บทที่ 11 แยกบ้าน (รีไรท์)
ตระกูลเสิ่นจะแยกบ้าน!
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านถวนเจี๋ยต่างใ อย่างไรอายุอานามของทั้งพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นก็ยังไม่มาก เื่แยกบ้านตั่งแต่เนิ่น ๆ นี้เป็เื่ที่พบเห็นไม่บ่อยนักในหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านเสิ่นเว่ยจวิน พ่อของเสิ่นชิงชิงร่วมถึงผู้าุโของหมู่บ้านตระกูลเสิ่นต่างพากันมาที่บ้านหลักตระกูลเสิ่น มีลุงาุโประจำตระกูลสองคนที่ถูกคนประคองเข้ามา
“พวกเธอก่อเื่อะไรขึ้นอีกล่ะ” ชายชราที่ดูจะอายุมากที่สุดถามขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อลองค้นในความทรงจำเดิมของเ้าของร่าง ทำให้เสิ่นทิงหงรู้ว่าผู้พูดคือผู้าุโที่อายุเยอะที่สุดในหมู่บ้านตระกูลเสิ่นมีอายุ 80 กว่าปีแล้ว แม้แต่พ่อเฒ่าเสิ่นยังต้องเรียกว่าคุณปู่
“คุณปู่ ต้องให้คุณมาเห็นเื่น่าขันในวันนี้แล้ว เด็ก ๆ ที่บ้านต่างก็โต ๆ กันหมดแล้ว ผมวางแผนที่จะให้แยกบ้านกันออกไป” พ่อเฒ่าเสิ่นยิ้มเจือน แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่น เห็นชัดว่าได้คิดมาดีแล้ว
ชายชราเหลือบมองไปที่พ่อเฒ่าเสิ่น มองผ่านเข้าไปในแววตาคู่นั้นราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง
“คุณคิดดีแล้วนะ”
“คิดดีแล้วครับ วันนี้เชิญคุณปู่กับผู้าุโทั้งหลายมาก็เพื่อขอให้ช่วยเป็พยาน” พ่อเฒ่าเสิ่นพูด
“ได้สิ งั้นเว่ยจวินช่วยไปเอาหนังสือแยกบ้านมาบันทึกที” ชายชรามองไปทางเสิ่นเว่ยจวิน
เสิ่นเว่นจวินเป็หัวหน้าใหญ่แล้วยังถือได้ว่าเป็ผู้มีความรู้ เื่ทั่วไปในหมู่บ้านแบบนี้ล้วนเป็เขาที่ออกหน้าจัดการ
เขาเหลือบมองไปทางพ่อเฒ่าเสิ่นปราดหนึ่ง จากนั้นไม่ได้พูดอะไรอีกพลางนำกระดาษปากกาออกมาแล้วเริ่มเขียนบางอย่าง
ในหนังสือถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็เื่ส่วนแบ่งห้องหลังจากแยกบ้าน เงินสดจะแบ่งกันยังไง หรือแม้แต่เื่การเลี้ยงดูผู้เฒ่าผู้แก่ในอนาคตล้วนเขียนระบุไว้อย่างละเอียด
รอเพียงให้พี่น้องทั้งสามคนของบ้านเสิ่นลงนามและพิมพ์ลายนิ้วมือก็เป็อันสำเร็จสมบูรณ์ รอเสิ่นเว่ยจวินไปขอทำเื่สลักหลังยืนยันเอกสารที่สถานีตำรวจท้องถิ่นในอำเภอ พวกเขาทั้งสามก็ถือว่าได้แยกบ้านกันเป็ที่เรียบร้อย
ในใจของเสิ่นต้าเฉียงเวลานี้เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ใช่ว่าเขาไม่อยากแยกบ้าน แต่เมื่อมองไปทางผู้สูงวัยทั้งสองก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย
แต่ว่าบ้านนั้นยังไงก็ต้องแยก อย่างมากต่อไปก็กตัญญูให้มากหน่อย ยังไงก็ตั้งใจแล้วว่าจะไม่มีทางอยู่ร่วมกับคนอย่างจางซู่ฉินและเสิ่นปี้เหลียนที่จิตใจชั่วร้ายได้อีก
ยังดีที่ครั้งนี้ลูกสาวของตนเองยังดวงดี ถ้าเกิดมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ก็ไม่แน่ว่าจะมีโชคเหมือนครั้งนี้
ขณะที่เสิ่นเว่ยจวินกำลังเขียนลงบนหนังสือ ไม่มีใครพูดจาสักคน แม้แต่กลุ่มคนที่มุงอยู่รอบ ๆ ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ในเวลาแบบนี้หากมีใครปากมากขึ้นมาสักคำ จะไม่ใช่การหาเื่ใส่ตัวหรือ
พ่อเฒ่าเสิ่นหยิบหนังสือแยกบ้านที่เสิ่นเว่ยจวินเขียนเสร็จแล้วขึ้นมาแล้วพูดขึ้นว่า
“อย่างที่เคยพูดไว้ ครอบครัวเ้าสามจะแยกบ้านออกไปสร้างบ้านอยู่กันเอง ครอบครัวเ้าใหญ่และเ้ารองให้อาศัยอยู่ในห้องเดิมที่นี่คนละครึ่ง ฉันกับแม่ของพวกแก้าแค่หนึ่งห้องไว้อยู่ด้วยกัน ที่ทางด้านหลังให้พวกแกสามคนหาเวลามาช่วยกันสร้างห้องครัวให้พวกเราก็ได้แล้ว พวกเราก็จะไม่ไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกแก ทุกปีมาร่วมโต๊ะแสดงความกตัญญูกันก็พอแล้ว”
สำหรับคำขอนี้ทั้งสามพี่น้องไม่มีอะไรจะคัดค้าน บ้านสามยังดีที่ถึงจะต้องรับสองคนแก่ไปอยู่ด้วยก็ใช่ว่าไม่ได้ แต่แน่นอนว่าไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การอยู่ร่วมกับคนเฒ่าคนแก่ย่อมต้องมีนิสัยการใช้ชีวิตที่ต่างกันอยู่บ้าง
ย่อมง่ายต่อการเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นถ้าไม่จำเป็หลิวเยว่เองก็ไม่ได้อยากจะรับผู้สูงวัยทั้งสองคนไปอยู่ด้วย
ขนาดหลิวเยว่ยังมีความคิดเช่นนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจางซู่ฉินกับอู๋อวิ๋นสองคนนั้น การให้สองผู้สูงวัยสามีภรรยาใช้ชีวิตอยู่กันเองตามลำพังก็นับว่าเป็เื่ดีเื่หนึ่ง
เสิ่นเว่ยจวินเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน เลยพูดต่อไปด้วยเื่ความกตัญญูตอบแทน
“ตามแนวทางของหมู่บ้านเรา หลังจากแยกบ้านแล้ว ทุกปีพวกเธอแต่ละบ้านต้องส่งมอบเมล็ดพันธ์พืช 80 จิน ธัญพืชละเอียด 20 จิน และธัญพืชหยาบ 60 จิน แล้วก็เงินแสดงความกตัญญู ทุกปีบ้านละ 5 หยวน ถ้าหากผู้ใหญ่ทั้งสองเกิดาเ็ล้มป่วยขึ้นมาแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งสามบ้านก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบเท่า ๆ กัน”
พอเสิ่นเว่ยจวินพูดจบ จางซู่ฉินก็เม้มปากพูดขึ้น “ปีนึงต้องให้เงินแสดงความกตัญญูถึง 5 หยวน แล้วยังมีพวกข้าวเปลือกธัญพืชมากมายนั่นอีก เวลาป่วยยังจะมาหาพวกเราอีกเหรอ”
คนมากมายตรงนั้นต่างยิ้มขันกับคำพูดของจางซู่ฉิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอายุทั้งหลายที่ไม่ค่อยลงรอยกับลูกสะใภ้บ้านตัวเอง ไม่ก็เป็เหมือนกับพวกลุง ๆ ในตระกูลที่พอได้ยินคำพูดพวกนี้ก็รู้สึกอารมณ์เสียไม่สบายใจ
เดิมทีคนเฒ่าคนแก่ก็คิดอยากให้ลูกหลานช่วยเลี้ยงดูยามเฒ่ายามแก่ ถ้ารู้ว่าจะเป็แบบนี้จะได้ป้องกันไว้แต่แรก
ไม่คลอดลูกชาย ก็ไม่ต้องมากังวลกับภรรยาแย่ ๆ ของลูกชาย
“สหายจางซู่ฉินเอ๋ย คุณพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก เวลาพวกเราบ้านใหญ่แยกบ้านก็ทำกันมาแบบนี้ แถมเงินรวมกันจากทั้งสามบ้านก็แค่ 15 หยวน ปกติถ้าผู้สูงวัยทั้งสอง้าเปลี่ยนรสชาติบ้างก็ต้องกัดปากอดเอา ถ้าเวลาเจ็บป่วยยังไม่มาสนใจอีก ถ้างั้นก็ไม่ต้องบอกว่าแยกบ้านหรอก ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปเลยสิ”
เสิ่นเว่ยจวินในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกรำคาญทั้งเื่ทั้งคนที่ไร้เหตุผลพวกนี้ที่สุด เลยมีอารมณ์โกรธขึ้นมาเล็กน้อย
จางซู่ฉินพึมพำอยู่สองสามคำ แต่ไม่มีใครได้ยิน อย่างน้อยเธอก็ไม่ลุกขึ้นมาก่อกวนเพิ่มอีก
ถึงแม้เื่แยกบ้านจะสรุปลงแบบนี้ จางซู่ฉินก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ถ้าหากโดนตัดสัมพันธ์ขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่จะไม่ได้รับเงินส่วนแบ่งเลย กลัวก็แต่จะถูกเฉดหัวออกมา จนแม้แต่บ้านก็จะไม่มีให้ซุกหัวนอน
แม่เฒ่าเสิ่นหยิบกล่องเหล็กขึ้นมาหนึ่งใบ
เสิ่นทิงหงจำได้ ตอนเธอเล็ก ๆ แม่เฒ่าเสิ่นได้หยิบเงินจากกล่องเหล็กนี้ขึ้นมาให้เด็ก ๆ เป็ครั้งคราว คนละเหมาสองเหมาไว้ใช้ซื้อขนม
ครั้นมองเห็นกล่องเหล็กนี้มีสภาพเก่าโทรมสนิมเกาะ ดูก็รู้ว่ามันได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน
ตอนนี้ต้องแบ่งเงินกัน แม่เฒ่าเสิ่นก็เอาธนบัตรและเหรียญที่กระจัดกระจายอยู่ในกล่องขึ้นมานับครั้งหนึ่งแล้วพูดขึ้น
“ในนี้มีทั้งหมด 420 หยวน ฉันกับพ่อพวกแกจะเก็บไว้ 70 หยวนเอาไว้ซื้อโลงศพให้ตัวเอง เงินส่วนนี้อย่าได้ติดใจ ส่วนที่เหลืออีก 350 หยวน บ้านเ้าสามเอาไป 150 หยวน บ้านเ้าใหญ่และเ้ารองเอาไปบ้านละ 100 หยวน บ้านครอบครัวใหญ่นี้ถือว่าได้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว”
“จากนี้ขอให้ทุกคนดูไว้ ต่อไปอย่าได้หาว่าพวกเราลำเอียง เพราะครอบครัวเ้าสามจะแยกออกไปสร้างบ้านของตัวเอง อีกทั้งเงินทั้งหมดนี่ก็เป็บ้านเ้าสามที่หามา พวกแกถือว่าได้ผลประโยชน์มาพอแล้ว ถ้าหากยังมีใครคัดค้านก็เก็บของออกไปซะ ของในบ้านก็อย่าได้เอาติดออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว ไสหัวไปอยู่กันเองเถอะ”
แม้แต่พ่อเฒ่าเสิ่นก็พูดออกมาแล้ว
คำพูดพวกนี้ตั้งใจจะพูดให้จางซู่ฉินฟัง ทั้งบ้านใครใช้ให้มีแต่หล่อนที่สร้างปัญหากัน
จางซู่ฉินถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนที่จะได้พูดอะไรออกไปก็ถูกผู้าุโทั้งสองเหน็บแนม คนหนึ่งพูดคนหนึ่งเสริมจนรู้สึกใ สุดท้ายก็ไม่กล้าแผลงฤทธิ์อะไรอีก
ตอนนี้เื่แยกบ้านถือว่าได้จบลงแล้ว แต่เื่ที่เสิ่นปี้เหลียนผลักเสิ่นทิงหงก่อนหน้านี้ยังไม่จบ