เช้าวันรุ่งขึ้น หวังหย่งมารับเลี่ยงหรง ดังที่กล่าวไว้
"คารวะท่านแม่ทัพขอรับ" เลี่ยงเหลียงออกมารับท่านแม่ทัพด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"เป็เช่นไรบ้างเกอน้อย เมื่อคืนหลับสบายไหม"หวังหย่ง
"หลับสบายขอรับ อากาศเย็นมากๆ ไม่มีเตาอุ่นท่านพ่อจึงจุดไฟเพื่อสร้างไออุ่น จนเกือบทำไฟไหม้กระท่อมเลยขอรับ"เลี่ยงเหลียง
"555 เ้าทำให้ข้าหัวเราะอีกแล้ว" หวังหย่งเอามือลูบหัว เลี่ยงเหลียงด้วยความเคยชิน
"ข้าว่าท่านแม่ทัพเข้าไปข้างในก่อนดีหรือไม่ท่านพ่อกำลังแต่งตัวอยู่ขอรับ" เลี่ยงเหลียง
"หึ กระท่อมเล็กเพียงนั้น ข้าเข้าไปท่านพ่อเ้าจะแต่งตัวได้เช่นไรเราเดินเล่นกันหน่อยไหม" หวังหย่งพูดจบก็ไม่ฟังคำตอบของเลี่ยงเหลียงแต่เลือกที่จะจูงมือเกอน้อยเดินไปยังลำธารที่อยู่ไม่ไกลนักทันที
"ไม่มีเ้าอยู่ที่จวนข้าเหงามากเลยไม่มีใครทำให้ข้าหัวเราะ" อยู่ๆ หวังหย่งก็พูดออกมา โดยไม่มองหน้า เลี่ยงเหลียงที่ยืนงงอยู่
"พวกเขาไม่มีใครมาพูดกับท่านเลยหรือขอรับ"เลี่ยงเหลียง
"มี แต่ไม่มีใครคุยสนุกเท่ากับเ้ากะมั้งเกอน้อย"หวังหย่งพูดจบก็หันมาหยิกแก้มทั้งสองข้างของเลี่ยงเหลียงด้วยความมันเขี้ยวปนกับความคิดถึง
"โอ๊ย อ้า เอ็บ อะ" (โอ๊ย ข้าเจ็บนะ) เลี่ยงเหลียงที่ถูกหยิกแก้มไปมาพูดขึ้น
"หน้าเ้าช่างตลกนัก 555" หวังหย่ง
"ข้าแต่งตัวเสร็จแล้วขอรับ" เลี่ยงหรงะโมา
หวังหย่ง ได้ยินดังนั้น จึงปล่อยมือออกจากแก้มนุ่มๆและพาเกอน้อยหน้างอกลับมาที่กระท่อมอีกครั้ง
"เป็อันใดเหลียงเออร์ทำไมทำหน้างอเยี่ยงนั้น" จื่อรั่ว พูดขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเลี่ยงเหลียง
"ข้ากำลังโกรธท่านแม่ทัพขอรับ" เลี่ยงเหลียง
คนที่ถูกกล่าวถึงอดที่ยิ้มไม่ได้เมื่อฟังประโยคนั้นหวังหย่งจึงเอ่ยบอกคนที่กำลังโกรธว่า "เมื่อเสร็จธุระแล้วข้าจะซื้อถังหูลู่มาฝากสักสองไม้ดีหรือไม่"
"ไม่...ท่านหยิกแก้มข้าสองข้าง ข้างละสองไม้ดังนั้นท่านต้องซื้อมาให้ข้าสี่ไม้ขอรับ" เลี่ยงเหลียง
"ได้ๆ ข้าจะซื้อมาให้เ้า" หวังหย่ง
"แค่สองไม้ก็พอ เหลียงเออร์เ้าจะกินขนมมากไปแล้วเดี๋ยวก็อ้วนจนกลิ้งได้พอดี" จื่อรั่วหันไปดุบุตรของตน
"ท่านแม่อะ ข้าอุตส่าห์ได้โอกาสเอาคืนท่านแม่ทัพแล้วนะที่แกล้งข้า"เลี่ยงเหลียง
"ท่านแม่ทัพมีบุญคุณต่อเราต่อให้บิดแก้มเ้าจนขาดก็ต้องห้ามโกรธ รู้หรือไม่" จื่อรั่ว
"คือ...ฮูหยินหวง เื่นี้ข้าผิดเองอย่าตำหนิเหลียงเออร์เลยเอาเป็ว่าถังหูลู่สองไม้ และข้าจะหาขนมอื่นมาให้เหลียงเออร์ด้วยละกัน"
"ขอบคุณเ้าค่ะ" จื่อรั่ว
หวังหย่งยิ้ม และหันไปมองเลี่ยงเหลียงที่เพิ่งถูกดุจนทำหน้าจ๋อยพอสบตากันเลี่ยงเหลียงก็พูดโดยไม่มีเสียงให้อีกฝ่าย "ขอบคุณ"
หวังหย่งยิ้มและก็หันไปขี่ม้าโดยมีเลี่ยงหรงเข้าไปนั่งในรถม้าที่หวังหย่งเตรียมมา และทั้งสองก็เดินทางจากไป
พอ่สาย ก็มีทหารของหวังหย่งขนไม้มาพร้อมแบบแปลนมาสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวหมอหวง
หวังหย่งพาเลี่ยงหรงเดินทางมาทางด้านหลังราชวังเพราะเขาได้แจ้งแก่ฮ่องเต้ว่าจะพาหมอพเนจร แซ่หวงมารักษาอาการประชวรด้วยโรคประหลาด ขององค์ชายสามแบบลับๆ
พอมาถึงก็มีขันทีและทหารมารอรับเพื่อพาไปที่ตำหนักขององค์ชายสามทันที
เมื่อมาถึงก็พบกุ้ยเฟยเฟิงเหมียน และองค์ชายสามเจี๋ยนซานในห้องบรรทมขององค์ชาย
ใบหน้าองค์ชายสามตอนนี้ซีดเผือด ตัวเย็นดังน้ำแข็งแต่มีเหงื่อไหลซึมออกมามากมาย สีปากคล้ำ
ทั้งสองแสดงความเคารพกุ้ยเฟยและองค์ชาย"ถวายพระพรกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ"
"อาหย่ง คนผู้นี้นะหรือ จะรักษาอาการของเจี๋ยนซานได้" เฟิงเหมียน มองที่ชายวัยกลางคนที่มีแขนข้างเดียว ดูก็รู้ว่าพิการ หน้าตาก็แสนจะธรรมดา จึงเกิดความกังวล เลยถามหลานของตนออกมา
"กุ้ยเฟย ท่านให้ท่านหมอหวงดูอาการก่อนดีหรือไม่เพราะอย่างไรเสียหมอหลวงก็รักษาไม่หาย องค์ชายก็มีอาการประชวรมาหลายปีดังนั้นหมอหวงที่เดินทางไปทั่วแคว้นหลานคิดว่าน่าจะมีโอกาสรักษาให้หายได้มากกว่า" หวังหย่ง กล่าวในสิ่งที่ตนคิด
"ได้ ๆ พี่ชายข้าเองก็เคยกล่าวเช่นเ้าข้าจะลองดู" เฟิงเหมียน
"ข้าขอเข้าไปดูอาการใกล้ๆได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" เลี่ยงหรง
"ได้สิ เชิญท่านหมอ" เฟิงเหมียนถอยออกมายื่นอยู่ด้านข้าง ใกล้ ๆ กับหวังหย่ง
เลี่ยงหรงเข้าไปตรวจดูชีพจร ตรวจดูใต้ตา ปากและลิ้น โดยละเอียดจบด้วยเอาเข็มเงินขึ้นมาและฝั่งไปตามข้อพับต่างๆ และดึงออกมาดูจากนั้นก็ลุกขึ้นมาเพื่อรายงาน
"เรียนกุ้ยเฟยข้าขอดูยาที่หมอหลวงเอามาให้ได้หรือไม่และขอดูรายการอาหารที่องค์ชายเสวยย้อนหลังมานี้" เลี่ยงหรง กล่าวด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม
"มีอันใดหรือยาและอาหารมีสิ่งผิดปกติหรือท่านหมอ" กุ้ยเฟย
"เพียงแค่กระหม่อมมีข้อสงสัยบางอย่าง ขอกระหม่อมตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และจะรายงานผลทันทีพ่ะย่ะค่ะ"เลี่ยงหรง
"ได้ซูซูเ้าไปเอาสิ่งที่ท่านหมอ้ามาให้ท่านหมอตรวจสอบ" กุ้ยเฟยสั่งให้นางกำนัลคนสนิทไปเอาสิ่งของมาให้เลี่ยงหรง
"ระหว่างรอหลักฐาน ท่านช่วยบอกคร่าวๆถึงอาการได้หรือไม่" กุ้ยเฟย แสดงสีหน้าร้อนใจ
เลี่ยงหรงหันไปมองหวังหย่ง เพราะเขากังวลว่าจะกล่าวดีหรือไม่หวังหย่งพยักหน้าว่ากล่าวออกมาได้เขาจึงเล่าตามที่ตนพบเจอ
"กระหม่อมสันนิษฐานว่าองค์ชายน่าจะถูกยาพิษทางตอนเหนือซึ่งเป็พิษเฉพาะของชนเผ่าหมื่นพิษ พิษชนิดนี้เป็พิษกลั่นกระดูกซึ่งองค์ชายคงได้พิษในแต่ละครั้งในปริมาณที่น้อย แต่พอสะสมเป็เวลานานทำให้มีอาการประชวรอย่างที่เห็น" เลี่ยงหรง
"ชนเผ่าหมื่นพิษ ได้ถูกข้าปราบไปตั้งนานแล้วจะเป็พิษของพวกเขาได้เช่นไร" หวังหย่ง
"เมื่อปีที่แล้วตอนข้าเดินทางไปทางเหนือยังมีโอกาสเจอชนเผ่าหมื่นพิษอยู่เลยขอรับข้าหลงเข้าไปจึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวิชาทางการแพทย์เกี่ยวกับยาพิษและยาถอนพิษมาบ้าง"เลี่ยงหรง
"ท่านบอกพิกัดให้ข้าข้าจะได้ไปปราบให้สิ้นซาก" หวังหย่ง
เหตุที่หวังหย่ง้าข้อมูล เพราะชนเผ่าหมื่นพิษเป็ เผ่านอกรีต ผลิตยาพิษอันตรายมากมายออกมาซึ่งทางราชสำนักคิดว่าน่าจะเป็ภัยต่อไปในอนาคตจึงสั่งปราบปราม
"ขออภัยท่านแม่ทัพ ตอนนั้นข้าหลงเข้าไปในป่าเลยเผอิญพบเข้า พวกเขามีจำนวนน้อยนิด เป็เพียงชนเผ่าเล็กๆ พอข้าจะกลับออกมาพวกเขาก็ปิดตาพวกข้าทั้งสามคนและพามาส่งที่ตัวเมืองเสียแล้วและพวกเขาก็หายไปกับฝูงชน ครั้นข้าจะพาไปก็ไปไม่ถูกเสียแล้ว" เลี่ยงหรง
ที่เลี่ยงหรงเล่าไปเป็ความจริง แต่จะให้กลับไปนะได้แต่ในเมื่อท่านแม่ทัพคิดจะไปฆ่าพวกเขา ที่ตอนนี้มีแค่สตรี เกอ วัยชราและเด็กๆมีผู้ชายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พวกเขาไม่คิดจะมาแก้แค้นราชสำนักเสียด้วยซ้ำพวกเขาทำได้เพียงแฝงตัวในป่า จากที่เลี่ยงหรงได้รู้จัก ชนเผ่าที่พบเป็คนดีมีน้ำใจมากแต่ในเมื่อมีคนเอายาพิษของเผ่านี้มาใช้อาจจะเป็ยาเก่าก่อนที่จะมีการปราบปรามหรือชนเผ่าบางคนอาจจะแฝงตัวใน ราชสำนัก ก็อาจจะเป็ได้ทั้งนั้น
"เช่นนั้นข้าคงต้องให้คนไปตรวจสอบ เพื่อจะเจอพวกที่เหลืออย่างไรเสียราชสำนักก็มีคำสั่งกำจัดให้สิ้นซาก" หวังหย่งแสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา ทำให้เลี่ยงหรงไม่กล้ากล่าวอันใดอีก
ในจังหวะชวนอึดอัดนี้ ซูซูนางกำนัลของกุ้ยเฟยก็นำหลักฐานมาให้พอดี
จึงทำให้เลี่ยงหรงหันไปตรวจสอบเอกสารเ่าั้ซึ่งหวังหย่งก็ช่วยดูด้วยเช่นกัน