“ผมดีใจที่คุณเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง” วอร์เรนเอ่ยขึ้นอีกจะเป็เพราะว่าเธอคิดไปเองหรือว่าสีหน้าของเขาจริง ๆ นะที่กร้าวกระด้างขึ้นกว่าในตอนแรก? “อาทิตย์หน้านี้งานก็ยุ่งอีกแล้วเพราะพ่อผมจะต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด”
“ฉันแน่ใจว่าหมอเขาคงจะตรวจพบว่า เนื้องอกที่คุณพ่อของคุณเป็อยู่คงจะไม่ร้ายแรงอะไรนักหรอกค่ะ”ซูซานพูดเป็เชิงปลอบโยน เพิ่งตระหนักแน่ว่า การที่สีหน้าของวอร์เรนเปลี่ยนไปนั้น เนื่องมาจากความห่วงใยในสุขภาพของบิดาเพราะทั้งสองเป็พ่อลูกที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก
“ผมน่ะแน่ใจอย่างที่สุดว่ามันจะต้องเป็อย่างนั้น”เขาผงกศีรษะรับอย่างเป็งานเป็การ ก่อนที่จะปรายตามองไปทางโต๊ะด้านข้างอีกครั้ง ริมฝีปากเครียดขึ้น“แต่ถ้าเขาจะไล่ไอ้คนไร้มรรยาทออกไปจากที่นี่ยังจะแน่นอนกว่า”
“วอร์เรนคะ?” ซูซานเอียงคอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ “มีอะไรหรือคะ?”
สีหน้าของเขาสำแดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ไอ้ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวที่สองนั่นน่ะสิ...อย่า ... อย่าเพิ่งหันไปมองนะ” เขาสั่งเสียงเครียด “มันมองคุณอย่างไร้กิริยาที่สุดมาตั้ง10 นาทีกว่าแล้ว”
“มองฉัน”? เธอร้องออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อหู “คุณแน่ใจหรือคะ?”
“แน่ใจที่สุด” วอร์เรนตอบด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“บางทีอาจจะเป็คนที่ฉันรู้จักก็ได้นะคะบางทีอาจจะเคยเป็เพื่อนร่วมโรงเรียนกันมาก็ได้” ซูซานพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “คุณว่าโต๊ะตัวที่สองใช่ไหมคะ”?
“ใช่ ลองหันไปมองดูสิ แต่อย่าให้มันประเจิดประเจ้อนักก็แล้วกัน”เขาสั่งอีก
อันที่จริง ถ้าเขาจะพูดประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ มันก็ยังจะน่าฟังกว่าการออกคำสั่งเอากับเธอเช่นนี้มากกว่า ซูซานจึงรับฟังด้วยความเฉยเมยเอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้ไว้ แสร้งทำเป็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงร่างของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวที่สองและประสานสายตาที่เขากำลังมองมาอย่างตั้งอกตั้งใจซูซานมิได้สงสัยเลยว่าเขากำลังมองใครอื่นที่มิใช่เธออยู่
ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ตรงโต๊ะแต่ลำพังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ นิ้วหัวแม่มือเกี่ยวอยู่กับห่วงกางเกงเสื้อนอกเผยออ้าเขาอยู่ในสูทสีน้ำตาลประหลาด ๆ คล้ายสียาเส้นซึ่งแม้จะนั่งอยู่ไกลกันขนาดนี้ ซูซานก็ยังพอสังเกตเห็นได้ว่ามันเป็สูทราคาแพง
เรือนผมของเขาเป็สีน้ำตาลอ่อนอมประกายสีทองเข้มทรงผมเป็รูปเดียวกับวอร์เรน เครื่องแต่งตัวผนวกกับกิริยาท่าทางของเขาในยามนี้ทำให้มองเห็นว่า เขามิใช่คนที่จะยอมใครง่าย ๆ ใบหน้าที่คมสันยังประกอบด้วยแนวลึก ๆรอบริมฝีปากและดวงตา ซึ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็คนยิ้มง่ายอีกด้วย ถ้าจะให้ซูซานวิจารณ์เกี่ยวกับรูปลักษณ์ของผู้ชายคนนี้เธอก็อยากจะคิดว่าเขาออกจะมีท่าทางเหมือนเด็กหนุ่ม ๆ ที่ร่าเริง แจ่มใสอยู่เป็นิจเพียงแต่ว่ามันแฝงความทระนงองอาจ และความเป็บุรุษเพศอยู่เต็มตัวเท่านั้น ซึ่งทำให้คล้ายกับกำลังมองม้าเกเรสักตัวหนึ่งและใบหน้าอย่างนี้รอยยิ้มอย่างนี้ น่าจะหัวใจหญิงมาเสียนักต่อนักแล้ว
และแล้วการพินิจพิจารณาหน้าตาของเขาก็มาหยุดอยู่ตรงดวงตาคู่สีฟ้า ซึ่งฉายแววยิ้มอยู่อย่างเปิดเผยซูซานไม่อาจจะปัดความคิดที่ว่า เธอคุ้นหน้าคุ้นตากับใบหน้าของชายคนนี้อยู่มากเธอยังจ้องมองหน้าเขาอยู่อีกเป็ครู่ขณะที่พยายามจะคิดให้ออกว่าเขาควรจะเป็ใครกันแน่
และผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ก็ใช้เวลาในนาทีนั้นจับตามองหน้าเธออย่างโอหังขณะที่เขากวาดสายตาไปทั่วเรือนร่างของเธอนั้น ซูซานมีความรู้สึกราวกับว่า เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกจากเนื้อตัวเธอทีละชิ้นแววโลมเลียในสายตาของเขา ทำให้เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วเรือนกาย รีบเบือนหน้าหนีเสียก่อนที่จะมั่นใจว่าเคยพบหน้าเขามาก่อน
“เป็ไง?” เสียงวอร์เรนเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่พอใจ
สีหน้าของเขาบอกให้รู้ว่ากำลังโมโหและซูซานก็รู้ว่า เขาจะต้องเห็นสายตาที่ผู้ชายคนนั้นมองมาทางเธออย่างโลมเลียเข้าด้วยมันมีอยู่สิ่งหนึ่งในความผิดพลาดเกี่ยวกับตัววอร์เรนก็คือเขาเป็คนเ้าอารมณ์ โมโหง่ายนั่นเองเธอเกือบจะพูดออกไปแล้วว่า เธอรู้จักกับผู้ชายคนนี้ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เธอไม่คิดว่าวอร์เรนจะสนใจอีกต่อไปว่าเธอจะรู้จักหรือไม่
“ฉันไม่เคยรู้จักกับเขาหรอกค่ะแม้ว่าจะรู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้ามาก่อนก็เถอะ”เธอตอบออกไปมันไม่เกิดประโยชน์อะไรที่จะทำให้วอร์เรนเห็นว่า เธอเองก็บังเกิดความยุ่งยากใจขึ้นมาเหมือนกัน
วอร์เรนตวัดสายตามองไปทางผู้ชายคนนั้นอย่างขึ้งโกรธอีกครั้งกรามนูนขึ้นก่อนที่จะตวัดสายตากลับมามองเธอ
“ผมว่ามันชักจะมากเกินไปหน่อยแล้วนะ”
“เราก็อย่าไปสนใจเขาสิคะ”ซูซานตอบพลางยักไหล่
“คุณจะทำไม่สนใจได้ยังไงในเมื่อมันมองอย่างไร้มรรยาทอย่างนี้”เขาพูดเสียงประชด “เห็นจะต้องสั่งสอนกันเสียหน่อยแล้วละมั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับคุณเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือนะสิคะ” ซูซานว่า การพูดตามความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยขจัดแรงอารมณ์ของวอร์เรนได้“ยิ่งกว่านั้น” เธอปรายตามองไปทางผู้ชายคนที่เป็ชนวน ซึ่งขณะนี้เขากำลังผุดลุกขึ้นยืน“เขาก็กำลังจะออกไปอยู่แล้ว”
แต่วอร์เรนดูเหมือนจะไม่พอใจเพียงแค่คำพูดของซูซานที่ว่าผู้ชายคนนั้นกำลังจะกลับ จึงเหลือบตามองดูด้วยตนเองและแล้ว ดวงตาก็เป็ประกายกล้าขึ้นเมื่อตวัดกลับมามองหน้าซูซาน
“คุณแน่ใจหรือว่าไม่รู้จักไอ้หมอนั่น?” เขาถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น “ฉัน ... ” ซูซานเองก็ออกจะไม่ใคร่แน่ใจนัก แต่แล้วก็ยักไหล่ปัดความคิดที่ว่ารู้สึกคุ้นหน้ากับคนคนนี้อยู่ออกเสียจากสมอง “ฉันแน่ใจค่ะ” เธอผงกศีรษะรับเป็การยืนยัน
“งั้นคุณช่วยบอกผมหน่อยสิว่าทำไม”วอร์เรนพูดต่อด้วยน้ำเสียงขุ่นขึ้ง “เขาถึงต้องเดินตรงมาที่โต๊ะเราด้วย”
ดวงตาคู่สีน้ำตาลเบิกกว้างอย่างแปลกใจยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ระย้าย้อยอยู่ตรงหน้าผากอย่างใจคอไม่ใคร่ดี ขณะที่เหลือบตามองไปยังผู้ชายคนนั้นอย่างตื่นๆ เขากำลังเดินทอดน่องช้า ๆ เข้ามาที่โต๊ะ แฝงความเ้าเล่ห์อยู่ในตัว ซูซานรีบสะบัดหน้ากลับทันที
“สมองของเธออึงอลอยู่ด้วยคำถามที่ว่าเธอเคยรู้จักคนคนนี้หรือเปล่านะ? ถ้ารู้จัก ทำไมเธอจะลืมเขาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น?และแล้วเธอก็ตอบคำถามในใจตัวเองว่า ไม่รู้จักแน่ ซึ่งเป็คำตอบที่มั่นใจอย่างที่สุดแต่กระนั้น ทำไมเขาต้องเดินตรงมาทางโต๊ะที่เธอกับวอร์เรนกำลังนั่งอยู่ด้วยเล่า? วอร์เรนเป็คนที่มีความจำแม่นยำไม่ว่าจะเป็แค่ใบหน้าหรือชื่อ ของคนที่เคยได้ผ่านพบมา เพราะฉะนั้นต้องไม่ใช่เขาแน่ที่ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้กำลังเดินตรงมาหา
"เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะซูซานไม่อาจจะเงยหน้าขึ้นมองเป็เชิงถามได้ มือไม้ดูจะสั่นสะท้านไปหมด ได้แต่บีบเข้าหากันไว้ภาวนาอยู่ในใจขออย่าให้วอร์เรนได้สังเกตเห็นว่าขณะนี้เธอกำลังตกอยู่ในอารมณ์หวั่นไหวมากมายเพียงใดเพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่จับพิรุธได้
“ขอโทษนะครับ” ผู้ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังอย่างที่สุด
อย่างไม่ได้ตั้งใจเลยที่ซูซานเชิดหน้าขึ้น้าที่จะแสดงให้ผู้ชายคนนี้เห็นว่า เธอมิได้สนใจไยดีเลยกับการปรากฏตัวของเขา แต่ดวงตาคู่สีฟ้าที่อาบแววหัวเราะไว้พราวแพรวนั้นมีได้มองมาทางเธอเขากลับจรดจ้องอยู่กับใบหน้าของวอร์เรนซึ่งกำลังเงยขึ้นมองเขาอย่างท้าทายอยู่เป็นัย
“คุณคงไม่รู้จักผมหรอกนะครับ” ผู้ชายคนนั้นพูดต่อซึ่งช่วยลบล้างความข้องใจของซูซานลงไปอย่างหมดสิ้น“ผมชื่อมิทซ์ เบรเดน” มีเสียงกริ่งดังขึ้นในสมองของเธอ แต่มันก็ไม่ดังพอที่จะทำให้เธอรู้ได้ว่าเป็เพราะอะไร“ที่ผมเดินเข้ามาหาคุณนี่ก็เพื่อขออภัยในความหยาบคายของผม” เขายื่นมือออกไปทางวอร์เรน“ ผมเกรงว่าคงจะทำให้คุณรำคาญใจที่มานั่งจ้องหน้าเพื่อนสาวของคุณอยู่”
แวบหนึ่งที่เขาปรายตามองมาทางซูซาน ก่อนที่ตวัดกลับไปทางวอร์เรนฝ่ามือยังคงยื่นอยู่พร้อมกับคำขออภัยที่มิทช์กล่าวออกมาทำให้วอร์เรนต้องยอมััมือกับเขาซึ่งมิได้หมายความว่าเขายอมรับในคำขออภัยนั้นเพียงแต่ว่า ไม่้าจะสำแดงกิริยาหยาบคายมากกว่า