ตอนที่ 4: ชัยชนะเล็กๆ และก้าวที่ยิ่งใหญ่
อาจารย์เว้นจังหวะไปชั่วอึดใจหนึ่งราวกับจะแกล้งให้ทุกคนหัวใจวายเล่น ก่อนจะประกาศชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“...นักเรียนจากโรงเรียนของเรา... นายเตชินท์ ครับ!”
สิ้นเสียงประกาศ... ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ราวกับว่าหูของทุกคนพร้อมใจกันได้ยินผิดเพี้ยนไป เตชินท์งั้นหรือ? ไอ้ชินเด็กเรียนกลางๆ ที่ไม่เคยมีผลงานโดดเด่นอะไรเลยเนี่ยนะ ชนะเลิศระดับประเทศ?
แล้วเสียงฮือฮาที่ไม่เชื่อหูก็ดังะเิขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อนบางคนหันขวับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม บางคนกระซิบกระซาบกัน ส่วนคนที่นั่งใกล้ที่สุดอย่างตั้มถึงกับอ้าปากค้าง หันมาตบไหล่เขาป้าบๆ
“เฮ้ย! ไอ้ชิน! จริงดิ! มึงเนี่ยนะ!”
ตั้มะโเสียงดังด้วยความใระคนกับความดีใจ
เตชินท์ทำได้เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองา เขารู้อยู่แล้ว... เขามั่นใจในสิ่งที่เขียนลงไปเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่การได้ยินมันประกาศออกมาจริงๆ ก็ยังทำให้เืในกายสูบฉีดอย่างรุนแรง นี่คือชัยชนะเล็กๆ ครั้งแรก... ชัยชนะที่กำลังจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
“ขอเสียงปรบมือดังๆ ให้กับเตชินท์เพื่อนของเราหน่อย!”
เสียงของอาจารย์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวไปทั่วทั้งห้อง มันเป็เสียงปรบมือที่เจือด้วยความทึ่ง ความประหลาดใจ และความยอมรับอย่างแท้จริง
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ชื่อของ ‘เตชินท์’ เด็กนักเรียน ม.6/4 ก็กลายเป็หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด จากเด็กหนุ่มที่แทบจะไร้ตัวตนในสายตาคนส่วนใหญ่ บัดนี้เขากลายเป็ดาวเด่นของโรงเรียนไปในชั่วข้ามคืน
เย็นวันนั้น เตชินท์ไม่ได้กลับบ้านทันที เขาถูกเรียกตัวไปที่ห้องผู้อำนวยการ ซึ่งมีทั้งอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ที่ปรึกษานั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเป็พิเศษ
“ครูขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ นะเตชินท์ เธอสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนของเรามาก” ผู้อำนวยการกล่าวชมเชย “ครูอ่านเรียงความของเธอแล้วต้องบอกตามตรงว่าทึ่งมาก วิสัยทัศน์กว้างไกลเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันไปมาก... ไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหนกัน บอกครูได้ไหม”
นี่คือคำถามที่เขารู้ดีว่าจะต้องเจอ
“ผมก็แค่... ชอบอ่านหนังสือหลายๆ แนวครับท่าน ผอ.” เตชินท์ตอบอย่างสุขุมและถ่อมตนตามบทที่เตรียมไว้ “ทั้งหนังสือธุรกิจ นิตยสารต่างประเทศ แล้วก็ชอบดูข่าวเศรษฐกิจครับ พอดูเยอะๆ ก็เลยลองเอามาปะติดปะต่อเื่ราวดู ไม่คิดว่าจะถูกใจกรรมการเหมือนกันครับ”
คำตอบของเขาดูสมเหตุสมผลและไม่ได้น่าสงสัยอะไร เหล่าคณาจารย์ต่างพยักหน้าด้วยความชื่นชมในความใฝ่รู้ของเขา หลังจากพูดคุยแสดงความยินดีและถ่ายรูปเพื่อนำไปติดบอร์ดประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเสร็จเรียบร้อย เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้
เตชินท์เดินออกจากโรงเรียนในตอนเย็นย่ำ แสงแดดสีส้มอ่อนๆ ทาบทอลงบนถนน เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ ความรู้สึกของผู้ชนะมันช่างหอมหวานเช่นนี้นี่เอง แต่เขาก็รีบดึงสติตัวเองกลับมา... นี่มันเป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นพ่อกับแม่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองท่านคงจะได้รับโทรศัพท์จากทางโรงเรียนแล้วเป็แน่
“ตาชิน!” แม่เป็คนแรกที่วิ่งเข้ามากอดเขาแน่น น้ำตาแห่งความปลื้มปีติไหลอาบแก้ม “แม่ได้ยินจากครูแล้วนะลูก... จริงเหรอลูกที่หนูชนะที่หนึ่งระดับประเทศเลย”
“ครับแม่” เขากอดตอบผู้เป็แม่ ความอบอุ่นที่คุ้นเคยทำให้หัวใจที่เคยด้านชากลับมาอ่อนนุ่มอีกครั้ง
พ่อเดินเข้ามายืนข้างๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาของท่านก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ท่านยกมือขึ้นมาตบที่บ่าของเขาเบาๆ “เก่งมาก... ลูกพ่อ”
เพียงแค่สามคำสั้นๆ แต่มันกลับมีพลังยิ่งกว่าคำชื่นชมใดๆ ในโลก
คืนนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของบ้านเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยมีแต่ความเงียบงันและความเหนื่อยล้า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม พ่อกับแม่ซักถามเขาไม่หยุดเกี่ยวกับเื่เรียงความ เตชินท์ก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ โดยใช้เหตุผลเดียวกับที่บอกผู้อำนวยการไป
“ไม่น่าเชื่อเลยนะพี่ ว่าตาชินของเราจะสนใจเื่ยากๆ แบบนี้” แม่พูดกับพ่อ แต่สายตาก็จ้องมองลูกชายไม่วางตา “ปกติเห็นเอาแต่อ่านการ์ตูน เล่นเกม”
“คนเรามันก็ต้องมีโตขึ้นกันบ้างล่ะน่า” พ่อตอบ แต่ก็ยังคงมีแววแห่งความสงสัยเจืออยู่ในดวงตา “แต่ก็ดีแล้วล่ะ รู้จักคิดรู้จักอ่านแบบนี้ พ่อก็สบายใจ”
เตชินท์รู้ดีว่าพ่อแม่คงจะยังประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขาไปอีกพักใหญ่ แต่นี่คือสิ่งที่เขา้า... เขาได้สร้าง ‘ความน่าเชื่อถือ’ ขึ้นมาในสายตาของพ่อแม่ได้สำเร็จแล้ว
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา พิธีมอบรางวัลก็ถูกจัดขึ้นอย่างเป็ทางการที่หอประชุมใหญ่ของธนาคารในใจกลางกรุงเทพฯ เตชินท์ในชุดนักเรียนที่รีดมาอย่างดีที่สุดในชีวิต ขึ้นไปรับโล่รางวัลและซองเงินสดมูลค่า 50,000 บาท จากมือของผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงปรบมือจากผู้คนมากมาย
วินาทีที่มือของเขาัักับซองสีน้ำตาลหนาๆ ปึกนั้น... หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน
นี่ไม่ใช่แค่กระดาษ... แต่มันคือ ‘ะุนัดแรก’ สำหรับาที่กำลังจะเริ่มขึ้น มันคือ ‘อิสรภาพ’ ในการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างด้วยตัวเอง มันคือ ‘อำนาจต่อรอง’ ที่เขาไม่เคยมีในชีวิตที่แล้ว
หลังจากกลับมาถึงบ้านในตอนค่ำ เตชินท์ก็เรียกพ่อกับแม่มานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารตัวเดิม
เขาเปิดซองสีน้ำตาลออก แล้วหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทปึกใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ แสงไฟในบ้านส่องกระทบมันจนดูสว่างไสว พ่อกับแม่มองเงินก้อนนั้นด้วยสายตาที่ไม่เคยเห็นเงินสดจำนวนมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เตชินท์นับเงินออกมาสองหมื่นบาท แล้วเลื่อนไปตรงหน้าแม่
“นี่ครับแม่... ผมให้”
แม่สะดุ้ง เบิกตากว้าง “จะบ้าเหรอลูก! นี่มันเงินรางวัลของหนูนะ หนูเก็บเอาไว้เป็ทุนเรียนต่อเถอะลูก”
“ผมมีพอแล้วครับแม่” เตชินท์พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง “เงินส่วนนี้ผมอยากให้แม่เอาไปใช้จ่ายในบ้าน เอาไปซื้อของที่อยากได้ หรือเอาไปพักผ่อนบ้าง... ที่ผ่านมาพ่อกับแม่เหนื่อยมามากแล้ว”
จากนั้นเขาก็นับเงินอีกหนึ่งหมื่นบาท ยื่นให้พ่อ “ส่วนนี่ของพ่อครับ ผมอยากให้พ่อเอาไปซื้อเครื่องมือช่างดีๆ หรืออะไรก็ได้ที่พ่ออยากได้”
พ่อมองหน้าเขานิ่ง ดวงตาของท่านฉายแววซับซ้อน ทั้งตื้นตัน ทั้งประหลาดใจ และมีความภูมิใจฉายชัดออกมาอย่างที่สุด
“แกโตขึ้นมากจริงๆ นะ...ไอ้ลูกชาย” พ่อพูดเสียงเครือ ก่อนจะรับเงินก้อนนั้นมาถือไว้ในมือที่เริ่มสั่นเทา
แม่น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจและความตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง ท่านไม่เคยคิดฝันว่าลูกชายที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหน จะเติบโตขึ้นมาเป็ที่พึ่งของครอบครัวได้อย่างน่าภาคภูมิใจเช่นนี้
คืนนั้น เตชินท์เหลือเงินติดตัวอยู่สองหมื่นบาท เขายืนกอดอกมองเงินก้อนนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของเขา มันอาจจะดูไม่มากนักสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขา... มันคือเงินทุนที่มากพอที่จะใช้จุดไฟปฏิวัติร้าน ‘รุ่งอรุณ’ ให้ลุกโชนขึ้นมาได้แล้ว
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปยังส่วนของร้านค้าที่มืดสนิทอยู่ชั้นล่าง
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง
‘เอาล่ะ... ได้เวลาเริ่มยกแรกกันแล้ว’