บทที่ 44 มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ดู
อันโหรวใจหายแวบ รีบปฏิเสธทันที “วันนี้ดึกมากแล้วค่ะ สามีกับลูก ๆ รอฉันกลับบ้านอยู่ เอาไว้คุณจิ่งแวะมาวันหลังดีกว่านะคะ”
พูดจบอันโหรวก็รีบปลดเข็มขัดนิรภัย เตรียมเผ่นแนบ
“อยู่นิ่ง ๆ”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกกดดัน
อันโหรวได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เขาลงจากรถ อ้อมมาเปิดประตูฝั่งอันโหรว ก่อนจะก้มลงอุ้มเธอลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว
“แผลที่เท้าของคุณต้องพักฟื้นให้หายดี พรุ่งนี้...”
เขากำลังจะบอกว่าให้อันโหรวพักอยู่บ้านพรุ่งนี้ แต่เธอรีบโบกมือปฏิเสธ “แค่ถลอกนิดหน่อยเองค่ะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องพักหรอกค่ะ”
จิ่งเป่ยเฉินเม้มริมฝีปากบาง รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ดื้อ เลยไม่พูดอะไรต่อ
“คุณจิ่ง ฉันกลับแล้วนะคะ คุณก็รีบกลับเถอะ ขับรถดี ๆ นะคะ” อันโหรวยิ้มและโบกมือ เดินกะเผลก ๆ กลับอะพาร์ตเมนต์ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับจิ่งเป่ยเฉินมากมายขนาดนี้
ปิดบังความห่วงใยไม่มิด
มุมปากจิ่งเป่ยเฉินยกขึ้น ดวงตาฉายแววขบขันอย่างน่าหลงใหล
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านประธานผู้แสนเจ้าเล่ห์ถูกซื้อใจไปด้วยคำพูดแสดงความห่วงใยง่าย ๆ ประโยคเดียว
เขามองตามร่างของอันโหรว จนเห็นว่าเธอเดินมาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ และกำลังควักกุญแจออกมา จึงหันหลังกลับไปที่รถ
ทว่าวินาทีต่อมา...
ประตูอพาร์ตเมนต์ก็ถูกเปิดออกจากด้านใน อันหยางวิ่งพรวดพราดออกมา พุ่งเข้าหาอันโหรวทันที
อันหน่วนหลับไปแล้ว ส่วนอันหยางรอจนร้อนใจ ทนไม่ไหว เลยวิ่งออกมาดูว่าอันโหรวกลับมาหรือยัง
เจ้าตัวน้อยเงยหน้าขึ้น ขยี้ตาเบา ๆ เหมือนไม่อยากจะเชื่อ “แม่ แม่กลับมาแล้ว ในที่สุดแม่ก็กลับมา ถ้าแม่ไม่กลับมาอีก ป้าจือเสี่ยวคงร้องไห้แน่ ๆ”
เสียงของอันหยางลอยเข้าหูจิ่งเป่ยเฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถ มือที่จับประตูชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงดูด ความรู้สึกนี้ทำให้เขาว้าวุ่นใจ
จิ่งเป่ยเฉินหันกลับไปมอง เห็นเพียงแค่ขาของเด็กเลือนราง ร่างกายเล็ก ๆ ของอันหยางถูกอันโหรวบังมิด
“หยางหยาง เข้าบ้านเร็ว” อันโหรวรู้ตัวว่าจิ่งเป่ยเฉินยังไม่ไป ก็รู้สึกใจหายวาบ รีบผลักลูกชายเข้าบ้าน
อันหยางถูกผลักเข้าไปโดยไม่รู้เรื่องราว ส่วนอันโหรวเดินตามเข้าไป แล้วปิดประตู ในเสี้ยววินาทีที่ประตูปิดลง อันหยางมองผ่านช่องประตูที่เล็กลงเรื่อย ๆ เห็นจิ่งเป่ยเฉินที่ข้างถนน
ลุงคนนั้นอีกแล้ว เขาเป็นคนมาส่งแม่กลับบ้านเหรอ?
คิ้วเล็ก ๆ ของเจ้าตัวน้อยขมวดเข้าหากัน ดวงตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
จิ่งเป่ยเฉินที่อยู่นอกอพาร์ตเมนต์มองไม่เห็นอันหยาง เขาส่ายหัว ไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจออกไป เปิดประตูรถขึ้นไปนั่งโดยไม่รู้ตัวเลยว่า การหันหลังกลับไปครั้งนี้ เขาพลาดอะไรไปบ้าง
ในอพาร์ตเมนต์ เมื่อหลินจือเสี่ยวเห็นอันโหรว ดวงตาของเธอก็แดงก่ำ “โหรวโหรว เธอกลับมาแล้ว ในที่สุดเธอก็กลับมา ถ้าเธอไม่กลับมา ฉันจะโทรแจ้งตำรวจแล้วนะ”
อันโหรวรู้ว่าหลินจือเสี่ยวเป็นห่วง จึงรีบเข้าไปกอดปลอบ “ฉันไม่เป็นไร จือเสี่ยว เธออย่ากังวลไปเลย ยังมีงานอีกตั้งเยอะที่รอฉันไปทำ ฉันไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
หลังจากพูดจบ เธอก็เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของหลินจื่อเซียวอย่างเบามือ เอียงตัวไปกระซิบถามข้างหู “เรื่องที่ฉันโดนลักพาตัว หยางหยางกับหน่วนหน่วนรู้รึเปล่า?”
หลินจือเสี่ยวสะอื้นฮัก ๆ ความกังวลใจที่เพิ่งหายไปก็กลับมาอีกครั้ง
“เด็ก ๆ ฉลาดจะตาย ฉันเป็นห่วงจนทำอะไรไม่ถูก...” หลินจือเสี่ยวพูดตะกุกตะกัก มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อตัวเองอย่างกระวนกระวาย “ฉันเลยบอกหยางหยางไปแล้ว แต่หน่วนหน่วนไม่รู้เรื่องนี้”
หัวใจอันโหรวกระตุก ลูกชายรู้ว่าเธอโดนลักพาตัว คืนนี้โดนซักไซ้แน่
แต่ผิดคาด อันหยางไม่เพียงไม่ถาม แต่ยังดูแลเธอเป็นอย่างดี เขาค่อย ๆ ยกน้ำอุ่นมาให้ แถมยังไปเตรียมจานผลไม้แสนอร่อยมาอีก
“แม่ เท้าของแม่เจ็บมากไหม?” เจ้าตัวน้อยนั่งข้าง ๆ อันโหรว ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
เด็กก็คือเด็ก มือป้อม ๆ กำแน่น อยากจะดูแผลแต่ก็กลัวว่าเธอจะเจ็บ
หลินจือเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย “ผ้าพันแผลหนาขนาดนั้น แผลต้องหนักมากแน่ ๆ เจ็บไหม?”
อันโหรวมองไปที่เท้าของตัวเอง ผ้าพันแผลที่เท้าเป็นฝีมือจิ่งเป่ยเฉิน เขาพันหนาจริง ๆ แต่แผลของเธอไม่ได้หนักขนาดนั้น แค่ท่านประธานมือหนักหัดพันแผลเองจนเป็นแบบนี้
แต่ถ้าให้จิ่งเป่ยเฉินได้ยินความในใจนี้เข้า...
อันโหรวอดขนลุกไม่ได้
“ไม่ต้องกังวล แค่แผลถลอกนิดหน่อย” อันโหรวลุกขึ้นยืน ลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หยางหยาง รีบไปนอนได้แล้ว เด็ก ๆ ห้ามนอนดึก”
เด็กน้อยยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วลงจากโซฟาอย่างเชื่อฟัง “ราตรีสวัสดิ์ครับแม่ ราตรีสวัสดิ์ครับป้าจือเสี่ยว”
อันโหรวมองลูกชายเข้าห้องนอน จากนั้นจึงหันไปมองหลินจือเสี่ยว กำลังจะเอ่ยปากให้เธอไปพักผ่อน แต่หลินจือเสี่ยวกลับยื่นมือมาสะกิดเธออย่างกะทันหัน “ต่อหน้าคนนอกเธอก็ยังฝืน ทีกับฉันเธอยังจะฝืนอีกเหรอ ถ้าอยากอาบน้ำ เธอก็กะจะให้ฉันยืนอยู่เฉย ๆ มองเธอโดดไปโดดมาตอนอาบน้ำอย่างนั้นเหรอ”
อันโหรวรู้สึกตื้นตันใจ เธออยากอาบน้ำจริง ๆ ตัวเธอมอมแมมไปหมด แถมยังเหงื่อท่วมตัว ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวเลย
“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปเปิดน้ำให้”
หลินจือเสี่ยวพูดพลางพยุงเธอเข้าห้องน้ำ ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ หลังจากปล่อยน้ำและปรับอุณหภูมิเรียบร้อยแล้ว หลินจือเสี่ยวก็พยุงเธอเข้าไป จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา “อุณหภูมิน้ำได้แล้ว เธออาบเสร็จก็เรียกฉันนะ”
อันโหรวคว้ามือเธอไว้ กัดริมฝีปากเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยว…”
หลินจือเสี่ยวทำสีหน้าจริงจัง ขัดอันโหรว “อย่ามาพูดจาแบบนี้กับฉัน ในอนาคตไม่แน่ฉันอาจจะเป็นแบบนี้บ้าง ถึงตอนนั้นเธอก็ค่อยดูแลฉัน”
พอพูดจบ เธอก็ดึงมือออก ก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องน้ำ
อันโหรวถอดเสื้อผ้าในห้องน้ำ พอคลำมาถึงช่องกระเป๋าเสื้อ เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าโทรศัพท์มือถือของเธอหายไป!
อันโหรวนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ หลับตานึกถึงครั้งสุดท้ายที่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ตอนนั้นเหมือนจะโทรคุยกับหลินจือเสี่ยว จากนั้นก็หมดสติไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล ในโทรศัพท์มือถือของเธอมีข้อมูลสำคัญมากมาย ถ้าถูกคนอื่นเก็บไปก็ไม่เป็นไร แต่เธอกลัวว่าจะเป็นคนรู้จัก
ถ้ารูปถ่ายในนั้นหลุดออกไป เธอก็ไม่สามารถปกปิดตัวเองได้อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รีบลุกขึ้น คว้าผ้าเช็ดตัวมาพันตัวไว้ แล้วกระโดดขาเดียวออกจากห้องน้ำ
หลินจือเสี่ยวรออยู่หน้าห้องน้ำ พอเห็นอันโหรวออกมาจึงรีบลุกขึ้นไปประคอง “ทำไมอาบเสร็จเร็วขนาดนี้ ไม่ยอมเรียกให้ฉันพยุงออกมา”
อันโหรวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จับมือเธอแน่น แล้วถามด้วยสีหน้าจริงจัง “จือเสี่ยว โทรศัพท์มือถือของฉันอยู่ที่เธอหรือเปล่า”
“ฉันไม่เห็นโทรศัพท์มือถือของเธอนะ” หลินจือเสี่ยวส่ายหัว เห็นอันโหรวมีท่าทีเป็นกังวลอย่างมาก จึงถามด้วยความสงสัย “เธอเป็นอะไรไป โทรศัพท์มือถือหายก็ซื้อใหม่สิ ถ้าเธอไม่มีเงิน ฉันซื้อให้เอง”
อันโหรวขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ “ในโทรศัพท์มือถือของฉันมีข้อมูลสำคัญมาก แย่แล้ว ใครกันที่เก็บไปนะ!”
หลินจือเสี่ยวเพิ่งเคยเห็นอันโหรวตกใจกลัวขนาดนี้ ไม่รู้จะปลอบใจยังไง จึงก้มหน้าลงคิดทบทวนอย่างละเอียด จู่ ๆ ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย พูดเสียงดังว่า “คุณจิ่ง! โทรศัพท์มือถือของเธออาจจะถูกคุณจิ่งเก็บไปก็ได้!”
“อะไรนะ” อันโหรวฝืนทรงตัวไว้ได้อย่างยากลำบาก เธอเบิกตาโต สีเลือดบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น
ถ้าจิ่งเป่ยเฉินเห็นสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือล่ะก็ ต้องรู้เรื่องทั้งหมดแน่ ๆ ถึงตอนนั้น...
เธอไม่กล้าคิดต่อ เพราะผลลัพธ์มันร้ายแรงเกินไป
หลินจือเสี่ยวเห็นเพื่อนสนิทมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงเช่นนี้ ก็พลอยตื่นตระหนกไปด้วย เธอก้มหน้าลงคิดทบทวนเหตุการณ์ แล้วพูดอย่างลังเลว่า “ไม่แน่ว่าจะเป็นคุณจิ่งที่เก็บโทรศัพท์ไปหรอกนะ แค่เขาออกจากชั้นใต้ดินก่อนฉัน แล้วก็ถามตำแหน่งของเธอด้วย ฉันไม่รู้ว่าตอนที่เขาไปหาเธอ เขาเห็นโทรศัพท์มือถือของเธอหรือเปล่า”
อันโหรวประสานมือ หลับตา อธิษฐานอย่างสุดใจ
ทว่าคำอธิษฐานของเธอกลับไม่ได้ผล โทรศัพท์มือถือถูกจิ่งเป่ยเฉินเก็บไปจริง ๆ และในตอนนี้ก็อยู่ในมือของเขา
เมื่อครู่เขามัวแต่จัดการกับคนพวกนั้นจนลืมคืนโทรศัพท์มือถือให้เธอ
จิ่งเป่ยเฉินเอนหลังพิงหัวเตียง เสื้อคลุมนอนสีดำเผยให้เห็นแผงอกแกร่งสีแทนเล็กน้อย ผมเปียกน้ำปรกหน้าผากบังคิ้วเข้ม ดวงตาดุดันราวกับสิงโตที่ซุ่มรอเหยื่อ ดูหยิ่งผยอง
เขาถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือข้างเดียว มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กดปุ่มเปิดเครื่อง หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้น แสงจากหน้าจอส่องกระทบใบหน้าของจิ่งเป่ยเฉิน เผยให้เห็นประกายในดวงตา
โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ซ่อนความลับได้ดีที่สุด เขาเองก็ไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษอะไร ในเมื่อตอนนี้โทรศัพท์มือถือของอันอวี้หานอยู่ในมือเขา มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ดู
บางที สิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์เครื่องนี้อาจจะไขข้อข้องใจให้เขาได้มากมาย