป็อย่างไรบ้าง” ชุนหยางที่กำลังทดสอบมนตร์เสน่ห์อยู่ถามไปทางจูอิงแต่คนที่รีบตอบคำถามอยู่ภายในใจกลับเป็หลัวลี่จูเสียอย่างนั้นหากท่านขอข้าแต่งงานตรงนี้ข้าก็จะรีบตอบรับอย่างไม่ลังเลเลยทีเดียว ส่วนเื่ที่ท่านทำร้ายคุณชายจ้าวนางก็จะไม่คิดโกรธอีกต่อไปไม่สินางควรจะโกรธคุณชายจ้าวที่บังอาจเอาร่างไปรับฝ่ามือของคุณชายท่านนี้สิถึงจะถูก
“ข้าก็ยังรักท่านเหมือนเดิมเ้าค่ะ”จูอิงยามจ้องมองดวงตาของชุนหยางกลับยิ้มหวานออกมาก่อนจะกอดแขนของชุนหยางเอาไว้แน่นไม่เกี่ยวหรอกว่ามนตร์เสน่ห์จะรุนแรงขึ้นหรือไม่แต่นางตกหลุมรักชุนหยางอยู่แล้วก็ไม่ต่างจากต้องมนตร์อยู่แล้วหรอก
“แล้วแบบนี้ล่ะ ข้าลองลดผลของมนตร์เสน่ห์ลงเ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ชุนหยางยิ้มเจื่อนๆออกมาก่อนจะทดลองใช้การควบคุมไอมารเพื่อลดผลของมนตร์เสน่ห์ลงเพียงแต่ท่าทีของจูอิงกลับไม่ต่างไปจากเดิมเลย
“ข้าก็ยังรักท่านอยู่ดีเ้าค่ะ แถมมนตร์เสน่ห์ก็ไม่น่าจะใช้กับมารราคะด้วยกันได้นะเ้าคะ”จูอิงหัวเราะออกมาเบาๆระหว่างหยอกล้อชุนหยางด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเริ่มฝึกนางเคยโดนมนตร์เสน่ห์ของชุนหยางมาก่อน พริบตาที่ชุนหยางถอดหน้ากากต่อหน้านางในคืนนั้นจูอิงก็รู้แล้วว่ามนตร์เสน่ห์นั้นเป็เช่นไรแต่หลังจากฝึกฝนวิชามารราคะตามที่ชุนหยางบอกนางก็ััถึงมนตร์เสน่ห์นั้นไม่ได้อีกเลยสำหรับนางแล้วความรู้สึกที่นางมีอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะผลของมนตร์เสน่ห์แต่เป็เพราะนางรักชุนหยางจริงๆ
“แบบนี้ก็ทดสอบไม่ได้สิ พวกพี่ๆองครักษ์ก็เป็คนของสำนักปราบมารด้วยแถมพวกเขายังเป็ผู้ชายกันหมดอีกต่างหาก”ชุนหยางก็ดีใจอยู่หรอกที่จูอิงบอกรักตนเช่นนี้ แต่หากจูอิงไม่ได้รับผลจากมนตร์เสน่ห์เช่นนั้นชุนหยางจะทดสอบวิชานี้อย่างไรกัน..
“ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมพวกองครักษ์ถึงรีบร้อนกันออกไปนักนะ” พอพูดถึงองครักษ์ทั้งสี่ของหวังอี้ฝู่แล้วจูอิงก็แสดงท่าทีสงสัยออกมาเพราะก่อนหน้านี้พวกเขา2 คนยังอยู่เฝ้าชุนหยางและจูอิงอยู่ในห้องหนังสือเลยแท้ๆ แต่อยู่ๆพวกเขาก็ขอตัวออกไปด้วยท่าทีแตกตื่นไม่ทราบว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่
.
.
.
วูบ...
ร่างของฉินิผู้สวมใส่หน้ากากกวางและเยี่ยนเหวินผู้สวมใส่หน้ากากหมูพุ่งผ่านเรือนของหวังอี้ฝู่ด้วยวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็วจนบรรลุถึงห้องรับแขกในไม่กี่อึดใจอยู่ๆพวกเขาก็ััได้ว่ามีกลุ่มก้อนพลังิญญามหาศาลรุกล้ำเข้ามาในเรือนของหวังอี้ฝู่ระดับพลังขนาดนั้นทำเอาเื่เฝ้าระวังชุนหยางกลายเป็เื่เล็กไปเลย
“ศิษย์น้องอี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”ฉินิเพิ่งจะรุดมาถึงกลับพบว่า อี้เทียนเฉิน ผู้สวมใส่หน้ากากอินทรีกลับไม่ได้เข้าไปในห้องรับแขกแถมยังยืนพิงกำแพงราวกับเหตุการณ์ปกติเสียอย่างนั้น
“ไม่มีอะไร พลังิญญานั่นเป็ของท่านถังเหว่ย”อี้เทียนเฉินตอบออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพราะถ้าพลังิญญานั้นเป็ของถังเหว่ยจริงก็ไม่มีเื่อะไรต้องกังวลเพราะถังเหว่ยเป็คนฝ่ายเดียวกันกับสำนักปราบมารเอง
“ท่านถังเหว่ยมาเช่นนี้ก็หมายความว่า...”ถึงจะวางใจเื่ผู้บุกรุกไปได้ แต่ใบหน้าของฉินิกลับดูกังวลเสียยิ่งกว่าเดิมอีกเพราะการที่ผู้ติดตามเดินทางมาที่นี่ก็หมายความว่าท่านผู้นั้นน่าจะมาด้วย..
“ท่านพี่...วันนี้มาหาข้ามีเื่อะไรงั้นหรือ”ขณะเดียวกันภายในห้องรับแขกนั้น ท่าทีของหวังอี้ฝู่ดูจะอ่อนน้อมเป็อย่างมากเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านพี่ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างกะทันหัน หากดูจากรูปร่างภายนอกแล้วไม่ว่าจะมองอย่างไรทั้งสองกลับดูไม่เหมือนพี่น้องกันเสียเท่าไหร่เพราะฝั่งหนึ่งเป็ตาลุงหน้าตาเหมือนโจรป่าที่ดันมีความรู้มากมายส่วนอีกฝั่งหนึ่งกลับดูเป็ชายวัยกลางคนผู้แต่งกายอย่างสะอาดสะอ้านและดูฐานะราวกับขุนนาง
“ข้าจะมาเยี่ยมน้องชายที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของข้าบ้างมันจำเป็ต้องมีเื่อะไรด้วยงั้นหรือเ้าเมืองกวางจิ้ง”พี่ชายของหวังอี้ฝู่หัวเราะออกมาก่อนจะหันไปถามความเห็นจากเ้าเมืองกวางจิ้งที่กำลังนั่งเหงื่อตกแล้วตกอีกอยู่ข้างๆนี่มันบทลงโทษที่ตนสั่งสอนบุตรหลานได้ไม่ดีหรืออย่างไรถึงต้องมาเจอเื่เช่นนี้
“พระองค์...ย่อมทำได้อยู่แล้วพระเ้าข้า”เ้าเมืองกวางจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทาพร้อมทั้งประสานมือก้มหัวอย่างนอบน้อมเป็อย่างยิ่งอยู่ๆตนเองก็ต้องมานั่งขั้นกลางระหว่างองค์จักรพรรดิกับเ้าชายผู้เคยแย่งชิงบัลลังก์กันมาก่อนเช่นนี้จะให้เอาขวัญไปอยู่ตรงส่วนไหนกัน
“แน่นอนว่าข้าจะมาเยี่ยมน้องชายต่างแม่ของข้าเฉยๆก็ได้แต่ครั้งนี้ที่ข้ามาเพราะเ้าสำนักปราบมารรายงานเื่น่าสนใจให้ข้าได้ฟังนี่สิ”พี่ชายของหวังอี้ฝู่หรือก็คือ พระเ้าเทียนอวี้ ผู้ครองตำแหน่งองค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรหลงเหมินคนปัจจุบันพูดเื่ที่ได้รับรายงานมาจากเ้าสำนักปราบมารขึ้นมา
“เื่น้าสนใจงั้นหรือ ท่านเ้าสำนักถึงกับต้องรายงานท่านโดยตรงคงจะเป็เื่ใหญ่น่าดู”แน่นอนว่าหวังอี้ฝู่ย่อมเดาได้ว่าเทียนอวี้หมายถึงสิ่งใดแต่หวังอี้ฝู่ก็ยังรักษาท่าทีเอาไว้ให้แน่ใจก่อนว่าตนเข้าใจถูกต้องหรือไม่
“ย่อมเป็เื่ใหญ่อยู่แล้ว เ้าเองก็น่าจะทราบว่าอาณาจักรของข้าโดนวิชามารกัดกร่อนไปเท่าไหร่ผู้ฝึกฝนพลังิญญารุ่นใหม่โดนพวกผู้ฝึกฝนวิชามารสังหาร ไอ้พวกผู้ฝึกฝนวิชามารเองก็ตั้งตัวเป็ศัตรูกับอาณาจักรแล้วน้องชายข้าผู้ซึ่งข้าไว้ใจให้เข้าไปดูแลสำนักปราบมารคอยกำจัดผู้ฝึกฝนวิชามารกลับรับผู้ฝึกฝนวิชามารเอาไว้ถึงสองคนแถมยังดูแลพวกมันเอาไว้อีก เื่นี้ใหญ่พอหรือไม่”ยามพูดถึงวิชามารผู้ที่เดือดดาลที่สุดย่อมเป็เทียนอวี้อย่างไม่ต้องสงสัย ในการต่อสู้ระหว่างอาณาจักรกำลังของผู้ฝึกฝนพลังิญญานั้นสำคัญเป็อย่างมากขอเพียงมีผู้ฝึกฝนพลังิญญาระดับสูงสักคนก็สามารถทำลายกองทัพอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายและในทางกลับกันหากในกองทัพอีกฝ่ายมีผู้ฝึกฝนพลังิญญาระดับสูงกองทัพฝ่ายหลงเหมินก็แตกพ่ายได้อย่างง่ายดายเช่นกันแถมการฝึกฝนของผู้ฝึกฝนพลังิญญาแต่ละคนให้เข้าถึงระดับสูงนั้นต่างก็ใช้เวลาเนิ่นนานเกือบชั่วชีวิตคนทรัพยากรที่เรียกว่าผู้ฝึกฝนพลังิญญานี้จึงมีค่าเป็อย่างมาก แต่การปรากฏของวิชามารกลับทำให้สังคมของผู้ฝึกฝนพลังิญญาเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงเพราะผู้ฝึกฝนวิชามารส่วนใหญ่จะคลุ้มคลั่งสังหารผู้อื่นใน่แรกๆที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาและเหยื่อที่มักจะพบบ่อยก็คือเหล่าผู้ฝึกฝนวิชาที่ร่วมฝึกฝนมากับผู้ฝึกวิชามารนั่นเองกว่าวังหลวงจะรู้ตัวและสั่งทำลายวิชามารความเสียหายต่อผู้ฝึกฝนวิชามารรุ่นใหม่ก็บานปลายไปเสียแล้วแถมเหล่าผู้ฝึกฝนวิชามารบางส่วนก็ยังเพิ่มพูนพลังจนแก่กล้าและกลายเป็ฝ่ายตรงข้ามกับวังหลวงอีกต่างหาก
“ถังเหว่ยไอ้มารตนนั้นมันมีพลังระดับไหน” ไม่รอให้หวังอี้ฝู่ได้แก้ตัวเทียนอวี้พลันสั่งให้ผู้ติดตามสำรวจพลังของผู้ฝึกฝนวิชามารที่อยู่ด้านหลังเรือนทันทีแน่นอนว่าถังเหว่ยผู้เป็องครักษ์ขององค์จักรพรรดิย่อมสามารถตรวจสอบจากระยะไกลเช่นนี้ได้แถมเขายังรู้วิธีตรวจสอบพลังมารเหมือนสำนักปราบมารอีกด้วย
“เป็ระดับสมบูรณ์แล้วขอรับ” ถังเหว่ยตอบด้วยท่าทีนิ่งเฉยแต่ใบหน้าของเทียนอวี้ยามได้ยินว่าระดับพลังของชุนหยางเลื่อนข้ามระดับ ก่อกำเนิด และระดับเสริมสร้างขึ้นมาอยู่ระดับสมบูรณ์แล้วนั้นกลับเต็มไปด้วยไฟโทสะ ระดับพลังของมันจะต้องฆ่าคนมาแล้วมากมายแน่ๆ
“ไปฆ่าพวกมัน”พริบตาที่คำสั่งของเทียนอวี้ลั่นออกมา ร่างของถังเหว่ยก็หายวับไปจากเื้ัเทียนอวี้ราวกับภูตพรายทำเอาหวังอี้ฝู่ที่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาถึงกับใจหายวาบถังเหว่ยนั่นเป็หนึ่งในผู้ฝึกฝนพลังิญญาที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดินหลงเหมินไม่มีทางเลยที่ชุนหยางจะรอดชีวิตไปจากเขาได้