Otter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ

    Chapter 36 : เอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ด

    ตอนที่ 36 : เอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ด

     

    เสียงดนตรีแจ๊สจากวงดนตรีเล่นคลอไปเบาๆ ท่ามกลางเหล่าสุภาพบุรุษในชุดสูทหลากสีและเหล่าสุภาพสตรีในชุดเดรสแสนสวย บางคนนั้นนั่งทานอาหารสุดหรูที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะ บางคนก็ยืนคุยกันอยู่โดยมีแก้วไวน์อยู่ในมือของพวกเขา

    ข้างๆ โต๊ะยาวที่เรียงรายไปด้วยจานอาหารมากมาย มีชายหนุ่มผมทองดวงตาสีฟ้าในชุดสูทสีน้ำเงินสุดเนียบยืนอยู่

    เขามีคิ้วสีทองหนากับใบหน้าคมพร้อมทั้งจมูกโด่งสวย รูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายและกล้ามเนื้อมีขนาดพอเหมาะกับรูปร่างของเขาช่างเข้ากับชุดสูทที่สวมอยู่ไม่น้อย และหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการอยู่แล้วยิ่งดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีกในยามที่ใบหน้านั้นเผยรอยยิ้มออกมา

    สุภาพบุรุษท่านนี้กำลังยืนคุยอยู่กับสุภาพสตรีท่านหนึ่งอยู่ เธอสวมชุดเดินเกาะอกสีน้ำเงินเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่กำลังพูดคุยกับเธอ

    ใบหน้ารูปทรงเพชรที่ทำให้เห็นสันกรามชัดเจน คิ้วสีทองเรียว จมูกโด่งคมสัน ดวงตาอันงดงามราวกับมีประปรายระยิบระยับและเมื่อรวมกับผมสีบลอนด์ที่ถูกเกล้าไว้ เผยให้เห็นถึงแผ่นหลังอันขาวเนียนจากข้างหลัง ยิ่งทำให้เธอดูสง่ายิ่งขึ้นไปอีก

    “เป็นไง เข้าสังคมจริงๆ จังๆ ครั้งแรก” เสียงหวานเอ่ยถามชายหนุ่ม

    “เหนื่อย ต้องปั้นหน้าทำตัวสุขุมตลอด ยิ่งเมื่อกี้ที่ไปอยู่ในวงของพวกนักธุรกิจนะ ฟังไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิดว่าคุยไรกันอยู่” เขาตอบกลับพร้อมกับทำท่าทางเหนื่อยหน่าย

    “ฮ่าฮ่า ช่วยไม่ได้นะ ก็อยากจะแต่งงานกับลูกหลานขุนนางเก่าทำไมล่ะ” เธอเอ่ยเหน็บแนม

    และเมื่อชายหนุ่มในชุดสูทได้ยินประโยคดังกล่าว เขาก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือเอาแขนไปโอบเอวหญิงสาวเอาไว้ พลางกล่าว

    “แหม ช่วยไม่ได้เนอะ ใครใช้ให้คุณมาหว่านเสน่ห์ใส่ผมล่ะคุณนายสมิธ”

    หญิงสาวไม่ได้มีอาการขัดขืนแต่อย่างใด เธอยกมือข้างหนึ่งที่ถือแก้วไวน์เอาไว้ไปคล้องคอชายหนุ่มพลางมองเขาด้วยสายตาอันหวานฉ่ำ

    “ยังสักหน่อย เป็นแค่ว่าที่คุณนายสมิธเฉยๆ เหอะ” เธอตอบ

    “อีกไม่นานหรอก แค่เดือนเศษๆ”

    เขากล่าวพลางยิ้มก่อนจะขยับอ้อมกอดให้แนบแน่นยิ่งขึ้นและค่อยๆ โน้มหน้าลงไปหาหญิงสาวเพื่อที่ต้องการจะจุมพิตว่าที่เจ้าสาวของเขา

    “อะแฮ่ม” แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้แสดงความรักใส่กัน เสียงกระแอมก็พลันดังขึ้นใกล้ๆ บริเวณที่พวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่

    คู่รักชายหญิงหันไปยังต้นเสียงทันที เผยให้เห็นหญิงสาววัยรุ่นสองคน คนหนึ่งสวมชุดเดรสสั้นสีครีมอ่อน ส่วนอีกคนสวมเดรสยาวเปิดไหล่สีดำ

    หญิงสาวผู้สวมชุดเดรสสั้นสีครีมนั้นมีหน้าตาคล้ายกับหญิงสาวในชุดเดรสเกาะอกสีน้ำเงิน ผมสีบลอนด์ ใบหน้าทรงเพชร คิ้วเรียว จมูกโด่งสวย ริมฝีปากสีชมพูแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองต่างกันก็คือ เธอคนนี้เด็กกว่า

    ส่วนหญิงสาวอีกผู้สวมชุดเดรสเปิดไหล่สีดำนั้น เธอมีใบหน้ารูปไข่ ขนคิ้วสีดำหน้าที่ถูกกันให้เรียวคม จมูกแม้จะไม่ได้โด่งมากแต่ก็เข้ากับทรงหน้าอย่างแปลกประหลาด

    ผิวของเธอนั้นมีสีน้ำตาลเข้มเนื่องจากเธอมีเชื้อสายจากทางฝั่งแอฟริกา ผมทรงของเธอคือทรงเดทร็อคที่ปล่อยยาวไปถึงกลางหลัง

    ผู้คนมากหน้าหลายตาในงานต่างจ้องมาที่เธอคนแล้วคนเล่าเพราะว่าเธอมีสิ่งที่ดูพิเศษกว่าคนอื่นเขา แต่สิ่งนั้นไม่ใช่สีผิวหรือทรงผมทรงเดทร็อคสวย

    แต่เป็นสองสิ่งนี้ต่างหาก หนึ่งก็คือความสูงเกือบสองเมตรของเธอที่ทำให้เธอเด่นกว่าคนทั้งหมดในงาน รูปร่างสูงใหญ่นี้ไม่ได้ทำให้เธอดูเก้งก้างเลยสักนิด กลับกัน ทำให้เธอดูสง่า

    บวกกับสิ่งต่อมาที่ทำให้เธอดูพิเศษก็คือนัยน์ตาสีน้ำข้าวทั้งสองข้างของเธอ ยามเมื่อเธอหันหน้าไปทางไหน ผู้คนก็เหมือนกับว่าพวกเขาถูกมนต์สะกดจากดวงตาสีน้ำข้าวนี้

    “แจซลีน มายา” หญิงสาวในชุดเดรสสีน้ำเงินขานเรียกชื่อของผู้มาใหม่ทั้งสอง

    “ขัดจังหวะเสียจริง” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงรำคาญก่อนจะทำหน้ามุ่ย

    “เฮ้วิลเลียม เสียมารยาทนะรู้ไหม บอกว่าคนอื่นมาขัดจังหวะต่อหน้าเนี่ย” หญิงสาวในชุดเดรสสีครีมกล่าวพร้อมกับแกล้งทำท่าเสียใจเจ็บปวดกับคำพูดของอีกฝ่าย

    “ยัยเด็กแสบ อย่ามาทำตัวอ่อนแอต่อหน้าน้าของเธอ” เขากล่าว

    “ใครเด็กแสบ ฉันอายุสิบแปดแล้วนะวิลเลียม ขนาดเจนยังบอกว่าฉันโตแล้วเลย”

    กล่าวจบหญิงสาวก็รีบปรี่เข้าไปคล้องแขนน้าของเธอไว้ พลางเอาหน้าไปแนบต้นแขนของอีกฝ่ายด้วยท่าทางอ้อนๆ

    “จริง แจซลีนของฉันโตเป็นสาวแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะย้ายไปเรียนมหาลัยที่ต่างประเทศพร้อมกับเผชิญโลกกว้างแล้ว” เจนกล่าว

    “เห็นไหม” แจซลีนพูดขึ้นพลางหันไปหาวิลเลียม

    “เด็กโตที่ไหนเขาอ้อนน้าตัวเองเหมือนกับยังอายุเจ็ดขวบอยู่” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมยิ้มยียวนไปหาอีกฝ่าย

    “เด็กอะไร เจ็ดขวบะไร ฉันก็บอกอยู่ว่าฉันสิบแปดแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะอายุยี่สิบหกเหมือนนายแล้ววิลเลียม!” แจซลีนตอบด้วยท่าทางจริงจัง

    “ถึงตอนที่เธออายุยี่สิบหกฉันก็อายุสามสิบสี่แล้วนะแจซ” อดไม่ได้ยินประโยคดังกล่าวจากอีกฝ่าย หญิงสาวก็ยักไหล่พร้อมกับเบะปาก

    “ชิ” เธอเดาะลิ้น

    และในขณะที่ทั้งสองคนจะเริ่มสงครามน้ำลายกัน หญิงสาวผู้ที่ยืนเงียบไม่ได้ปริปากเอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่ต้นก็พลันพูดขึ้น

    “แจซ ท่านเจนเน็ตกำลังรอเธออยู่นะ”

    “ฝากไปก่อนเถอะวิลเลียม”

    เธอชี้หน้าชายหนุ่มพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเดินไปคล้องแขนหญิงสาวในชุดเดรสเปิดไหล่สีดำพลางกล่าว “ไปกันมายา”

    วิลเลียมและเจนยืนขำอ่อนๆ เมื่อมองไปยังแผ่นหลังทั้งสองที่บัดนี้ค่อยๆ ห่างออกไปจากพวกเขา

    “คุณก็ชอบไปกวนแจซ” เจนเอ่ย

    “เฮ้ ดูตรงไหนว่าผมชอบไปกวนเธอ หลานคุณชอบหาเรื่องผมก่อนต่างหาก” วิลเลียมรีบตอบกลับไปทันที ก่อนจะกล่าวต่อเมื่อนึกบางสิ่งขึ้นได้

    “ยิ่งตอนที่เดทกับคุณใหม่ๆ ที่เธอออกตัวแรงคัดค้านหลังชนฝา นี่ถ้าตอนนั้นเธอเกาะคุณมาเดทกับผมด้วย ไม่อยากจะคิดภาพเลย ดีนะที่เจนเน็ตห้ามเอาไว้”

    เมื่อเห็นท่าทางโล่งอกจากคนตรงหน้ายามพูดถึงความยากลำบากในการที่เขาเดทกับเธอ หญิงสาวก็อดพ่นขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้

    “คุณขำอะไรเจน ไม่เห็นมีเรื่องน่าขำเลย หลานคุณน่ะนะ ร้ายกาจมาก” วิลเลียมกล่าว

    เจนที่กำลังกุมทองเนื่องจากกลั้นขำอยู่ก็พลันตอบกลับชายหนุ่ม “ขำคุณนั่นแหละ กลัวเด็กอายุสิบสี่”

    เขาถอนหายใจพลางกล่าว “ยิ่งเด็กยิ่งน่ากลัว ผมนึกว่าพอเธอสิบแปดแล้วจะเลิกรังควานคุณกับผม ที่ไหนได้ สี่ปีมานี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผมสุดๆ”

    เจนยิ้มให้กับประโยคดังกล่าวของคนรักของเธอเพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้ว สี่ปีมานี้ที่พวกเขาทั้งคู่เดทกัน ฝ่ายชายต้องเจอเรื่องลำบากมากมายที่เป็นบททดสอบสำหรับเขา

    ไม่ว่าจะเป็นจากคนในตระกูลของเธอ เพราะว่าพวกเขาทั้งคู่มีฐานะชนชั้นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาเป็นแค่คนธรรมดา แต่เธอ เธอคือหญิงสาวที่มีสายเลือดของชนชั้นสูงเก่า

    ถึงจะบอกว่าในปัจจุบันนี้ได้มีการยกเลิกกฎแบบนั้นไปแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านี้จะหมดไป

    ต่อให้พวกเขาไม่ได้มียศเป็นขุนนางแล้วแต่สิ่งที่มีตอนยังเป็นขุนนางนั้นไม่ได้หายไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทองหรือจะคอนเนคชันต่างๆ

    “ว่าแต่หลานคุณจะไปเรียนต่อที่ไหน ผมนึกว่าเธอจะเข้าออกซ์ฟอร์ดเสียอีก หรือเธอจะไปเข้ามหาวิทยาลัยที่อเมริกา

    ถึงแรงก์ของแมสซาชูเซตส์ สแตนฟอร์ดและฮาร์วาร์ดจะสูงกว่าออกซ์ฟอร์ดก็จริง แต่ไปเรียนที่อื่นหรือจะสู้ที่บ้านเกิดที่มีทรัพยากรไม่จำกัดให้เธอ” อดไม่ได้ที่จะสงสัย

    เมื่อเจนได้ยินดังนั้นเธอก็พลันส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่า เธอไม่ได้จะไปต่อที่อเมริกา”

    คิ้วของวิลเลียมขมวดเป็นปมทันที เขารีบพูดกับคนรักของเขาอย่างรวดเร็ว “หือ ไม่เรียนต่อที่นี่ ไม่ต่อที่อเมริกา ยังจะมีที่ไหนในโลกอีกที่มีมหาวิทยาลัยที่มีทรัพยากรพอให้เธอ”

    “ไม่มี” เจนเห็นด้วย

    “แล้วทำไมตระกูลของคุณถึงปล่อยให้เธอไปเรียนที่อื่นกัน เจนเน็ตไม่ห้ามเลยเหรอ” เขาถาม

    “พี่สาวฉันรักลูกสาวที่มีคนเดียวของเธอมาก คุณคิดว่าเธอจะห้ามแจซเหรอ” เธอกล่าว

    “อ้า เจนเน็ตนะเจนเน็ต”

    พูดชื่อพี่สาวของคนรักของเขาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเมื่อนึกถึงหญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กสาวตัวแสบที่ชอบตามใจเธอจนเขาต้องพบเจอแต่ปัญหาหลายต่อหลายครั้ง

    “ช่วยไม่ได้นี่นา เธอเกิดมาพิเศษ” เจนกล่าว

    “พิเศษราวกับโดนคำสาป” วิลเลียมเสริม

    “อย่าพูดงี้ต่อหน้าเจนเน็ตนะ คุณได้เป็นศพไร้หลุมแน่” หญิงสาวเตือนอีกฝ่ายพลางยิ้ม

    “ผมรู้น่า” เขาตอบ ก่อนจะกล่าวต่อ “ว่าแต่แจซจะไม่เป็นอะไรเหรอ ปล่อยให้ไปเรียนที่อื่นน่ะ”

    “ด้วยความสามารถของเอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ด (Gifted) อย่างเธอที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ ถ้ามันไม่ร้ายแรงมากก็คงไม่มีปัญหา

    แถมมายายังไปกับเธอด้วย ยังไงก็หมดห่วง อีกทั้งทางตระกูลจะส่งคนคอยเป็นบอดี้การ์ดอยู่ห่างๆ ถ้าไม่ได้เจออันตรายจากผู้วิเศษเทียร์แปดขึ้นไปยังไงก็หายห่วง” หญิงสาวตอบ

    “เอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ดที่สามารถมองเห็นอนาคตได้เหรอ พรจากพระเจ้าหรือคำสาปกันนะ ต้องโตมาโดยที่มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยเฉพาะจุดจบของคนใกล้ชิด” เมื่อวิลเลียมพูดถึงประโยคหลัง ชายหนุ่มก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล

    ถ้าหากมีใครลืมไปแล้วล่ะก็ ก็คงต้องอธิบายย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่เรียกว่าเอสเปอร์นั้นคืออะไร

    บางคนอาจคุ้นหูหรือจำได้ลางๆ เหมือนกับว่าคำนี้นั้นเคยปรากฏขึ้นมา และก็ใช่ คุณคิดไม่ผิด

    คำว่าเอสเปอร์นั้น เคยถูกอธิบายมาก่อนหน้านี้แล้ว เอสเปอร์ คือพวกกลุ่มที่เกิดมาแล้วไม่สามารถใช้ มานา/ฉี จากธรรมชาติเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พวกเขาได้เหมือนคนปกติ สิ่งเดียวที่สามารถทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้ก็คือพลังชีวิต

    แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถใช้ มานา/ฉี ได้ กลับกัน พวกเขาก็ได้รับความสามารถที่คนปกติไม่สามารถมีได้พร้อมกับความแข็งแกร่งระดับเทียร์หนึ่งแรงก์จีตั้งแต่เกิด

    โดยสายแรกของเอสเปอร์ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดนั้นก็คือเบนเดอร์ที่สามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนึ่งที่เป็นวอเตอร์เบนเดอร์ (Water Bender) ที่สามารถควบคุมน้ำได้ตามใจนึก หรือจะเป็นโรส ที่เป็นวูดเบนเดอร์ (Wood Bender) ที่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของต้นไม้ได้

    นอกจากเอสเปอร์สายเบนเดอร์นั้น ยังมีเอสเปอร์สายอื่นๆ อีก อย่างเช่นเอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ด

    ตรงตัวกับคำว่ากิ๊ฟเต็ดที่แปลว่าพรสวรรค์เลย คนเหล่านี้ที่เป็นกิ๊ฟเต็ดนั้นหายากยิ่งกว่าวูดเบนเดอร์เสียอีก เพราะยามเมื่อพวกเขาเกิดมาพลังที่ติดตัวของพวกเขามาด้วยจะอยู่ที่ระดับเทียร์สองแรงก์จี

    ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและความสามารถในการเรียนรู้ที่เร็วกว่าคนปกติซึ่งเป็นที่มาของคำเรียกกิ๊ฟเต็ด

    โดยความสามารถของพวกกิ๊ฟเต็ดยังแทบไม่ซ้ำกันอีกด้วย ไม่มีรูปแบบแผนราวกับว่าเป็นการสุ่ม

    และคนในประวัติศาสตร์ที่เป็นกิ๊ฟเต็ดนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น สามในนั้นก็คือพระเยซูผู้เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์หรือโมเสสผู้ที่แหวกทะเลแดงนั้นเอง

    หรือจะเป็นอีกคนที่ถึงแม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาใดๆ แต่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติโดยตรงอย่างไปถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

    ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้ที่เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ และจักรวาลวิทยา

    และด้วยประวัติศาสตร์จากคนเหล่านี้เองทำให้ตั้งแต่สมัยโบราณ พวกกิ๊ฟเต็ดนั้นถูกยกย่องให้เป็นผู้ที่ถูกพระเจ้าเลือก

    ถึงแม้ในปัจจุบันบทบาทความสำคัญของเหล่าเอสเปอร์สายกิ๊ฟเต็ดนั้นจะถูกลดลงไปอย่างมากก็แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะถูกไม่ยกย่องและให้ค่า

    เพราะความสามารถของพวกเขานั้นเป็นของจริง ไม่ว่าจะเป็นในวงการวิทยาศาสตร์หรือเวทมนตร์ พวกเขานั้นต่างถูกต้อนรับเป็นอย่างดี

    แต่เพราะด้วยความสามารถแบบสุ่มนี้เองที่ทำให้ความสามารถบางอย่างที่ติดตัวกิ๊ฟเต็ดมาตั้งแต่เกิด ทำให้พวกเขานั้นต้องเจอกับชะตากรรมอันโหดร้าย

    ยกตัวอย่างเช่น แจซลีน ความสามารถของเธออย่างที่กล่าวไปนั้นก็คือ การมองเห็นอนาคต

    กิ๊ฟเต็ดผู้ที่มีความสามารถเดียวกับเธอบนโลกนี้นั้น (ถ้าไม่รวมเธอ) มีเพียงสี่คนเท่านั้นซึ่งพวกเขามีตำแหน่งใหญ่โตที่คอยรับใช้รัฐบาลมหาอำนาจทั่วโลกให้ดูความเป็นไปและอนาคตของชาติที่พวกเขาสังกัดอยู่

    และด้วยความหายากและสำคัญเช่นนี้เอง ทำให้หากใครเกิดมามีความสามารถมองเห็นอนาคตแล้วล่ะก็ พวกเขาจะต้องถูกบังคับรับใช้ชาติที่เกิดมาอย่างช่วยไม่ได้

    ถ้าหากไม่ใช่ว่าตระกูลของแจซลีนเป็นตระกูลของขุนนางเก่าแก่แล้วล่ะก็ พรสวรรค์ที่ราวกับว่าพระเจ้าประทานให้ก็คงกลายเป็นคำสาปที่จะล่ามตรวนเธอไว้ให้พบเจอแต่การบังคับไปตลอดชีวิต

    “มันอาจจะเป็นคำสาปจริงๆ ก็ได้ ถ้าเธอไม่ได้เกิดตระกูลนี้หรือไปเกิดในครอบครัวคนธรรมดา

    ฉันไม่อยากจะคิดภาพเลยว่าหากเป็นแบบนั้นเธอจะต้องโดนบังคับให้ไปเป็นพรอเฟ็ต (prophet)

    ถึงควีนอลิซาเบธจะไม่ได้สนใจเธอแต่ดูเหมือนเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าชายแฮรี่จะเล็งเธอเอาไว้อยู่และถึงแม้ฉันจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองก็เถอะที่ไม่อยากให้มีโศกนาฏกรรมแบบเดียวกับแม่ของพวกเขาเกิดขึ้นก็ตาม” เจนกล่าวออกมายาวยืดด้วยน้ำเสียงหดหู่เมื่อนึกถึงหลานสาวของตน

    “สองเจ้าชายน่ะไม่เท่าไหร่แต่พวกคนอื่นๆ ในราชวังนี่สิที่ทำให้น่าเป็นห่วง” วิลเลียมเอ่ยขึ้น

    “เฮ้อ เรื่องนี้ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณปู่กับคุณพ่อจัดการ” เธอกล่าว

    “เออใช่ ว่าแต่หลานคุณจะไปเรียนต่อประเทศไหน ในเมื่อไม่ใช่มหาวิทยาลัยดังที่อเมริกา” ชายหนุ่มถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ทราบเลยว่ายัยเด็กตัวแสบจะไปเรียนต่อที่ใด

    เมื่อหญิงสาวได้ยินคำถามของชายหนุ่ม เธอก็พลันยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะตอบออกไป “ประเทศไทย”

    “ฮะ ประเทศไทยเนี่ยนะ” อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินจุดหมายของแจซลีน กล่าวจะรีบกล่าวกับหญิงสาวตรงหน้า

    “ประเทศที่การศึกษาล้าหลังแบบนั้นแจซจะไปทำไม ทั้งวิทยาศาสตร์ทั้งเวทมนตร์ ให้เธอเรียนมหาวิทยาลัยอันดับสุดท้ายของที่นี่ยังดีกว่าเลย”

    “แจซไม่ได้ไปเพราะเรื่องเรียนหรอกแต่เธอเห็นภาพน่ะ” เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ชายหนุ่มพร้อมกับป้องปากพูดด้วยเสียงอันเบาหวิวราวกับกลัวใครได้ยิน

    “เห็นอะไร” วิลเลียมกระซิบถามกลับไป

    “อนาคตของเธอไง” เจนตอบ

    “อ่า” ไม่ได้พูดอะไรกลับไปหลังจากนั้นเนื่องจากรู้ดีว่าสิ่งที่คนรักของเขาต้องการจะสื่อหมายถึงอะไร

    “ขอให้ไม่เกิดเรื่องอะไรร้ายๆ แล้วกัน” เขากล่าวเพียงแผ่ว

    “หึ เป็นห่วงเธอก็ยอมรับมาซะดีๆ” เจนหัวเราะออกมาพลางถาม

    “เธอก็เหมือนหลานสาวแท้ๆ ของผม เห็นมาตั้งแต่ตัวเท่านี้” ชายหนุ่มเอ่ยพลางชูมือไว้ที่ระดับเอวของเขาเป็นท่าทางประกอบ

    ทั้งคู่หัวเราะออกมาหลังจากนั้นอย่างมีความสุข ก่อนที่วิลเลียมจะเอื้อมมือไปโอบเอวหญิงสาวตรงหน้าผู้ที่กำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาในอีกเดือนเศษ

    “รอไม่ไหวที่จะให้นามสกุลกับคุณแล้วนะครับคุณเจนเน็ต” พูดกับผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนด้วยเสียงนุ่มนวล

    หญิงสาวผู้ที่โดนโอบกอดไว้ก็เผยรอยยิ้มออกมาเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว เธอจึงตอบเขาไป

    “ฉันก็รอไม่ไ-” แต่ก่อนที่เธอจะได้ตอบกลับไป พลันก็มีเสียงแทรกเข้ามา ริ๊ง ริง ริ๊ง ริง

    ทั้งคู่กลอกตามองบนพร้อมกันทันทีที่โดนขัดจังหวะอีกครั้งหนึ่ง วิลเลียมหยิบโทรศัพท์สมาร์ตโฟนของตนขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงพลางทำท่าทางอารมณ์เสียที่ถูกขัดจังหวะสวีทกับคนรักของตนถึงสองครั้งแต่เมื่อเขาได้เห็นชื่อของปลายสายที่โทรฯ มาหา ชายหนุ่มก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

    “เชฟ*” เอ่ยเสียงแผ่ว

    “ทางสกอตแลนด์ยาร์ดโทรฯ มาเหรอ คุณรีบรับเลย มีเรื่องด่วนแน่ๆ ถ้าติดต่อคุณในเวลานี้” เจนกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล

    เขาพยักหน้าเห็นด้วยกับประโยคของหญิงสาวเบื้องหน้า ก่อนจะรีบกดรับสายของอีกฝ่าย

    “ว่าไงครับหัวหน้า”

    “วิลเลียม นายไปจุดเทเลพอร์ตที่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้เลย ทางสกอตแลนด์ยาร์ดมีเรื่องด่วนให้นายตรวจสอบ” เสียงแข็งดังขึ้นที่ปลายสาย

    อดไม่ได้ที่จะถามกลับไปอย่างสงสัยเพื่อต้องการรายละเอียดเล็กน้อย “จะรีบไปครับหัวหน้าว่าแต่พอบอกรายละเอียดสักเล็กน้อยได้ไหมครับ”

    “เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ดาวเทียมของเราตรวจพบปฏิกิริยามวลสารพลังงานอันมหาศาลที่ป่าสนใกล้ๆ กับลอนดอน เมื่อลองตรวจสอบดูแล้วพบว่าจุดนั้นมีเรล์มระดับสามอยู่ แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องเรล์ม”

    ใช่ เขากำลังจะสวนอีกฝ่ายกลับไปว่าแค่พบเรล์ม ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเรียกเขาไปตรวจสอบเลย แม้จะเป็นเรื่องหายากที่จะพบเรล์มตามธรรมชาติแต่เรื่องนี้ไม่น่าจะสามารถเป็นประเด็นถึงขั้นให้เขาลงไปตรวจสอบด้วยตัวเองได้

    “อย่างนั้นเป็นเรื่องอะไรครับ” เขาถามกลับไป

    เกิดความเงียบชั่วขณะหนึ่งที่ปลายสายพร้อมกับเสียงหายใจดังอย่างหนักหน่วงของอีกคน ก่อนที่เสียงแข็งจะตอบคำถามของเขา

    “เราเจอหลุมที่มีขนาดหนึ่งกิโลเมตร ความลึกประมาณยี่สิบเมตรในเรล์มนั้น สันนิษฐานว่าเกิดจากคาถาจากจอมเวทย์เทียร์สี่เป็นอย่างต่ำแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ณ ที่เกิดเหตุ หน่วยที่เราส่งไปเจอสิ่งผิดปกติบางอย่าง”

    “เจออะไ-”

    ในขณะที่วิลเลียมเอ่ยถามอีกฝ่ายอยู่นั้นเอง ปลายสายก็ไม่รอให้เขาพูดจบเสียก่อนเพราะอีกฝ่ายรีบแทรกตอบเขา “ขนนกทองคำปริศนาที่มีพลังงานมหาศาลบรรจุเอาไว้”

    สิ้นประโยค ชายหนุ่มก็พลันเบิกตากว้างขึ้นทันที ก่อนจะรีบกล่าวอย่างร้อนรน “ผมจะรีบไปทันทีเลยครับหัวหน้า”

     

     

    *หมายเหตุ: เชฟตรงนี้ หมายถึง เชฟ ที่หมายถึงหัวหน้านะคะ

    _________________

     อ่านนิยายล่วงหน้าได้ที่ : https://writer.dek-d.com/DungeonCreator/writer/view.php?id=2050019

    คล้ายกับเรื่องOtter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ ที่คุณอ่าน