ตอนที่ 1
ความจริงที่เพิ่งรู้
10ชั่วโมงก่อนหน้า
“เอาเอสเปรซโซ่เย็นอีกแก้วค่ะ”ฉันเดินไปบอกกับพนักงานที่เคาน์เตอร์แล้วยืนรอรับกาแฟแล้วค่อยเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ
ภายในร้านก็มีทั้งคนที่นั่งจิบกาแฟเหมือนกับฉันแล้วก็มีคนที่แวะมาซื้อกาแฟกลับไปดื่ม แต่ไม่ว่าใครต่างก็มองมาที่ผมของฉันฉันเริ่มจะอึดอัดกับสายตาเ่าั้เต็มที รู้อย่างนี้น่าจะม้วนผมแล้วใส่หมวกออกมาเจอลูกค้าก็ดี
ฉันชื่อ‘ริน’ ตอนนี้ก็อายุ 23 ปีแล้วหลังจากเรียนจบฉันก็ทำงานเป็พนักงานแบงก์ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง และขายประกันไปด้วยแต่งานประกันมันกลับทำให้ฉันได้เงินมากกว่างานหลักซะอีก มันก็อาจจะมาจากสาเหตุที่ฉันมีวาทศิลป์เป็อาวุธที่ทำให้ใครคล้อยตามง่ายๆล่ะนะ ฉันก็เลยออกมาขายประกันเต็มตัว ทำให้มีชีวิตอิสระขึ้นมาจากเดิมพอสมควร
วันนี้ลูกค้านัดฉันเอาไว้เพื่อที่จะปรึกษาเื่ทำประกันถึงแม้ปกติฉันจะเน้นคุยกับลูกค้าแบบออนไลน์ แต่ลูกค้าคนนี้เรียกฉันมาปรึกษาเพราะจะทำประกันทั้งครอบครัวฉันเลยต้องแบกสังขารมาเพื่อรับทรัพย์โดยเฉพาะ
แต่นี่เวลาก็ผ่านมาเป็ชั่วโมงแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกค้า
ฉันถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะดูดกาแฟเข้าเต็มคำ อยู่ๆ หัวใจมันก็เต้นตุบๆๆ อย่างแรงเลยต้องรีบวางแก้วลงอย่างไว
เอ่อ..ฉันไม่ได้เป็โรคหัวใจอะไรทำนองนั้นหรอกนะ แค่ดื่มกาแฟรอลูกค้าแก้วนี้เป็แก้วที่3..
ครืด..ครืด...
ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าถือแล้วกดรับสายซึ่งคนที่โทรเข้ามาก็คือลูกค้าตัวดีที่ปล่อยให้ฉันรอเก้อ
“สวัสดีค่ะ”ฉันพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ แม้ในใจตอนนี้จะกำลังเดือดปุดๆ อยู่ก็ตาม
“ขอโทษด้วยนะคะคุณรินพอดีฉันติดธุระด่วนเลยไปตามนัดไม่ได้แล้วค่ะ”
“อ๋ออย่างนั้นเหรอคะ เอาไว้เรานัดกันวันหลังก็ได้ค่ะ”
“แต่วันนี้ตอน4 โมงเย็นคุณรินพอจะมีเวลาว่างไหมคะ ฉันกลัวว่าวันอื่นจะไม่มีเวลาแล้วเพราะต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ”
“สี่โมงเย็นรินสะดวกค่ะนัดเจอกันที่ไหนดีคะ”
“คอนโดฉันเองค่ะใกล้กับบริษัทของคุณรินเลย เดี๋ยวจะส่งโลเคชั่นไปให้นะคะ”
“ค่าๆได้ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ฉันกดวางสายด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายแต่เอาเถอะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันโดนเบี้ยว เสียเวลาไปตั้งเป็ชั่วโมงเลยนะเนี่ย
ฉันลุกออกจากร้านกาแฟก่อนจะเดินไปที่รถยนต์ของตัวเอง ..ไปไหนต่อดีนะ
เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ฉันไม่ได้เจอกับนัทเขาเป็แฟนของฉันที่คบกันมาได้สามปีกว่าแล้ว ปกติวันหยุดแบบนี้เราสองคนจะอยู่ด้วยกันแต่ฉันติดลูกค้าเลยต้องเบี้ยวนัดกับแฟน ไหนๆ วันนี้ก็ยังพอมีเวลาไปเซอร์ไพร้ส์เขาหน่อยดีกว่า
ฉันมาที่คอนโดของนัทเปิดประตูห้องเข้าไปด้วยคีย์การ์ดสำรองที่เขาให้ฉันเก็บไว้ฉันวางเค้กที่ก่อนหน้านี้ไปต่อแถวซื้อมาเกือบชั่วโมงไว้ที่เคาน์เตอร์ แต่พอเดินหานัทจนทั่วบ้านก็ไม่เห็นโทรไปเขาก็ไม่รับ ไปไหนของเขากันนะ ปกติถ้าจะออกไปไหนก็ต้องไลน์บอกฉันแล้วนี่นา
สุดท้ายฉันก็ต้องหอบสังขารไปหายัยแพทเพื่อนซี้ปึ๊กของฉันที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดของนัท
“อะไรของแกเนี่ยยัยรินพอมาถึงก็ทำหน้าหงิก”
“วันนี้เจอแต่เื่ไม่ได้ดั่งใจสักอย่างเฮ้ออ เซ็งจัง นี่แกช่วยต้มบะหมี่ให้ฉันชามสิ”
“แหมมาบ้านคนอื่นแล้วยังจะใช้เ้าของบ้านอีกนะ”
แต่ถึงจะบ่นไปอย่างนั้นแพทมันก็เดินไปต้มบะหมี่ให้ฉันอยู่ดี แพทเป็เพื่อนคนแรกและคนเดียวที่ฉันมีฉันรู้จักกับแพทเพราะยัยนั่นชอบผมสีแดงของฉัน ในตอนนั้นแพทยกให้ฉันเป็ไอดอลที่กล้าแหกกฎโรงเรียนด้วยการย้อมผมสีแดงแปร๊ดกว่ามันจะรู้ความจริงว่าฉันผมสีแดงมาั้แ่เกิดก็ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหตุผลที่ทำให้เรารู้จักกันมันมีแค่นั้นจริงๆ แต่เราก็เป็เพื่อนกันมาได้เข้าปีที่เจ็ดแล้วมั้ง
ฉันนั่งกินบะหมี่จนเกลี้ยงชามก่อนจะมองนาฬิกา ตายแล้ว บ่ายสามครึ่ง !!
“ยัยแพท ฉันติดงาน ให้ตายสิลืมจนได้ ฉันไปละนะ อ้อยืมหมวกด้วย”
ฉันพูดรัวๆใส่เพื่อน แล้วเดินไปหยิบหมวก Newsboy Cap หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่าหมวกฟักทอง ใบโปรดของเพื่อนไปหน้าตาเฉย เอาเถอะ มันโกรธฉันได้ไม่ถึงห้านาทีหรอก
ฉันรีบขับรถมาที่คอนโดของลูกค้าตรงเวลาเป๊ะๆไม่ขาดไม่เกินสักนาที ส่วนลูกค้าก็มานั่งรอฉันที่ล็อบบี้ก่อนแล้ว
“คุณรินใช่มั้ยคะ”
“ใช่ค่ะรู้ได้ยังไงคะเนี่ย”
“ผมสีแดงขนาดนี้จำง่ายจะตายค่ะ”
“ฮ่าๆอย่างนั้นเหรอคะ” ขนาดม้วนผมแล้วแต่มันก็ยังเด่นสะดุดตาอยู่สินะ ไอ้ผมสีแดงๆของฉันเนี่ย
ลูกค้าพาฉันไปนั่งที่โซฟาบริเวณล็อบบี้แต่ถนนหน้าคอนโดกำลังซ่อมแซมพอดี เลยมีเสียงดังรบกวนการพูดคุยของเราสองคน
“ถ้าคุณรินไม่ติดอะไรขึ้นไปคุยต่อที่ห้องฉันได้นะคะ”
“เอ่อ..เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะรบกวนด้วยนะคะ”
ฉันเดินตามลูกค้าไปที่ห้องด้วยความเกรงใจพอไปถึงฉันก็นั่งสงบเสงี่ยมที่โซฟาเตรียมเอกสารเอาไว้รอ
“เดี๋ยวฉันเอาน้ำมาให้นะคะคุณริน”
“ค่าขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มให้ลูกค้าอย่างเกรงใจ ก่อนที่จะมีใครบางคนเปิดประตูห้องนอนออกมาพอฉันเห็นว่าเขาเป็ใครหัวใจมันก็หล่นวูบ
นัท..
นัทยืนอึ้งเมื่อเห็นฉันในตอนนี้เขาอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างก็มัดผ้าขนหนูเอาไว้หลวมๆเราสองคนยืนมองหน้ากันนิ่ง บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบแม้ในใจฉันอยากจะโวยวาย แต่มันก็ช็อกจนพูดอะไรไม่ออก
“อ้าวนัทรีบไปอาบน้ำสิ มายืนแบบนี้คุณรินก็ใหมดพอดี”ลูกค้าพูดกับนัทด้วยคำพูดที่ดูสนิทสนมกันเป็พิเศษ ก่อนจะวางน้ำเปล่าเอาไว้ที่โต๊ะฉันจึงได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ พอมองหน้านัทอีกครั้งเขาดูเครียดมากสีหน้าเป็กังวลจนฉันดูออก
“คือว่าฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องไปทำธุระวันนี้เอาเอกสารไปอ่านแล้วกันนะคะถ้าตกลงจะทำสัญญาเมื่อไหร่เอาไว้เราค่อยนัดกันอีกรอบนะคะ”
ฉันพูดกับลูกค้าโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบฉันเดินออกมาอย่างรีบร้อนเพราะกลัวน้ำตามันจะหยดลงตรงหน้าสองคนนั้นแค่ดูจากสถานการณ์ฉันก็เดาออกแล้วว่าสายตาของนัทมันกำลังบอกให้ฉันห้ามพูดเื่ของเราออกไปผู้หญิงคนนั้นคงสำคัญกับเขามากจริงๆ
ฉันเข้ามานั่งในรถของตัวเองแล้วปล่อยโฮจนแทบขาดใจความรู้สึกมันทั้งเสียใจและสับสน ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อยากจะถามนัทแต่ภาพที่ได้เห็นมันก็ชัดเจนจนไม่จำเป็ต้องถามอะไรอีกแล้ว
สุดท้ายคนที่เป็ที่พึ่งให้ฉันใน่เวลาแย่ๆแบบนี้ก็มีแค่แพท ฉันเลยขับรถกลับมาที่บ้านของแพทอีกครั้ง ปล่อยโฮอย่างไม่ห่วงสวยส่วนยันนั่นแม้จะไม่ได้พูดปลอบโยนอะไรมากมายแต่แพทก็ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจว่าฉันยังเหลือคนที่จริงใจอยู่
ฉันร้องไห้จนแทบจะจมกองน้ำตาตายจนหยุดร้องได้เมื่อครบ3 ชั่วโมงพอดี แพทเลยสละห้องนอนให้ฉันพักผ่อนก่อนจะบอกให้ฉันตื่นตอนสองทุ่มโดยไม่ได้บอกว่าทำไม
พอฉันตื่นยัยนั่นก็ให้ฉันไปอาบน้ำเสร็จก็ให้ฉันแต่งตัวด้วยชุดเซ็กซี่แหวกจนแทบจะเหมือนไม่ใส่ จนฉันทนไม่ได้เลยต้องหยิบเสื้อเชิ้ตมาใส่แทนหลังจากนั้นมันก็จับฉันแต่งหน้า
“นี่แกจะพาฉันไปไหนเนี่ยยัยแพท”
“ไปเปิดโลก”พูดจบแค่นั้นยัยเพื่อนตัวดีก็ลากฉันขึ้นรถแล้วพาขับออกไปหน้าตาเฉย