วีรบุรุษอหังการ

    45 ความแค้น ๗๐ ปี


            วายุเทพเซียวหลิ่งเหวินสาวเท้าขึ้นบันไดศิลาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง  เขาไม่รู้ว่าไฉนถึงมายังที่แห่งนี้ สิ่งที่สมควรกระทำในเวลานี้คือสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหายในสนามรบ  แต่สิ่งที่ตนเองได้พบเจอกลับทำให้ต้องเดินทางติดตามเงาร่างที่คุ้นเคยมาถึงสถานที่อัปมงคลแห่งนี้  สถานที่ที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานมันว่า  สุสานมาร 


              ห้าวันก่อนเขาไล่ตามทายาทมารจนถึงเนินต่ำเตี้ยแห่งหนึ่ง  ทำการต่อสู้กันหลายสิบกระบวนท่า สุดท้ายแล้วทายาทมารพลาดท่าเสียทีถูกจี้ใส่หนึ่งดรรชนี  ในขณะที่เซียวหลิ่งเหวินกำลังจะปิดฉากการต่อสู้นั้น  ปรากฏคนผู้หนึ่งจู่โจมใส่เขาด้วยกระบวนท่าที่น่าหวาดหวั่น ที่น่าตกตะลึงหาใช่กระบวนท่าที่จู่โจมเข้ามา  แต่เป็นใบหน้าของผู้โจมตี  เป็นใบหน้าที่คุ้นเคยและประทับอยู่ในความทรงจำมาเกือบร้อยปี  นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไหว้วานจอมโจรสำราญชงเมิ่งที่บังเอิญพบเจอระหว่างทางให้ไปช่วยหลิวหนิงเทียน ส่วนตนเองออกไล่ตามผู้ที่เปิดเผยตัวอย่างมีเลศนัย แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นแผนของศัตรูที่จงใจชักนำเขาออกห่างจากสมรภูมิ  แต่ความเชื่อมั่นที่มีต่อสหายและคนที่ไหว้วานทำให้เขาเดินหน้าต่อไป  เขารู้สึกว่าจอมโจรสำราญชงเมิ่งในตอนนี้คล้ายจะมีวรยุทธ์ลึกล้ำกว่าหลิวหนิงเทียนเสียอีก


              เซียวหลิ่งเหวินเงยหน้ามองดูสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามอลังการเบื้องหน้า ตึกราบ้านช่องใหญ่โตสมกับเป็นสำนักใหญ่แห่งหนึ่งมาก่อน  ที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของสำนักกระเรียนทองคำ  หนึ่งในเก้าสำนักใหญ่ของแดนมนุษย์  แต่วันที่พรรคมารพ่ายศึกแก่เหล่ามนุษย์และเทพ  ได้ทำการถอยร่นมาถึงสถานที่แห่งนี้  จอมมารต้องการสถานที่ตั้งหลักจึงพายอดฝีมือที่เหลือบุกจู่โจมสำนักกระเรียนทองคำ เข่นฆ่าคนในสำนักจนหมดสิ้น  ทำการยึดครองสำนักแห่งนี้ได้หลายวัน  แต่สุดท้ายก็ถูกกองกำลังผสมระหว่างมนุษย์และเทพบุกเข้ามาเข่นฆ่าล้มตายกระจัดกระจาย  ถือเป็นการล่มสลายของพรรคมารในอดีต  ในวันนั้นเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้กล้าที่บุกเข้าสถานที่แห่งนี้และทำการต่อสู้อย่างสาสมใจ


              เซียวหลิ่งเหวินมองเข้าไปในอาคารที่เปิดประตูทิ้งไว้  ในนั้นมีคนผู้หนึ่งนั่งรออยู่  ใบหน้าที่สวยซึ้งขาวผ่องจับจ้องมายังชายหนุ่ม เขาทำได้เพียงถอนหายใจคราหนึ่งแล้วเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับนาง  เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้เสร็จเรียบร้อย  ทั้งสองทำได้เพียงสบตากัน  ดูจากแววตาของทั้งคู่  คล้ายมีเรื่องราวมากมายที่สมควรพูดคุยกัน  แต่ที่เกิดขึ้นมีเพียงความเงียบงันเท่านั้น 


              เวลาผ่านไปเนิ่นนาน  สตรีผู้นั้นก็อ้าปากกล่าววาจา


              “ท่านคล้ายไม่มีอะไรจะพูดกับข้า”


              “โอ ข้ามีคำถามมากมายที่อยากจะไถ่ถามเจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าสมควรเริ่มจากตรงไหนดี ไม่แน่ใจว่าบางคำถามสมควรถามหรือไม่”


              “งั้นข้าจะเป็นคนเริ่มต้นถามเอง  ท่านมีสตรีที่รักแล้วหรือไม่?”


              เซียวหลิ่งเหวินสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่นึกฝันมาก่อนว่าสตรีผู้นี้จะเริ่มต้นด้วยคำถามเช่นนี้  เวลาผ่านไปเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว  หรือนางยังคงไม่อาจลบเลือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้นกระโน้น

     

              “ที่ผ่านมาข้าไม่เคยมีสตรีที่รักมาก่อน  แต่จากเหตุการณ์วุ่นวายบนเขาเทียมฟ้า  ข้ากลับได้สตรีผู้หนึ่งมาดูแล  สามารถถือเป็นสตรีของตนเองได้เช่นกัน”


              “นั่นไม่คล้ายกับความรัก?”


              “สามารถกล่าวเช่นนั้นได้  แต่ข้าต้องดูแลและรักนางในที่สุด  เพราะนางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า  ชีวิตคนเราช่างแปลกประหลาดนัก  ล้วนบังเกิดเรื่องราวไม่นึกฝันตลอดเวลา....”


              เซียวหลิ่งเหวินต้องหยุดพูดอย่างกะทันหัน  เพราะใบหน้าของสตรีเบื้องหน้ากำลังแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด  จ้องมองมาด้วยความอาฆาตมาดร้าย  หรือว่านางยังคงรักมั่นในตัวเขาอยู่มิเปลี่ยนแปลง  เจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมานางยังคงคิดถึงและรอคอยเขาอยู่

     

              “ข้ามู่เจียวเหม่ยร้องขอความรักจากท่านถึงสามครั้งสามครา  แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากท่านแม้แต่ครั้งเดียว ข้าพร้อมที่จะมีทารกให้มากหลายเท่าที่ท่านต้องการ  แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี  เพราะเหตุใด...  เพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้”


              “เจ้าเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้าเสมอมา แต่สำหรับเรื่องความรักนั้นข้าไม่สามารถให้ได้ ในฐานะสหายสนิทเจ้าก็น่าจะเข้าใจได้ว่าในตอนนั้นข้ามอบจิตวิญญาณให้เพียงวิทยายุทธ์  ไม่สนใจความสัมพันธ์ฉันท์บุรุษสตรี ต้องการท่องเที่ยวประลองยุทธ์ทั่วแผ่นดินเท่านั้น...”


              มู่เจียวเหม่ยพลันลุกขึ้นยืน  หล่อนสะบัดผ้าคลุมสีดำออกจากร่าง  เผยให้เรือนร่างเปลือยเปล่าที่ขาวนวลเรียบเนียนตามแบบฉบับของสตรีผู้สมบูรณ์แบบ  เนินเขาสองลูกกลางอกกระเพื่อมตามลมหายใจเข้าออก  ทรวดทรงองค์เอวที่ปราศจากข้อตำหนิ  เนื้อหนังนุ่มเนียนไร้ไขมันส่วนเกิน  หญิงสาวเดินเข้าหาบุรุษที่ลุกขึ้นยืนแข็งทื่อด้วยท่าทีอันยั่วยวน เมื่อมาอยู่เบื้องหน้าบุรุษที่ตนเองหมายปองเรียบร้อยแล้ว ก็ยื่นมือซ้ายลูบไล้ใบหน้าของเซียวหลิ่งเหวินอย่างแผ่วเบา  กล่าวว่า


              “ตอนนี้ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาคู่มือ ไม่ต้องออกท่องยุทธภพ  ไม่ต้องฝึกฝนวิทยายุทธ์อีกแล้ว  อีกทั้งยังเปิดใจให้กับสตรีอื่นอีกด้วย  ทำไมไม่รับข้าเป็นสตรีของท่านอีกคนล่ะ  ตอนนี้ข้าพร้อมแล้ว  ไม่สิ ข้าพร้อมมาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ท่านสมควรให้ข้าได้รับความสุขสมหวังเสียที”


              “ข้าได้ยินมาว่าท่านตบแต่งเข้าสกุลฟงแล้ว?”


              “ใช่แล้วจะทำไม  คนที่ข้ารักตลอดมาคือพี่เซียวคนเดียว ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าที่ข้าแต่งให้กับไอ้บัดซบฟงหลิ่งปินเพราะประชดท่าน”


            วายุเทพเซียงหลิ่งเหวินทำได้เพียงยืนแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้าร่างเปลือยเปล่าของสตรีที่เคยออกเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาหลายฤดู  เขาจำได้ว่าเจอกับนางในปลายฤดูร้อนปีหนึ่ง  พวกเขาดวลสุรากันในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง  ต่างคนต่างมีรสนิยมใกล้เคียงกัน  เปิดอกพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน  สุดท้ายแล้วก็ตกลงออกเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันในฐานะสหาย  แต่เมื่อเวลาผ่านไปมู่เจียวเหม่ยบังเกิดความรักต่อสหายร่วมทาง น่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจในเพศตรงข้ามและความรัก  เพียงสนใจต่อเรื่องราวในยุทธภพเท่านั้น  จึงปฏิเสธคำบอกรักทั้งสามครั้งของนางไป  ทำให้หญิงสาวสะบัดหน้าจากไปด้วยความเสียใจ  ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้ข่าวคราวว่านางแต่งงานกับฟงหลิ่งปิน กลับทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าไปหลายเดือน


     

            เซียวหลิ่งเหวินใช้มือซ้ายลูบไล้บ่าของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา มือขวากลับยกขึ้นแล้วใช้กำลังภายในดึงดูดเสื้อคลุมที่ตกอยู่บนพื้นให้ลอยมาอยู่ในมือ  สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ได้ผิดสังเกตแต่อย่างใด เขาใช้สองมือสวมใส่เสื้อคลุมให้กับมู่เจียวเหม่ย  จากนั้นก็ทำการโอบกอดนางไว้อย่างเนิ่นนาน  ในความเงียบที่สุดแสนจะอบอุ่น  เสียงของวายุเทพก็ดังขึ้น


            “ท่านยังคงรักข้าอยู่หรือไม่?”


            “ข้ายังคงทั้งรักและแค้นเคืองท่าน”


            เซียวหลิ่งเหวินผลักนางออกไปเบาๆ จากนั้นก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวที่มู่เจียวเหม่ยเคยนั่ง สายตาจับจ้องไปยังสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่เคยร่วมทางกับเขาหลายร้อยวัน  เขาไม่เข้าใจว่าไฉนนางยังคงแค้นเคืองตนเอง  ทั้งที่เวลาผ่านมาก็เนิ่นนานมากแล้ว  ไฉนนางถึงไม่อาจปล่อยวางความแค้นได้  เขาใช้สายตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้องที่ค่อนข้างกว้างขวางห้องนี้ สำรวจดูหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ปรกติธรรมดา สุดท้ายแล้วสายตาก็มาจับจ้องอยู่ที่ร่างหญิงสาวที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุม


            “ท่านคิดว่าคนที่ทรยศต่อสหาย  สมควรได้รับโทษเช่นไร?”


            “ข้า....ข้า...ข้าไม่รู้”


            มู่เจียวเหม่ยถอยกายไปอย่างลืมตัว  จ้องมองเซียวหลิ่งเหวินด้วยแววตาที่สับสน ที่ผ่านมานางแค้นบุรุษผู้นี้เพราะปฏิเสธรักของตนเอง  แต่ยิ่งแค้นกลับยิ่งรักฝังลึก  เจ็ดสิบปีที่ผ่านมานางไม่เคยลืมเลือนเขาเลย  ไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียว

     

            เสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้นรอบสิ่งก่อสร้างหลังนี้ ในที่สุดก็ปรากฏคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้อง นั่นเป็นใบหน้าที่เซียวหลิ่งเหวินเคยพบเห็นมาก่อน  คนผู้นี้เป็นสามีของมู่เจียวเหม่ยนามฟงหลิ่งปินนั่นเอง  มันมีเค้าหน้าเหี้ยมหาญทระนง  ร่างสูงใหญ่ของมันแลดูน่าเกรงขาม  สมกับเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของสกุลฟงในปัจจุบัน  ด้านหลังของมันปรากฏผู้คนอีกสามคนเดินตามมา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นคนของสกุลฟงอย่างแน่นอน แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีลักษณะท่าทางลึกล้ำยากหยั่งถึง  สมกับเป็นยอดฝีมือของสกุลฟง

     

            “ฟงหลิ่งปิน?”


            “ใช่แล้ว  เป็นข้าเอง คนที่จะมาจบชีวิตของวายุเทพจอมปลอมอย่างเจ้า”


            “วายุเทพจอมปลอม?”


            ฟงหลิ่งปินหัวเราะในความไร้เดียงสาของเซียวหลิ่งเหวิน ตลอดเวลาที่ผ่านมามันต้องทนทุกข์ระทมใจเพราะคนผู้นี้มาตลอด  บัดนี้เขากลับไม่รู้ว่าตนเองกำลังผิดที่ใด  สมควรแล้วที่จะถูกกำจัดไปในวันนี้  หากไม่มีเซียวหลิ่งเหวิน  นามวายุเทพสมควรตกเป็นของมัน


            “นามวายุเทพสมควรเป็นของสกุลฟงเรา  ฟงก็คือวายุ วายุก็คือฟง หาใช่แซ่เซียวของเจ้าไม่ บนผืนแผ่นดินมีฉายานามมากมายให้เลือกใช้ ไฉนเจ้ากลับมาแย่งชิงฉายานามของตระกูลเราไป นับตั้งแต่เจ้าสำเร็จเคล็ดวาตะและสวมรอยใช้นามวายุเทพ  ชื่อเสียงของสกุลฟงเราก็ตกต่ำลง  จนบัดนี้แทบจะไม่มีผู้ใดรู้จักพวกเราแล้ว  การกระทำของเจ้ามีความผิดสมควรตายร้อยครั้ง”


            “นั่นเป็นความผิดของเรา?”


            เซียวหลิ่งเหวินได้แต่ส่ายหัวไปมาด้วยความงุนงง  นามวายุเทพไม่ใช่เขาเป็นคนเรียกตนเอง แต่เป็นเหล่าชาวยุทธ์แดนมนุษย์ต่างหากที่มอบฉายานามนี้ให้กับเขา  เมื่อข่าวลือมาถึงหูชาวยุทธ์แดนเทพ  นามวายุเทพก็กลายเป็นฉายานามของเขาไปโดยปริยาย ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้สกุลฟงที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกันมาก่อนจะได้รับผลกระทบถึงเพียงนี้

     

            “เป็นความผิดของเจ้าที่ค้นพบความลับของสายลม  บัญญัติเคล็ดวาตะออกมาก่อนพวกเราก้าวหนึ่ง แย่งชิงสิ่งที่สมควรเป็นของตระกูลเราไปจนหมดสิ้น”


            “หากเจ้าคิดว่าวิชาของสกุลฟงควรเป็นของสกุลฟง ไฉนจนถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดค้นพบความลับของวาตะเช่นเดียวกับเรา หรือว่าคนของสกุลฟงกลายเป็นไร้น้ำยาไปหมดแล้ว  แต่ก็น่าจะจริงแหละ เพราะการแพร่พิษเป็นวิชาฝีมือของพวกต่ำทรามอยู่แล้ว”


            “เจ้ารู้ตัวว่าถูกพิษ?”


            เซียวหลิ่งเหวินผงกศีรษะคราหนึ่ง สายตากลับจ้องมองไปยังมู่เจียวเหม่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างของฟงหลิ่งปิน  เขาถูกพิษเพราะสตรีนางนี้ สตรีที่ตนเองยังคงไว้วางใจแม้จะเห็นว่านางพัวพันกับพรรคมารก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วตนเองต้องถูกพิษเพราะความไว้ใจที่มีต่อภรรยาของผู้อื่น  สตรีไม่ว่าครั้งหนึ่งจะรักบุรุษผู้หนึ่งมากเพียงใดก็ตาม หากมีรักครั้งใหม่นางจะรักคนใหม่มากกว่าคนเก่าหลายเท่าตัว  คำพูดนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในวันนี้ เขาทำได้เพียงจ้องมองนางด้วยสายตาที่ผิดหวัง  นางเองก็เหมือนจะรู้สึกตัวว่ากระทำผิด  ไม่กล้าสบตากับบุรุษที่เป็นรักครั้งแรก  เอาแต่ก้มหน้าก้มตาถ่ายเดียว

     

            “เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว  ข้าฟงหลิ่งปินขอเป็นคนจัดการกับเจ้าเอง  พิษทำลายลมปราณของจอมพิษหลวนซานสมควรออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว”


            พูดจบก็ลอยตัวขึ้นพร้อมกับตั้งท่าจู่โจม เงาร่างของมู่เจียวเม่ยกลับลอยตัวเข้ามาขวางทางการโจมตีครั้งนี้ ทำให้ฟงหลิ่งปิงที่กำลังจะจู่โจมใส่เซียวเหลิ่งเหวินต้องชะงักร่างกลางอากาศ  ทิ้งตัวลงยังพื้นห้อง  กล่าววาจาด้วยความฉุนเฉียวว่า


            “เจ้ามาขัดขวางเราทำไม?”


            “ท่านจะกำจัดเขาไปทำไม  ในเมื่อสามารถจับตัวเขาเอาไว้แล้วเค้นเอาความลับของเคล็ดวาตะออกมา หากทำเช่นนี้ท่านจะได้รับประโยชน์ถึงสองทาง  หนึ่งคือเคล็ดวิชา  สองคือตัวประกันคอยบงการสกุลเซียวที่เหลืออยู่  ดีกว่าฆ่าทิ้งแล้วไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย”


            “น่าสนใจดี  งั้นเจ้าควรสานต่องานที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ  ไปจี้จุดและจับกุมเขาเอาไว้”


            มู่เจียวเม่ยหันหลังกลับมาด้วยความยินดีที่อัดแน่นอยู่ภายใน  หล่อนบังเกิดความลังเลขึ้นในจิตใจ ถึงกับเปลี่ยนใจจะให้ยาถอนพิษแก่เซียวหลิ่งเหวิน  หากเข้าใกล้ตัวเขาได้แล้ว ตนเองจะแอบให้ยาถอนพิษแก่บุรุษที่ตนเองยังคงรักมิเสื่อมคลายผู้นี้  จากนั้นจะขอร้องให้มันพาตนเองหลบหนีไปด้วย  เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว  บุรุษในฝันคงไม่อาจปฏิเสธคำร้องขอนี้ได้   ในขณะที่นางกำลังวางแผนในใจอยู่นั้น  ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณอกซ้าย เมื่อก้มลงมองดูก็พบว่ามีมือข้างหนึ่งโผล่ออกมาจากอกซ้ายของตนเอง ในมือข้างนั้นยังกำหัวใจของหล่อนที่เต้นตุบตับอยู่ เลือดไหลทะลักออกจากร่างของโฉมสะคราญไม่หยุดยั้ง  มือข้างนั้นเป็นของฟงหลิ่งปิน  มันจู่โจมจากด้านหลังด้วยอำมหิต พรากชีวิตของภรรยาให้จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก

     

            มู่เจียวเม่ยหาได้สนใจมือข้างนั้น นางใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายโดยการยิ้มให้กับเซียวเหลิ่งเหวิน  พร้อมกับโยนวัตถุชิ้นหนึ่งให้กับเขา  จากนั้นก็ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นห้องสกปรก  ขาดใจตายในลักษณะเช่นนี้

     

            เซียวหลิ่งเหวินยื่นมือไปรับวัตถุชิ้นนั้นมา  เมื่อจ้องมองดูมันอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่ง  ก็จดจำออกว่านี่คือสิ่งของชิ้นเดียวที่เขาซื้อให้กับนางเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีที่แล้ว นางกลับยังรักษามันไว้จวบจนถึงทุกวันนี้  สร้างความปวดร้าวรันทดใจให้กับเซียวเหลิ่งเหวินยิ่งนัก หากตอนนี้เขาไม่ถูกพิษคงลงมือกำจัดฟงหลิ่งปินไปแล้ว แม้ว่าจะสามารถควบคุมและขับพิษส่วนใหญ่ออกจากร่าง แต่น่าเสียดายที่พิษทำลายลมปราณทำให้ลมปราณครึ่งหนึ่งของตนเองเป็นอัมพาตไม่สามารถใช้งานได้  หากว่าตนเองลงมือด้วยอารมณ์โกรธแค้นอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับลมปราณส่วนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลใจมากที่สุดกลับเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคา เขาสามารถรับรู้ถึงคนผู้นี้ได้แค่ตอนที่มันทิ้งตัวลงบนหลังอย่างเงียบเชียบ หลังจากนั้นก็ไม่รับรู้ถึงการดำรงคงอยู่ของมัน  แม้ว่านั่นจะเป็นเพราะเขาถูกพิษทำลายลมปราณก็ตาม  แต่สุดยอดฝีมือธรรมดาทั่วไปยังไม่สามารถหลบรอดจากโสตประสาทของเขาได้ แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้มีวรยุทธ์สูงกว่าฟงหลิ่งปินขั้นหนึ่ง


            “สตรีที่นอกใจสามีไปรักบุรุษอื่น  ไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินนี้แล้ว  โอ  เจ้ารู้หรือไม่ว่าทุกค่ำคืนนางนอนละเมอเพ้อฝันถึงเจ้า  แต่นั่นก็โทษนางไม่ได้  เพราะแท้จริงแล้วที่ข้าแต่งงานกับนาง ก็เพียงเพื่อเอาชนะเจ้าที่โดดเด่นขึ้นมาในนามวายุเทพ ข้าปรารถนาให้เจ้ารู้สึกเสียใจที่สตรีผู้รู้ใจแต่งงานกับข้า  แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  เจ้ากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยนิด กลับมุ่งสู่ทางยุทธ์จนมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าเดิมหลายเท่าตัว  ที่ข้าทำมาล้วนสูญเปล่าทั้งสิ้น  ไม่สิ วันนี้ได้นางสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นก็คือการป้ายพิษบนใบหน้าของท่านได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งเดียวที่สมควรยกย่องสตรีใจโลเลผู้นี้”


            เซียวหลิ่งเหวินลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า  เงยหน้าแล้วจ้องมองไปที่ฟงหลิ่งปิน  เขาต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพราะกำลังเสริมของศัตรูมาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง หากว่าเขาไม่ถูกพิษแล้วพลังลมปราณเป็นอัมพาตไปครึ่งหนึ่ง  คงตัดสินใจลงมือเข่นฆ่าให้หนำใจสักครา  สิ่งที่เขาสมควรทำในตอนนี้คือฝ่าวงล้อมออกไป  หาสถานที่สงบสักแห่งเพื่อฟื้นฟูพลังลมปราณที่เป็นอัมพาต

     

            “เจ้าไม่รู้เหรอว่าสกุลเซียวมีประกาศิตวายุที่ว่า ‘ผู้ใดระรานสกุลเซียวต้องถูกล้มล้างทั้งตระกูล’ หากข้ารอดออกไปจงเตรียมตัวให้พร้อม  สกุลฟงต้องถูกลบล้าง”


            พูดจบ  เซียวหลิ่งเหวินไม่รอให้ฟงหลิ่งปินที่ยืนตกใจกับคำประกาศิตวายุตั้งตัวได้  หลังจากรอโอกาสมาอย่างยาวนานก็ได้ระเบิดพลังออกมา  บังเกิดพายุหมุนขึ้นอย่างรวดเร็วในห้องที่พวกเขายืนอยู่  ฝุ่นและเศษใบไม้ในห้องฟุ้งกระจายไปทั่ว

     

            เซียวหลิ่งเหวินพุ่งเข้าหาฟงหลิ่งปิงด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด  จี้ดรรชนีออกไปสามดรรชนีใส่คนของสกุลฟงสามคนที่อยู่หลังฟงหลิ่งปิน  จากนั้นเป็นฝ่ามือฟาดใส่ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า  พลันเร่งเร้าพลังลมปราณจนพายุหมุนรุนแรงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

     

            ฟงหลิ่งปินบังเกิดความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง  การแสดงออกของวายุเทพเซียวหลิ่งเหวินไม่คล้ายกับคนถูกพิษแม้แต่น้อย เมื่อเห็นร่างของศัตรูพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับฝ่ามืออันหนักหน่วง  ตนเองทำได้เพียงต่อยหมัดออกไปต้านทานอย่างฉุกละหุก  เมื่อหมัดและฝ่ามือปะทะกันจึงรู้ว่านั่นเป็นกระบวนท่าหลอกล่อเท่านั้น ร่างของคู่ต่อสู้พุ่งผ่านเบื้องหน้าของมันพร้อมกับหยิบฉวยบางอย่างไป  วิชาตัวเบาของวายุเทพโดดเด่นเลิศล้ำถึงเพียงใด  สามารถแบกร่างที่ไร้ลมหายใจของมู่เจียวเม่ยแทรกผ่านยอดฝีมือสกุลทั้งสี่คนไปอย่างง่ายดาย  พุ่งร่างออกนอกประตูใหญ่โดยไม่มีผู้ใดขัดขวางทัน  พายุหมุนกระแทกใส่อาคารทั้งหลังแตกเป็นเสี่ยง ๆในชั่วพริบตานั้นเอง


            เซียวหลิ่งเหวินพุ่งเรียบไปกับทางเดิน  ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดคำนวณเอาไว้  การชิงซากศพของมู่เจียวเม่ยมาเป็นสิ่งที่เขาต้องกระทำ  เขาไม่ยอมปล่อยให้สหายสนิทที่เคยร่วมทางต้องถูกย่ำยีซากศพ  นางต้องได้รับการกลบฝังอย่างถูกต้อง ทันใดนั้นเองก็มีร่างหนึ่งลอยอยู่เหนือร่างของเขา  เป็นคนชุดดำที่ใส่หน้ากากทองเหลือง  ร่างลอยมาด้วยวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ท่าร่างของเขา  มันจู่โจมกรงเล็บใส่เขาอย่างเงียบเชียบ  จากกรงเล็บเดียวแตกกระจายออกเป็นสิบ  จากสิบเป็นร้อย  จากร้อยเป็นพัน  ชั่วพริบตาเดียวปรากฏกรงเล็บครอบคลุมทั้งผืนฟ้าเหนือร่างของเขา


            เซียวหลิ่งเหวินคาดเดาไว้แล้วว่ายอดฝีมือลึกลับผู้นี้ต้องลงมือ แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะลงได้เฉียบขาดถึงเพียงนี้  กรงเล็บที่กระจายเต็มท้องฟ้าปิดทางหนีของเขาจนหมดสิ้น  แต่นั่นไม่ใช่เพียงกรงเล็บเท่านั้น  ความรู้สึกหลอนแทรกซึมไปทั่งทุกรูขุนขน  ปรากฏภาพของภูตผีปิศาจขึ้นทุกทิศทาง  สุดยอดวิชามารอีกหนึ่งแขนงกำลังแผลงฤทธิ์  ถึงกระนั้นเขาหาได้หวั่นไหวใจไม่  คนเข้าสู่ขั้นวาตะเคลื่อนคล้อย  ร่างพลิ้วไปตามช่องว่างของกรงเล็บ  สะบัดฝ่ามือซ้ายจี้ดรรชนีทำลายกรงเล็บที่ขวางหน้า พุ่งโผร่างเข้าหาศัตรูที่พุ่งลงมาหาอย่างรวดเร็ว


            ทั้งสองเผชิญหน้ากันกลางอากาศ  เซียวหลิ่งเหวินโยนซากศพในมือข้ามศีรษะคนใส่หน้ากากทองเหลือง  จากนั้นสะบัดฝ่ามือออกไปคราหนึ่ง  เป็นฝ่ามือที่เขาบัญญัติขึ้นด้วยเคล็ดวาตะ  นามว่าวาตะแปรปรวน  เป็นฝ่ามือที่ใช้ลมปราณมหาศาล  ก่อเกิดเป็นพายุหมุนรุนแรงเข้าหาคู่ต่อสู้  แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้การต่อสู้จบในกระบวนท่าเดียว  หากยืดเยื้อกว่านี้ฟงหลิ่งปินและยอดฝีมือสกุลฟงที่เหลือจะกลุ้มรุมเข้ามา

     

            คนใส่หน้ากากทองเหลืองยังคงใช้ออกด้วยกรงเล็บเหมือนเดิม  แต่ครานี้กลับเพิ่มความน่าสะพรึงมากกว่าเดิม  รอบ ๆ กรงเล็บบังเกิดรูปร่างคล้ายกะโหลกศีรษะมนุษย์มากมายพุ่งเข้ามาพร้อมกับกรงเล็บนั้น  หนึ่งฝ่ามือหนึ่งกรงเล็บปะทะกันอย่างรวดเร็ว  และทั้งสองก็แยกจากกันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า  ร่างของเซียวหลิ่งเหวินพุ่งผ่านข้างกายของคู่ต่อสู้  รับร่างไร้วิญญาณของมู่เจียวเหม่ยเอาไว้  พร้อมกับกระอักเลือดออกมาหลายครา

     

            “กรงเล็บมารอเวจีอันยอดเยี่ยม....เอื้อก...ฟงหลิ่งเหวิน..อีกสี่สิบวันเจอกันที่เขาฟงซาน  ประกาศิตวายุต้องทำการชดเชยคืนให้กับการกระทำของเจ้าในวันนี้”


              เซียวหลิ่งเหวินพูดไปกระอักเลือดไป  แต่ท่าร่างกลับยังคงรวดเร็วไม่แปรเปลี่ยน  เพียงครู่เดียวก็หายลับไปด้านหลังสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่ง  ฟงหลิ่งเหวินและพวกแม้จะเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถตามติดแม้แต่เงาของฝ่ายตรงข้าม  พวกมันไม่กล้าติดตามไปอีก เพราะคนใส่หน้ากากทองเหลืองไม่มีท่าทีว่าจะติดตามศัตรูไปเช่นกัน  บัดนี้พวกมันได้ปล่อยเสือเข้าป่าไปแล้ว

     

            คนใส่หน้ากากทองเหลืองทิ้งตัวลงบนพื้นพร้อมกับดึงหน้ากากขึ้นครึ่งหน้า  กระอักเลือดคำใหญ่ออกมา  จากนั้นก็เหม่อมองไปยังทิศทางที่ศัตรูจากไป  มันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในไหวพริบและฝีมืออันยอดเยี่ยมของคู่ต่อสู้  ในสถานการณ์ที่ตนเองได้เปรียบถึงเพียงนั้นยังไม่สามารถเอาชัยได้ ยังทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บภายในไม่น้อย  นับว่าชื่อเสียงของวายุเทพมิใช่ได้มาเพราะผู้อื่นยกย่องเกินจริงแต่อย่างใด


            “อีกสี่สิบวันเราจะไปร่วมสู้กับเจ้าที่เขาฟงซาน”


            คนสวมใส่หน้ากากทองเหลืองพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ  จากนั้นก็พลิ้วกายจากไปอย่างรวดเร็ว  วิชาตัวเบาของคนผู้นี้ล้ำเลิศยิ่งนัก  พริบตาเดียวก็หายลับตาไปแล้ว  เหลือเพียงคนของสกุลฟงเท่านั้นที่ทยอยโผล่หัวออกมาจากภายในสิ่งก่อสร้างรอบๆ มีจำนวนนับร้อยคน  แต่พวกมันกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะลงมือขัดขวางคู่ต่อสู้

     

            ใบหน้าของฟงหลิ่งปินคล้ายชราภาพกว่าเดิมไปสามสิบปี  ไม่มีผู้ใดต้องการเผชิญกับประกาศิตวายุ  สกุลเซียวมียอดฝีมือคับคั่ง  และคนพวกนี้พร้อมที่จะปฏิบัติตามประกาศิตวายุทุกเมื่อ  น่าเสียดายที่แผนแพร่พิษของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ

       

            อีกสี่สิบวันที่เขาฟงซาน  สกุลเซียวและสกุลฟงต้องห้ำหั่นกันอย่างแน่นอน

              

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258