จื่อเซวียนลุกออกจากเตียงนอนหยิบไม้เท้าคู่ใจเดินออกจากห้องไปตามความทรงจำเขาจำได้ว่าห้องน้ำนั้นอยู่ไม่ไกลจากห้องนอนเด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปทางซ้ายหลังออกจากห้องเดินตรงไปสุดทางเดินแม้ว่ามันจะเรียกว่าสุดทางเดินแต่แท้จริงแล้วพึ่งผ่านไปเพียงห้องเดียวเท่านั้น
เข้าไปในห้องน้ำเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นโถสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้า และฝักบัวอาบน้ำ
“นี่มันวิเศษไปเลย !” เขากล่าวอย่างตื่นเต้น
ถึงแม้ว่าจะสามารถอ่านจากความทรงจำในร่างนี้ไปแล้วก็ตามแต่พอมาเห็นด้วยตาตัวเองนี่มันช่างเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
ต้องรู้ว่าในโลกนี้นั้นล้าหลังกว่าโลกที่แล้วของเขามากถึงขนาดว่าพึ่งจะมีเครื่องจักรไอน้ำเมื่อไม่นานมานี้แต่บ้านหลังนี้กลับมีสิ่งของอำนวยความสะดวกที่เกือบจะเทียบเท่ายุคสมัยใหม่ในโลกเก่าเลยก็ว่าได้
“ดูเหมือนว่าคนที่นี่ชอบที่จะดูแลรักษาความสะอาดโดยเฉพาะสุขอานามัยนะนั่นเป็เื่ที่น่ายินดี”
เด็กหนุ่มยิ้มแก้มปรินี่เป็ข่าวดีเื่แรกก็ว่าได้ั้แ่ที่เขามาสิงอยู่ในร่างนี้
ไม่สิ ! นั่นไม่ถูกต้องใครจะอยากสิงร่างคนอื่นกัน ควรบอกว่ามาเป็เ้าของร่างคนใหม่การหลอมรวมสิ
เขามองไปที่กระจกเงาภาพสะท้อนของใบหน้าซินจื่อเซวียนทำให้เขาแทบพูดไม่ออกเขาอยากจะอุทานออกมาเสียหลายคำ แต่ก็กล่าวออกมาได้แค่ว่า ‘คนแน่หรือ?’
ใบหน้าของซินจื่อเซวียนซีดตอบจนเกินไปนอกจากนี้ร่างกายก็ผอมคล้ายมีแค่หนังหุ้มกระดูก
พระเ้าช่วย ! แน่ใจนะว่าไม่ใช่ซอมบี้ !!
เขาสูดหายใจลึกแม้แต่ตัวเขาก็ยังกลัวตัวเองหรือนี่?ร่างกายนี้ผอมเกินไปและสูงเพียง 156 เิเยังอยู่ในระหว่างการเติบโตหากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปคงได้ตายตามซินจื่อเซวียนคนเก่าไปแน่ ๆเขาต้องรีบแก้ปัญหาโรคร้ายของตน และเพิ่มพูนกล้ามเนื้อให้ร่างกายอย่างน้อย ๆก็แค่ให้เหมือนคนปกติก็พอ
จื่อเซวียนไม่รู้ว่าเขาจะสามารถกลับไปยังโลกเก่าได้ไหมแต่ถ้าไม่ได้เขาคงต้องยอมรับความเป็จริงและอยู่ในสภาพนี้ต่อไปแต่เขาจะไม่ยอมตายอย่างอนาถอย่างเด็ดขาด เขาจะต้องพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์มากที่สุดเขาต้องจำใจยอมรับตัวตนจื่อเซวียนคนนี้
“ต่อจากนี้ไปฉันคือซินจื่อเซวียน !”
ซินจื่อเซวียนทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จสรรพก็เดินลงบันไดมาชั้นล่างเขาตรงไปยังห้องอาหาร กลิ่นอาหารลอยโชยมาแต่ไกล ท้องของเขาก็ร้อง ‘โครกคราก’ ประท้วงขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า
ทันทีที่เสียงท้องร้องของเด็กหนุ่มดังขึ้นเด็กสาวที่นั่งรอรับประทานอาหารอยู่ก็ลุกขึ้นเดินมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม
ซินจื่อเซวียนมองไปยังเด็กสาวที่ร่าเริงใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ผมและั์ตาสีเงิน ดวงตากลมโตใสกระจ่าง จมูกได้ทรงสัดส่วนปากบอบบางรูปทรงคล้ายผลเชอร์รี่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็อดไม่ได้ที่จะทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นไหว
“ท่านพี่อรุณสวัสดิ์ค่ะ”เสียงอ่อนหวานของเด็กสาวทำให้เขาสำรวมกิริยาอย่างรวดเร็วหลังจากเผลอตัวไปชั่วขณะแต่ก็รู้สึกถึงความยากลำบากที่ต้องทำใจให้สงบลง
“อะ..อืมอรุณสวัสดิ์เสี่ยวเสวี่ยไปนั่งเถอะ”
“ไม่ได้ค่ะให้หนูช่วยดีกว่า” เด็กสาววิ่งเข้ามาคว้าแขนพี่ชายพยุงไปยังที่นั่งหัวโต๊ะ
ซินจื่อเซวียนมองไปยังข้าวสวยที่หอมกรุ่นและอาหารอีกสองอย่างบนโต๊ะมันคือไข่ดาว ผัดผักและแกงไก่มื้อนี้ค่อนข้างง่ายจากความทรงจำของร่างนี้ส่วนใหญ่แล้วมื้อเช้าจะเป็อะไรที่เรียบง่ายพวกเขาไม่มีพิธีรีตองสำหรับการกิน และยังใช้เวลาให้น้อยที่สุดโดยเฉพาะวันนี้ที่สายมากแล้วสำหรับวันปกติ
แต่เขาค่อนข้างแปลกใจกับอาหารของโลกนี้มันเหมือนกับอาหารโลกก่อนของเขาซะเหลือเกิน เพียงแต่มันไม่ใช่อาหารของชาติเขา ทว่าเป็ของคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นไปเขาเองก็เป็ลูกครึ่งมีเชื้อสายประเทศัและประเทศช้างบิดาเป็คนประเทศั มารดาเป็คนประเทศช้างทำให้เขาสืบทอดวัฒนธรรมแบบผสมผสานมา
โดยเฉพาะด้านอาหารเขาชื่นชอบข้าวมาก มื้อนี้น่าเสียดายที่ไม่มีซีอิ๊วที่นี่ไม่อย่างนั้นไข่ดาวฟองนี้คงจะอร่อยมากขึ้น
อาหารช่วยให้เขาหันเหความสนใจจากเด็กสาวมาที่การรับประทานได้อย่างดีช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง
เขาใช้เวลากับการรับประทานอาหารไม่นานนักระหว่างนั้นก็พูดคุยกับซินเสวี่ยเป็ครั้งคราวพี่น้องคู่นี้สนิทสนมกันมากหากเขาไม่ทำตัวให้เหมือนที่แล้วมาคงกลายเป็เื่ผิดปกติไปในสายตาของเขาน้องสาวตัวน้อยค่อนข้างน่ารัก น่าเอ็นดูด้วยความไร้เดียงสาของเธอและความอ่อนโยนทำให้เขาชื่นชมน้องสาวคนนี้เป็พิเศษ
ขณะที่พูดคุยกับเด็กสาวความทรงจำบาง่ก็เติมเต็มเข้ามาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับซินเสวี่ย สาวน้อยแต่เดิมนั้นเป็คนเงียบค่อนข้างเก็บตัวจื่อเซวียนคนเก่าเองก็เช่นกันทั้งสองที่มีบุคลิกคล้ายกันมาอยู่ด้วยกันก็เกิดความลงตัวแบบแปลก ๆนิสัยทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปจนน่าประหลาด เด็กสาวมีใบหน้าที่ร่าเริงอารมณ์ก็สดใสมากขึ้น ส่วนเด็กชายในอดีตก็มีรอยยิ้มให้เห็นอยู่ทุกวันแม้จะไม่มากแต่ก็นับว่าเป็การเปลี่ยนแปลงที่ดี
กริ๊ง !
เสียงกระดิ่งดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกชายวัยกลางคนที่คุ้นเคยก็เดินเข้ามาเสิร์ฟของหวาน ของหวานมื้อนี้เป็ผลไม้ที่รู้จักกันดีขึ้นชื่อในเมืองใบไม้ร่วงแห่งนี้เป็อย่างยิ่งมันคือแอปเปิ้ลที่ปลอกเปลือกและหั่นแล้วทั้งยังสลักตกแต่งเป็กระต่ายน้อยน่ารัก
รูปลักษณ์ของมันทำให้สาวน้อยเผยรอยยิ้มที่สดใสออกมาบ่งบอกถึงความชื่นชอบ แม้ว่าเธอจะเคยเห็นมันหลายครั้งแล้วก็ตามและนั่นก็ดูเหมือนจะเป็ปัญหาในการกินแอปเปิ้ลกระต่ายน้อยเสียด้วยด้วยความน่ารักของมันทำให้เธอไม่กล้าจะลิ้มลอง ต่างจากเด็กหนุ่มที่ไม่ได้สนใจรูปลักษณ์มันมากนักเขาเริ่มที่จะลิ้มลองผลไม้ของที่นี่มันมีรสชาติหวานฉ่ำและเนื้อกรอบแต่ไม่แข็งจนเกินไปเขาลิ้มลองรสชาติของมันอย่างมีความสุข
หลังรับประทานอาหารเสร็จลุงหยวนก็เปิดปากพูดถึงแผนงานในวันนี้ของเขา
“เวลา 10.00 น.คุณชายและคุณหนูต้องไปทำกิจกรรมที่วิหารสุริยันใน่บ่ายคุณหนูจะต้องไปเรียนที่สถาบันการศึกษาส่วนคุณชายจะต้องเข้ารับการรักษาที่บ้านคุณหมอวิสลีย์ครับ”
“อย่างนั้นก็ไปกันเถอะนี่ก็ 9 โมงกว่าแล้วจะเป็การเสียมารยาทหากเราไปสาย”
“รถม้าพร้อมแล้วครับเชิญคุณชายและคุณหนู”
ลุงหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากลุงหยวน”
“มันคือหน้าที่ของกระผม”
ลุงหยวนยกมือทาบหน้าอกโค้งตัวอย่างสุภาพถึงเขาจะสนิทกับเด็กหนุ่มเป็อย่างมากแต่ไม่เคยละเลยธรรมเนียมปฏิบัติเลยแม้สักครั้งทัศนคติที่ซินจื่อเซวียนมีต่อลุงหยวนในครั้งแรกที่พบจึงดีขึ้นอย่างมากนี่คงเป็ที่มาของความชื่นชอบที่คุณยายหลิวมีต่อข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์เหลียงหยวนผู้นี้
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินคู่ไปกับไม้เท้าคู่ใจขณะที่สาวน้อยวิ่งเข้ามาช่วยพยุงแขนอีกข้าง แม้ว่าเขาจะกล่าวหยุดเธอแล้วก็ตามแต่สาวน้อยยังคงปฏิเสธและให้การช่วยเหลืออย่างแข็งขัน
ซินจื่อเซวียนเดินมาถึงหน้าบ้านเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อภาพที่เขาเห็นคือ บ้านเมืองในสมัยอดีตสำหรับความทรงจำในโลกเก่ามันคล้ายกับบ้านที่ผสมผสานไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมของหนึ่งในความทรงจำของเขามันคือประเทศช้างและความเป็ยุโรปในสมัยการล่าอาณานิคม
นอกจากบ้านแล้วเขายังเห็นรถม้าโดยสารสัญจรไปมาครั้งคราวเมืองใบไม้ร่วงแท้จริงแล้วเป็เมืองเล็กที่กำลังเลื่อนเข้าสู่ระดับกลางแต่ไม่เคยขาดแคลนรถม้าโดยสารการคมนาคมด้วยรถม้าโดยสารของรัฐเป็ที่ชื่นชอบของคนทั่วไปหรือคนฐานะปานกลางดังนั้นต่อให้เป็เมืองเล็กเพียงใดการขนส่งเช่นนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็น
ส่วนคนมีฐานะดีจนถึงร่ำรวยนั้นพวกเขามักจะมีรถม้าเป็ของตนเองเพื่อแสดงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติยศให้สมฐานะของพวกเขาและซินจื่อเซวียนก็คือหนึ่งในนั้นเขาถือได้ว่าเป็ผู้ที่มีฐานะดีในเมืองใบไม้ร่วงจึงไม่แปลกที่จะมีรถม้าส่วนตัวใช้ในการเดินทาง
“พี่ชายเป็อะไรไปคะ?”สาวน้อยเห็นพี่ชายหยุดเดินนิ่งไปก็งงงวยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อ้อไม่มีอะไรเราไปกันเถอะ”
ลุงหยวนรับหน้าที่เป็คนขับรถม้าขณะที่พี่น้องสองคนนั่งอยู่ภายใน
วิวทิวทัศน์ภายนอกทำให้เขารับรู้ถึงวิถีชีวิตคนของโลกนี้โลกที่แตกต่างจากโลกเดิม โลกที่ล้าหลัง และโลกที่ไร้ซึ่งความปลอดภัยที่ดีสายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังกลุ่มคนสวมชุดเกราะเหล็กนับร้อยที่ถือหอกและโล่เดินอย่างเป็ระเบียบอยู่มุมหนึ่งของถนนพวกเขาเ่าั้คงเป็ทหารไม่ผิดแน่ชุดเกราะเหล็กนี้คล้ายกับชุดเกราะในยุคกลางของยุโรปแต่ดูเบาบางกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เส้นทางที่พวกเขาจะไปดูเหมือนจะเป็ถนนหลักทางด้านเหนือคงจะมุ่งหน้ากลับค่ายไม่ผิดแน่
แม้ว่าโลกจะเข้าสู่ยุคสมัยของอุตสาหกรรมเครื่องจักรไอน้ำแล้วก็ตามแต่ราชอาณาจักรไม่สามารถมอบงบจำนวนมากให้กองทัพเพื่อผลิตหรือซื้ออาวุธเป็จำนวนมากได้ทหารประจำเมืองที่ห่างไกลยังคงใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ดั้งเดิมนี่ก็เพียงพอดูแลรักษาเมืองยามไร้าได้แล้ว
เด็กหนุ่มไม่รู้เลยว่าความสนใจของเขาตกอยู่ในสายตาของเด็กสาวน่ารักอยู่ตลอดเวลาดวงตาของเด็กสาวไม่เคยละจากเขาไปเลยแม้แต่วินาทีเดียวช่างเป็สิ่งมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อ !
“พี่ชายสนใจชุดเกราะทหารอย่างนั้นเหรอคะ?”
“ก็นิดหน่อยสภาพอย่างพี่คงได้แค่ฝันก็เท่านั้นแหละ ฮ่า ๆ”เขาหัวเราะแห้งราวกับเยาะเย้ยตนเองด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง นั่นทำให้เด็กสาวรู้สึกเ็ปใจดวงตากลมโตของเธอจึงแดงขึ้นไม่รู้ตัว
“พี่ชายต้องหายได้แน่นอนค่ะ! โตขึ้นหนูจะหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาพี่ให้ได้เลย !” กำปั้นน้อย ๆ ชูขึ้นอย่างมั่นใจก่อนเ้าตัวจะกระโจนเข้าไปซุกอยู่ที่ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มเขายิ้มให้เด็กสาวพลางลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดูสักพักก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าบางส่วนเปียกชื้น
“พี่เชื่อว่าเสี่ยวเสวี่ยทำได้แน่พี่เชื่ออย่างนั้น เพราะงั้นเลิกร้องได้แล้วนะเด็กดี”
“อื้อ หนูจะเชื่อฟัง”
เด็กสาวสะอื้นต่อสักพักแต่ไม่ยอมปล่อยตัวพี่ชายไปเธอนั่งกอดเด็กหนุ่มไปตลอดทาง
“คุณชายคุณหนูครับเราใกล้ถึงวิหารสุริยันแล้วครับ”
เสียงแจ้งเตือนของลุงหยวนทำให้ทั้งคู่มีเวลาเตรียมตัวจัดแจงชุดเสียใหม่พวกเขาต้องแต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อแสดงถึงความเคารพที่มีต่อวิหารแห่งเทพและแล้วรถม้าก็หยุดเคลื่อนที่บ่งบอกถึงการมาถึงวิหารสุริยันแล้ว...
...