จักรพรรดิเซิ่นอู๋ชื่อนี้คือตำนานที่สลักเอาไว้ในหัวใจของผู้คนอาณาจักรฟ้าครามเมื่อ 5 ปีก่อนยามเมื่อมีการรุกรานจากเผ่าพันธุ์ปีศาจ มนุษย์ไม่อาจจะต่อกรกับเผ่าพันธุ์ปีศาจได้ ในาครั้งนั้นต้องมีผู้สูญเสียจำนวนนับไปถ้วน รวมถึงผู้ยิ่งใหญ่ระดับจักพรรด์เซียนยุทธ์ก็ตกตายไปหลายคนเช่นกันสถานการณ์เริ่มที่จะเข้าขั้นเลวร้าย
เด็กและบุรุษถูกสังหารอย่างโเี้ สตรีก็ถูกจับไปเป็ที่ระบายกามอารมณ์เมื่อหมดประโยชน์ก็จะถูกสังหารทิ้ง เหตุการณ์นี้ลากยาวมาจนถึง 5 ปีก่อน ด้วยการมาถึงของตำนานผู้ไร้เทียมทาน แต่งกายด้วยชุดจอมยุทธ์สีดำ เส้นผมสีดำขลับ ผิวกายสีขาวใส ทว่าเขากลับสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ 1 ฝ่ามือสยบผู้าุโของเผ่าพันธุ์ปีศาจนับ 100 ขับไล่เผ่ารุกรานให้หายออกไปจากทวีปฟ้าคราม นำความสงบสุขห้วนคือสู่ทวีปแห่งนี้อีกครั้ง
ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของเขารู้เพียงแค่ว่าระดับขั้นพลังยุทธ์ของเขานั้นเหนือล้ำความเป็มนุษย์ไปไกลมากแล้ว ยามนั้นจักรพรรดิของทวีปัฟ้า้าที่จะตอบแทนเขาเป็อย่างสูง แต่ชายคนนั้นกลับไปหายไปอย่างร่องรอยทิ้งไว้เพียงกระดาษแผ่นนึงที่เขียนไว้ว่า ‘เซิ่นอู๋’ นี่จึงเป็ชื่อที่ผู้คนกล่าวขานและยกให้เป็จักรพรรดิเสมอมา
เขากลายเป็แรงบันดาลใจให้กับจอมยุทธ์หนุ่มสาวให้แสวงหาพลังและ้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นนั้นเอง ถังเว่ยเองก็เคยอ่านตำราเกี่ยวกับจักรพรรดิเซิ่นอู๋เช่นกันแน่นอนว่ายามเขาอ่านหนังสือเล่มนั้นไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกคันที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก หลงยู๋เหม่ยเองก็เฝ้ารอคำตอบของถังเว่ยอย่างใจจดใจจ่อ
“ก็อย่างที่ข้าบอกท่านไว้ ข้านั้นอาศัยอยู่แต่ในเมืองซานผิงเล็กๆแห่งนี้คงจะไม่รู้จักชายที่ท่านว่าหรอก ขนาดเผ่าพันธุ์ธ์ปีศาจที่ท่านพูดถึงยังไม่เคยปรากฏขึ้นในเมืองซานผิงเลย…”
ประโยคแรกของถังเว่ยนั้นเกือบจะทำให้หลงยู๋เหม่ยนั้นตัดใจไปแล้วเพียงแต่ประโยคต่อมามันกับทำให้นางนั้นสงสัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ก่อนที่นางจะนำกระบี่ไปจ่อคอถังเว่ยใกล้ยิ่งกว่าเดิม
“เื่นั้นเป็ไปไม่ได้หรอก! ยามเผ่าพันธุ์ปีศาจบุกเข้ามายังอาณาจักรฟ้าครามแห่งนี้ไม่มีเมืองไหนที่รอดพ้นจากรุกรานของพวกมัน รวมถึงเมือง 10 อันดับแรกเช่นกันไม่ต้องพูดถึงเมืองเล็กๆอย่างเมืองซานผิงที่จะรอดจากการถูกรุกรานไปได้”
เหงื่อเม็ดโตไหลเต็มไปทั่วแผ่นหลังของถังเว่ยเขาไม่เคยรู้สึกกดันอะไรขนาดนี้มาก่อน เขาไม่นึกเลยว่าหลงยู๋เหม่ยจะมีไหวพริบและฉลาดเป็กรดขนาดนี้ เพียงแค่เขาพูดโกหกนิดหน่อยนางก็สามารถจับได้แล้ว
“เื่ที่ข้าพูดนั้นเป็ความจริง ถ้าท่านไม่เชื่อก็สามารถไปถามชาวบ้านได้เลยว่าข้าพูดความจริงไหม”
เมื่อเห็นว่าถังเว่ยยังคงตอบด้วยความมั่นใจหลงยู๋เหม่ยก็เก็บความสงสัยของนางเอาไว้เพียงเท่านั้น
“ช่างเถอะถ้าเ้ายังยืนยันคำเดิม…ข้าค่อยไปสอบถามเอาจากเ้าเมืองที่หลังก็ได้”
ดูเหมือนว่านางนั้น้าจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับจักรพรรดิเซิ่นอู๋จริงๆ ถึงขนาดลงทุนจะไปขอข้อมูลจากเ้าเมืองซานผิง ต่อให้จะเป็เ้าเมืองระดับสุดท้าย แต่เ้าเมืองยังไงก็คือเ้าเมืองการที่้าเข้าพบได้ก็ต้องมีฐานะพอสมควร การที่นางบอกว่า้าเจอกับเ้าเมืองแบบง่ายๆฐานะของนางเองก็คงสูงส่งเกินเมืองซานผิงไปไกล
“ถ้าท่านไม่้าถามแล้วเราไปรวมรวมสมุนไพรที่้ากันดีกว่า…พอดีข้ายังมีธุระที่ต้องทำอีก”
จะเป็การดีที่สุดถ้าถังเว่ยรีบทำงานที่นางมอบหมายเอาไว้และแยกย้ายออกไปให้เร็วที่สุด หลงยู๋เหม่ยก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธข้อเสนอของถังเว่ยเช่นกัน
“เช่นนั้นเ้านำทางไปเถอะ…”
พลันคำพูดของนางจบถังเว่ยก็ได้นำทางออกไปทันทีเป้าหมายแรกของเขาก็คือหญ้าัโดยมันอยู่ห่างจากจุดที่เขาและนางอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก
ภาพตัดกลับไปที่ตัวของจื่อหลิงเทียนและจื่ออวี้ที่เดินทางมาเกือบจะถึงใจกลางของูเาฟูซานแล้ว
“ท่านพี่ข้าว่าท่านควรจะเชื่อคำพูดของเขานะ อีกอย่างเขาเป็คนในพื้นที่เขาน่าจะรู้อะไรหลายๆอย่างมากกว่าเรา…”
จื่ออวี้พยายามที่จะหว่านล้อมพี่ชายของตนให้ล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปใจกลางูเา จากที่นางสัตเกตดูนางคิดว่าถังเว่ยนั้นไม่น่าจะโกหก เขาจะต้องรู้ดีอย่างแน่นอนว่ามีอันตรายแบบไหนซ่อนอยู่ใจกลางูเาฟูซาน
“เ้าเชื่อเื่ไร้สาระของเ้าบ้านนอกนั่นหรือ? ถ้าพวกเราไม่สามารถเข้าไปได้แล้วคนธรรมดาอย่างเ้านั่นจะเข้าไปได้เยี่ยงไร? อีกอย่างนึงมันกล้าที่จะหักหน้าข้าต่อหน้าศิษย์พี่หญิงเมื่อข้ากลับออกไปคงต้องสั่งสอนมันสักหน่อย”
จื่ออวี้ก็ได้แต่ส่ายหน้าต่อพฤติกรรมของพี่ชายของนาง เขาถูกเลี้ยงดูมาด้วยตามใจของบิดาทำให้เขามีนิสัยที่หยิ่งทระนง เขาจึงไม่ชอบใจถังเว่ยที่มีฐานะต่ำกว่าเขากับทำตัวเทียบเท่าเขาอีกทั้งยังได้พูดคุยกับหลงยู๋เหม่ยมากกว่าเขาเสียอีก
“เื่นั้น…”
นางไม่สามรถโต้แย้งเขาได้อีกทำได้เพียงแค่เดินตามเขาไปเท่านั้น…ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่แสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องมาถึงก็น้อยลงเรื่อย ๆ เสียงของสัตว์น้อยใหญ่ก็เงียบหายไปมีเพียงแค่เสียงเท้าของพวกเขาทั้งคู่เท่านั้น จื่ออวี้ก็ตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาททันที ก่อนที่นางรู้สึกถึงความผิดปกติของที่นี่
‘แปลกมาก…ในตอนแรกยังมีเสียงของสัตว์มากมาย แต่ว่าพอเข้ามาในส่วนของใจกลางเสียงพวกมันกับเงียบหายไปราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน’
จนกระทั่งพวกเขาเดินไปเจอกับโขดหินขนาดใหญ่ที่มีความสูงเกือบ 4 เมตรบนยอดของโขดหินเองก็มีหญ้าชนิดนึงที่มีใบสีขาวสว่างทั่วทั้งใบ มีประกายแสงระยิบระยับเหมือนกับเพชร สมุนไพรชนิดนี้ก็คือหญ้าิญญาที่พวกเขาตามหานั้นเอง
“เห็นไหมข้าบอกเ้าแล้วจื่ออวี้ ว่าเ้านั้นต้องหลอกเราข้าไม่เห็นว่ามันจะอันตรายตรงไหนเลย…”
พลันคำพูดของจื่อหลิงเทียนจบลง เขาก็ะโขึ้นไปยังบนโขดหินอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทำการดึงหญ้าิญญาออกมาแต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงดึงเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะดึงมันออกมาได้เหมือนกับมันผูกติดไว้กับโขดหินก้อนนี้
“อะไรกันทำไมถึงดึงไม่ออก!”
เขาที่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมิญญายุทธ์ขั้น 8 ทว่ากลับไม่มีแรงมากพอจะดึงหญ้าิญญาออกมาได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่งและใช้เท้ากระทืบโขดหินอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นเองจู่ๆโขดหินก่อนดังกล่าวก็เกิดอาการสั่นอย่างรุนแรงก่อนที่ความสูงของมันจะเพิ่มสูงขึ้นจื่อหลิงเทียนที่ไม่ได้ทันได้ตั้งตัวก็ล่วงล่นลงมากระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
โขดหินหลุดออกมากพื้นดินอย่างช้าๆก่อนที่ลักษณะของมันจะเริ่มคล้ายกับั์มีเถาวัลย์พันไปทั่วตัวของมัน หญ้าิญญาที่จื่อหลิงเทียน้าดึงเมื่อครู่ก็ยังอยู่บนบริเวณหน้าผากของมัน ร่างกายสูงใหญ่นับ 7 เมตรบดบังแสงสว่างจนมืดมิด จริงแล้วๆโขดหินที่จื่อหลิงเทียนะโขึ้นไปเมื่อครู่มันไม่ใช่โขดหินั้แ่แรกแล้วแต่มันคือสัตว์ิญญาที่กำลังอยู่ใน่จำศีลต่างหาก!
“สัตว์ิญญาอย่างงั้นหรือ? แถมยังอยู่ในขั้นก่อเกิดิญญายุทธ์!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสั่นกลัว จู่ๆคำพูดและใบหน้าของถังเว่ยก็แล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างฉับพลัน เป็ไปอย่างที่ถังเว่ยพูดเอาไว้ใจกลางของูเาฟูซานไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาควรจะเข้ามา!