ท่านหมอเฉินลูบเคราแพะของตัวเองสีหน้าแววตาครุ่นคิดอย่างหนัก “แผลไฟไหม้เดิมทีก็รักษายากอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงาแที่ถูกไหม้รุนแรงอย่างนี้เลย โดยเฉพาะที่มือเขาที่เจ็บสาหัส ยิ่งเป็เด็กตัวเล็กแค่นี้ยิ่งรักษายาก”
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นางเกลียดท่าทีการต่อรองราคาของเขา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ท่านหมอเฉิน หากท่านรักษาได้ก็อย่าล่าช้าให้เสียเวลาเลย ตอนนี้พี่ชายของเขาไม่อยู่ แต่ข้ารับประกันได้เลยว่าหากพี่ชายเขาไม่มีเงินจ่าย ข้าก็จะจ่ายแทนเขาเอง ไม่ให้ท่านต้องเสียเปรียบหรอก”
หญิงสาวหลายคนที่วิ่งตามมาเมื่อได้ยินคำพูดนางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา มีใครบางอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากถาม “เ้ารู้จักคนในตระกูลฉีด้วยหรือ?”
“ไม่รู้จัก” ถังฉือเย่บอกพร้อมกับส่ายหน้า
“หากไม่รู้จักแล้วเพราะเหตุใดเ้าจึงบุกเข้าไปช่วยอย่างไม่คิดชีวิต รวมทั้งยังยอมจ่ายค่ารักษาให้ด้วยอย่างนี้?”
หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ แสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสา “ตอนนั้นข้าแค่คิดขึ้นมาได้ ตอนที่ข้าถูกถังฉือหยินผลักลงไปในบ่อร้าง ข้ารู้สึกสิ้นหวังมาก ดังนั้นข้าจึงคิดว่าหากมีเด็กคนหนึ่งอยู่ในนั้นจริง ๆ เขาจะต้องรู้สึกหวาดกลัวมาก ๆ แล้วก็ต้องหวังให้ใครสักคนไปช่วยแน่”
เมื่อเห็นไหล่ที่สั่นเทา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากขอบตาของนาง เห็นได้ชัดว่าถังฉือเย่คงกลัวจริง ๆ ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ หญิงสาวผู้ที่ได้ซักถามก่อนหน้านี้ก็รู้สึกละอาย และเอาแต่กล่าวซ้ำ ๆ
“เ้าช่างเป็เด็กที่มีเมตตาธรรมจริง ๆ ข้าผิดไปแล้วที่กล่าวหาเ้า” พร้อมกันนั้นก็มีอีกหลายคนที่ต่างก็ช่วยพูดแทนนาง ทำให้ท่านหมอเฉินต้องทำการรักษาอย่างเสียมิได้ แต่กระนั้นท่านหมอก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่ชาวบ้านรอบ ๆ กล่าวเลยสักนิด เขาเพียงกล่าวขึ้นอย่างช้า ๆ
“เด็กคนนี้าเ็มาสาหัส คืนนี้เขาจะต้องเป็ไข้อย่างแน่นอน าแภายนอกบวกกับการระบายความร้อน อย่างน้อยก็เป็เงินสามตำลึง และอาจจะมากกว่านั้นในภายหลัง ความเมตตานี้ข้าคงจ่ายให้ไม่ได้ หากนำเงินมาข้าก็จะรักษาให้ มีเงินเมื่อไหร่ก็รักษาเมื่อนั้น”
ความจริงนางเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับฉีจิง สาเหตุที่บุกเข้าไปช่วยน้องชายเขาในตอนแรกก็เพราะไม่อาจทนเห็นใครต้องตายโดยที่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้ อย่างที่สองคือไฟมันไหม้จากด้านนอกเข้าไป หากเข้าไปได้ก็คงไม่เป็อะไร หากจะต้องจ่ายเงินแทนเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพราะนางเองก็ไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน ถังฉือเย่รู้ดีว่าเงินทองมันเป็ของนอกกาย หากไม่ตายเสียก่อนย่อมหาใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้นางก็ได้สิ่งของล้ำค่าที่ทำราคาได้มากอยู่ เพราะฉะนั้นเื่เงินเพียงสามตำลึงนี่คงไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
พอพูดถึงสิ่งของล้ำค่าที่เพิ่งหามาได้ หญิงสาวก็ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้…ตะกร้าของนางล่ะ…ตะกร้าที่ใส่โชวูของนางอยู่ที่ไหน!
ในขณะที่คนในหมู่บ้านกำลังพากันพูดกล่อมท่านหมอว่า “เ้าช่วยรักษาเขาก่อนเถอะ เมื่อพี่ชายเขากลับมาจะต้องคืนเงินให้เ้าแน่”
พร้อมกันนั้นก็มีใครบางคนพูดกับถังฉือเย่ว่า “เ้าไม่ต้องกังวลไป ทุกคนรู้ในความหวังดีของเ้า แต่เ้าเองก็ไม่ใช่ญาติสนิทอะไรกับเขาที่จะต้องเอาเงินทั้งหมดไปจ่าย รอพวกข้า พวกข้าจะช่วยกันออกตามหาพี่ชายของเขาให้!”
“แต่าแภายนอกนี้รอไม่ได้” ท่านหมอเฉินแทรก “แถมเขายังเป็เด็กด้วย เ้าดูสิแม่นางผู้นี้รู้ดี หากรอนานก็อาจจะไม่รอด”
“ไม่ต้องพูดแล้ว รักษาเถอะ!” หญิงสาวบอกอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาพลางนับเงินจำนวนสามตำลึงอย่างระมัดระวังแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ
“เงินนี่เดิมทีเป็ค่าเล่าเรียนของพี่ชายข้า แต่ชีวิตคนสำคัญกว่า พี่ข้ามักจะสอนเื่คุณธรรมเสมอ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจ แต่ข้ารู้หากข้านำเงินนี้ไปช่วยชีวิตคน ท่านพี่จะต้องเข้าใจข้าแน่นอน”
เมื่อชาวบ้านทุกคนได้ยินสิ่งที่นางพูด แววตาของพวกเขาก็ทั้งสับสนและนับถือไปในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับหัวใจที่กล้าหาญดวงนี้ แต่นับจากนี้เชื่อได้ว่าสองพี่น้องตระกูลถังจะกลายเป็คนที่ดีที่สุดในใจของพวกเขาแน่นอน
ท่านหมอเฉินรับเงินมาแล้วยังตรวจนับเงินอีกครั้งด้วยความตระหนี่ พอเห็นว่าได้ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ก็รีบลงมือรักษาทันที เด็กคนนั้นก็แปลกเอามาก ๆ ทั้งที่ร่างกายเขาถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ไปตั้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะที่ฝ่ามือที่สาหัสมากที่สุด และจะต้องเ็ปทรมานมากเป็แน่ อย่าแต่เด็กตัวเล็ก ๆ เลยต่อให้เป็ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงกำยำขนาดไหนก็คงไม่สามารถที่จะรักษาท่าทางที่สงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ ไม่ร้อง ไม่เอะอะโวยวาย เขาเพียงจ้องมองมาที่นางนิ่ง ๆ
หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อยจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงต่ำแ่เบา “เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
นางเห็นขนตาเรียวยาวของเขาสั่นไหว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนางจึงย้ำอีกครั้ง “เ้าไม่ต้องกลัว ท่านหมอกำลังรักษาเ้า ไม่นานเ้าก็จะหายแล้ว”
เด็กชายยังคงนิ่งเงียบมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่สื่อมาว่าเขาเข้าใจที่นางบอกทุกถ้อยคำ!
น้องชายของฉีจิงผู้นี้ดูแล้วก็ไม่ได้เป็คนโง่เขลาอย่างที่ใครกล่าวหาแน่นอน ดูไปดูมาเหมือนเขาจะเป็คนที่ฉลาดมาก ๆ เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาอาจพูดไม่ได้
หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจจึงปลอบเขาสองสามประโยค ก่อนที่เสี่ยวเหยาจะดึงมือนางไว้ถังฉือเย่ลูบศีรษะนางแล้วพูดว่า “เ้ารออยู่ที่นี่ก่อน พี่จะออกไปสักครู่”
เสี่ยวเหยาที่เป็เด็กดีเชื่อฟังมาโดยตลอดจึงปล่อยมืออย่างว่าง่าย หญิงสาวหันหลังแล้วก้าวไปได้เพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงอุทานจนต้องหันขวับกลับไปมอง แล้วนางก็เห็นเด็กคนนั้นะโลงมาแล้ววิ่งมากอดเอวของนางไว้แน่น ต่อมาก็ส่งเสียงแหบแห้งว่า
“อย่าไป”
ดวงตาของถังฉือเย่เบิกกว้างด้วยความใ ผู้คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างก็พากันใทั้งสิ้น หญิงสาวคิดอยู่สักพักก็จับมือเขาพร้อมกับเขย่าเบา ๆ จากนั้นก็ย่อตัวลงทอดสายตามองแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “เ้ากลัวใช่หรือไม่ ไม่ต้องกลัว ตอนนี้พวกเราออกมาแล้ว ไม่มีไฟไหม้อีกแล้วล่ะ”
เด็กชายไม่ตอบ เขาเพียงมองมาด้วยสายตากลมโตที่กำลังสื่อความหมายว่า ‘อย่าไป’ อย่างชัดเจน ถังฉือเย่จึงพูดอย่างนุ่มนวลปลอบประโลมอีกครั้ง “อีกเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว ทุกคนก็อยู่ เ้าไม่ต้องกลัว”
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ ชาวบ้านที่ยืนอยู่ก็พากันหนักใจ จนมีใครบางคนพูดว่า “สาวน้อยเ้าไม่จำเป็ต้องคุยเหตุผลอะไรกับคนโง่แบบเขาหรอก เขาอาจจะอยากพึ่งเ้าไปตลอดก็ได้”
“อย่าพูดมั่ว” อีกคนสอดพร้อมเสนอตัว “เด็กน้อยก็แค่รู้สึกกลัวเท่านั้น เย่เอ๋อร์ เ้าจะทำอะไร ข้าจะช่วยเ้าเอง อยากจะไปบอกแม่เ้าใช่หรือไม่?”
ถังฉือเย่ทำอะไรไม่ถูก จึงตอบไปเพียงแค่ “ข้าแค่อยากจะไปเอาตะกร้าของข้าคืน เมื่อครู่ข้ารีบเกินไป ดูเหมือนว่าจะลืมไว้ที่ริมแม่น้ำ”
“อยู่นี่ไง…ข้าเอามาให้เ้าตั้งนานแล้ว” มีใครบางคนถือตะกร้าพลางส่งมันมาให้นาง ที่แท้ก็เป็คุณนายจ้าวแม่เจินเอ๋อร์ เมื่อถังฉือเย่เห็นของในตะกร้ายังวางไว้อยู่เหมือนเดิม และไม่ได้ถูกขยับเขยื้อนแต่อย่างใด นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และกล่าวขอบคุณ
แม่เจินเออร์ส่งเสียงในลำคอ พลางกลอกตา "ขอบคุณอะไรกัน เื่ธรรมดาช่วยได้ก็ช่วย”
ทุกคนเฝ้ามองดูการรักษาของท่านหมอเฉินอยู่พักใหญ่จนเห็นว่าใกล้เวลาอาหารจึงต่างแยกย้ายกันกลับไป ถังฉือเย่พาเด็กน้อยกลับไปส่งที่เตียง าแบนมือเขารุนแรงมาก แต่ก็ยัง้าจับมือของนางไว้ตลอดเวลา
“ให้ท่านหมอพันแผลก่อนดีไหม เ้าไม่ต้องจับข้าแล้ว ข้าจะจับเ้าไว้เอง” ว่าแล้วนางก็จับแขนทั้งสองข้างของเขา เด็กน้อยมองนางอยู่พักหนึ่ง จึงจะค่อย ๆ ปล่อยมือออกอย่างช้า ๆ
ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง เพราะนอกจากาแที่มือแล้ว ไม่มีส่วนไหนที่ถูกเผารุนแรงเลย หลังจากจัดการอะไรได้ไม่นาน เด็กน้อยก็หลับไปจากพิษของาแ ถึงแม้จะหลับไปแล้วก็ยังใช้มือที่าเ็พยายามกอดแขนของนางเอาไว้แน่น
“ที่นี่ข้ามียาไม่มากนัก แถมยาที่เขาจำเป็ต้องใช้ยังมีอีกมาก ต้องรีบจัดเตรียม เ้าต้องรีบเข้าไปในเมือง” ท่านหมอเฉินกล่าวพลางยื่นใบสั่งยามาให้
“เงินที่ข้าให้ไปมันไม่ใช่ค่ายากหรอกหรือ ท่านไม่ได้บอกข้าให้ต้องไปหายามาด้วยตัวเองนี่”
ท่านหมอหายใจติดขัดเมื่อเห็นสายตาไร้เดียงสาของถังฉือเย่…ผ่านไปครู่หนึ่งก็เป็ท่านหมอเองที่พยักหน้าแล้วยอมรับโดยดุษณี “ช่างเป็สตรีที่ฝีปากดียิ่งนัก”
จากนั้นก็ไม่ได้โต้เถียงกับนางต่อ พลางออกไปและเรียกลูกชายคนรองของเขาให้เข้าไปในเมือง ถังฉือเย่นั่งลงเงียบ ๆ พลางมองคิ้วที่เรียวงามของเด็กน้อยที่ทำให้หวนคิดถึงเมื่อตอนที่เคยถ่ายทำละครอยู่เื่หนึ่ง ตอนนั้นรับบทเป็อาจารย์สอนพิเศษคอยดูแลเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องทางสมองคนหนึ่ง เดิมทีนาง้าจะทำความเข้าใจเด็กประเภทนี้เสียหน่อย ดังนั้นจึงไปที่โรงเรียนสอนเด็กพิเศษ คิดไม่ถึงว่าจะจับพลัดจับผลูรู้จักกับเด็กชายที่เป็เด็กพิเศษคนหนึ่ง เขามีชื่อว่าหยางหยาง เนื่องจากทั้งสองคนเข้ากันได้ดี ผู้กำกับคิดว่าการถ่ายทอดเื่จริงจะทำให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ได้มากที่สุด จึงยกเลิกคิวของนักแสดงเด็กที่เลือกเอาไว้ และเปลี่ยนพล็อตเื่ โดยมีหยางหยางและนางร่วมกันถ่ายทำละครเื่นี้ และนั่นเป็ครั้งแรกที่นางได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม
ต่อมานางก็ตัดสินใจก่อตั้งกองทุนแสงตะวัน เพื่อช่วยเหลือเด็กที่เป็เด็กพิเศษโดยเฉพาะและต่อมาก็ได้ข้ามกาลเวลามาอยู่ที่นี่อย่างแปลกประหลาด นางยังจำได้หยางหยางมักเรียกนางว่าคุณแม่ถังมาตลอด
“อาหยาง!”
เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่เขาคนนั้นจะวิ่งพรวดพราดเข้ามารวดเร็วดั่งสายลมจนทำให้ความคิดของนางสะดุดลงแค่นั้น…เขาคือฉีจิง นั่นเอง
.
.
.