ตอนที่ 4
“ข้าไม่ได้คิดจะต่อว่าท่านหรอกนะคุณชายหนิงเหอหากตอนนี้เรากำลังเดินทางไกล อีกหลายวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางไหนจะภัยอันตรายที่คาดไม่ถึงอีก ท่านควรจะรีบตื่นให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่ทำตัวเหมือนกับอยู่ที่เรือนของท่านที่จะตื่นสายเช่นไรก็ได้”
ตื่นขึ้นมาข้าก็โดนดอกแรกเสียแล้ว หากข้ามันพวกหน้าหนา คำพูดแค่นี้มันไม่เข้าหูข้าเลยสักนิดเพราะเรือนที่ข้าจากมานั้น ข้าเจอมากกว่านี้หลายเท่านัก ข้าก็เลยฉีกยิ้มกว้างรับคำพูดของหนึ่งในองครักษ์ปากเสียใจดำ
“แหม...ขอขอบพระคุณท่านองครักษ์ที่เป็ห่วงจนต้องเอ่ยปากตักเตือนนะขอรับข้าก็ลืมนึกไปจริง ๆ นั่นแหละว่ากำลังถูกใช้ให้เป็เหยื่อล่อผู้ร้าย แต่ข้าก็อยากให้ท่านเข้าใจเล็กน้อยเผอิญว่าเมื่อข้านั้นนอนมิค่อยจะหลับ อันเนื่องมาจากว่าข้ากังวลใจว่าจะถูกผู้ใดก็ไม่รู้โยนออกจากกลุ่มเพื่อไปรับคมหอกคมดาบ” ข้าเน้นคำพูด่ท้าย เพื่อให้พวกองครักษ์รับรู้ความรู้สึกของตัวข้าบ้างไม่ว่าใครก็รักชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น!
“เ้าอยากจะชำระล้างร่างกายหรือไม่หนิงเหอ”
ในดวงตาข้าเต็มไปด้วยความสงสัย...แถวนี้มีลำธารให้ชำระล้างร่างกายด้วยเหรอแล้วทำไมเมื่อคืนพวกท่านถึงไม่บอกกล่าวข้าบ้าง พวกท่านกลั่นแกล้งให้ข้าต้องนอนทนกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของตัวเองทั้งคืนใช่ไหม!
แต่ข้าก็ต้องข่มกัดฟันข่มโทสะที่มันมีเอาไว้ภายใน ก่อนที่ข้าจะส่งยิ้มหวานให้กับซานเกอผู้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความบาดหมางของข้ากับเหล่าองครักษ์อีกสี่คนก่อนที่ข้าจะถูกเ้าพวกคนใจดำเล่นงานโดยไม่อาจจะโต้ตอบได้ ซานเกอที่แสนจะใจดีที่สุด...ในตอนนี้นะเพราะข้ารู้แหละว่า เมื่อถึงเวลาจริง ๆ พวกเข้าล้วนแล้วแต่เลือกที่จะทิ้งตัวภาระเช่นข้าและเสี่ยวฝานไปอย่างไม่ไยดี
“ได้เช่นนั้นก็ดีนะขอรับซานเกอ” ความจริงข้านั้นอยากที่จะชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียหน่อยแต่ข้าก็เข้าใจดีเช่นกัน เราอยู่ระหว่างเดินทางที่ทุกย่างก้าวดูแล้วจะมีแต่ภัยอันตรายมากมายนักการที่ข้านั้นจะไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพียงลำพังเห็นทีจะเป็เหยื่อชั้นดีที่จะกลายเป็ศพโดยมิทันจะได้รู้ตัว
ดูเหมือนว่า...หลังจากที่ข้าเรียกท่านหัวหน้าองครักษ์ว่า ‘ซานเกอ’ เหล่าองครักษ์อีกที่คนก็เงียบกริบและหันมามองข้ากันเป็จุดเดียวในสายตาแต่ละคู่ถ้าให้ข้าคาดเดาความคิดของพวกเขา ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยสงสัยระคนอยากรู้มีความสนใจประมาณหนึ่ง ข้าทำเช่นไรถึงได้รับอภิสิทธิ์เรียกขานหัวหน้าพวกเข้าว่า ‘ซานเกอ’
ข้าก็อยากจะบอกพวกเขาว่า...เพราะข้าเก่งไง หากความเป็จริงแล้ว ตามความคิดของข้าเองนั้นเพราะยังต้องเดินทางร่วมกันอีกหลายวัน ก็ควรทำตัวให้สนิทสนมกันไว้สักเล็กน้อยและน่าจะมีการผ่านเข้าเมืองบ้างจะให้เรียกท่านหัวหน้าองครักษ์อยู่ตลอด มันก็คงดูผิดปกติไป คงจะกลายเป็จุดสนใจที่คงจะแบบว่า...ทำให้เหยื่ออย่างข้ามันอันตรายมากขึ้นกว่าเดิมนะ
“เร็วเข้าเสี่ยวฝาน เราไปล้างหน้าล้างตากัน” ข้าตื่นเต้นดีใจรีบหันไปเอ่ยปากชักชวนเสี่ยวฝานที่ตื่นนอนก่อนข้านานแล้วให้ไปด้วยกันก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าข้าจะเลือนหายไปเพราะคำตอบของเสี่ยหลิง
“ข้า...ข้าเรียบร้อยแล้วขอรับหนิงเกอ”
อา...อยากจะต่อว่าเสี่ยวฝานนัก ที่มิยอมปลุกข้าและพาไปด้วย แต่มาคิดดูแล้ว...เสี่ยวหนิงเองก็คงจะถูกคุมตัวไปนั่นแหละตอนนี้พวกเราก็เหมือนกับนักโทษ จะมีดีหน่อยก็ตรงที่ไม่ถูกเชือกมัดไว้ไม่ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน อยากจะไปไหนบ้าง ถ้าหากว่ามันไม่อันตรายจนเกินไป...ก็คงจะไปได้
“ตามข้ามา”
ข้ารีบสาวเท้าเดินตามซานเกอไป “ข้ารู้ว่าถ้าถามเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนท่านคงจะมิยอมเอ่ยปากบอกให้ล่วงรู้ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าข้าจะไม่ปลอดภัย หากท่านก็คงมีเหตุผลของท่านถ้าข้าจะถามเื่ทั่ว ๆ ไป อย่างพวกท่านทำงานกับท่านอ๋องมานานหรือยัง คงจะพอตอบข้าได้...ใช่ไหม”
ข้ามิได้อยากรู้ถึงขนาดนั้น เพียงแค่ข้าคิดเองว่า...ควรจะล่วงรู้เกี่ยวกับคนและเื่ของสถานที่ซึ่งข้าจะต้องไปอาศัยอยู่...น่าจะเป็เวลานานมิใช่น้อยได้ล่วงรู้ความเป็ไปบ้าง การจะทำสิ่งใดย่อมปลอดภัยกว่ามิได้รู้ได้เห็นอันใดเลย
“นานแล้ว”
หะ...มาสั้น ๆ แค่นี้เองเหรอ ขยายความให้ข้ารู้อีกนิด...ได้ไหมขอรับ ข้ากลอกตาไปมาด้วยความเหนื่อยอ่อนใจ
“ที่นั่น...นอกจากท่านอ๋องแล้ว ยังมีใครอีกบ้างขอรับ” หวังว่าคำตอบคราวนี้คงจะยาวกว่าเดิมสักเล็กน้อยนะถ้าความทรงจำที่มันเหมือนกับสายลมพัดมาและพัดไปไม่ผิดพลาด ที่นั่นนอกจากตัวท่านอ๋องแล้วก็ยังมีสาวใช้อุ่นเตียงอนุสองและอนุสี่ แต่ไร้พระชายาเพราะท่านได้เสียไปเมื่อตอนคลอดบุตรชายที่ตอนนี้ก็อายุได้สามขวบแล้วความตายที่หลายคนก็รู้ว่ามันมิใช่เหตุบังเอิญ หากถูกทำร้ายที่ยังหาตัวคนทำมิได้
“เ้าคิดเตรียมตัวต่อยตีแย่งชิงความโปรดปรานกับพวกนางั้แ่ยังไม่เห็นนางพวกนางเลยหรือหนิงเหอ”
ข้าเนี่ยนะ...ท่านคิดอันใดของท่านขอรับซานเกอ
“ท่านเข้าใจผิดเสียแล้วซานเกอ ข้าจะได้หาทางหลบหลีกการต่อยตีแย่งชิงจากพวกนางต่างหากเล่าท่านมิรู้หรืออย่างไรกัน ห้ามทำให้สตรีโกรธ เพราะนางสามารถทำทุกทางเพื่อให้ท่านรู้ว่าผิดจนสำนึกได้ก็เกือบจะสายเกินไปนะขอรับ”
อย่างเช่นแม่นางสี่ซูเจียวนั่นไง นางแค้นฝั่งหุ่นมาก ตอนนั้นข้ายังเป็เด็กไงข้าเพียงแค่สะดุดเท้าตัวเองแล้วล้มใส่นาง จนนางล้มหน้าไปกระแทกกับขอบโต๊ะทำให้นางเืไหลนิดเดียวเอง หลังจากนั้นนางก็ใช้ทุกทางที่จะทำให้ข้าาเ็จนเืออกเช่นกัน
“อีกอย่างนะซานเกอ...ข้าขอบอกให้ท่านวางใจได้เลย ข้ามิปรารถนาจะเป็อนุท่านอ๋องแม้แต่น้อยหากข้ามิอาจห้ามสิ่งที่เกิดขึ้นได้และข้าก็มิอาจทำให้คนที่เรือนข้าเดือดร้อนด้วยเช่นนั้นข้าก็จะไม่พาตัวเองไปทำให้ท่านอ๋องโปรดปราน เมื่อถึงที่นั้นแล้ว ข้าขอเพียงแค่มีอาหารรสเลิศให้ทานมีเตียงอุ่น ๆ ให้นอนหลับสบาย ข้าขอเพียงแค่นี้เท่านั้นเอง” ข้าฉีกยิ้มใส่ดวงตาของซานเกอที่มองอย่างตะลึงงัน
“เ้า!”
คาดไม่ถึงว่าข้าจะมีความคิดเช่นนี้ใช่ไหมล่ะ...ซานเกอ
ข้าเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อหูคล้ายจะได้ยินคำพูดแปลก ๆจากซานเกอ
“ท่านอ๋องเป็บุรุษรูปงาม มิว่าใครก็ตามที่เคยเห็นใบหน้าท่าน เป็ไปมิได้เลยที่จะมิหลงใหลและปรารถนาจะอยู่เคียงข้างกาย”
“รูปงามแล้วเป็เช่นไรหรือขอรับ เป็ถึงท่านอ๋อง ย่อมจะต้องคิดมีพระชายาเคียงคู่พร้อมบุตรในอุทรหากตัวข้าเป็บุรุษที่มิอาจมอบสิ่งนั้นให้กับท่านอ๋องได้ เห็นทีว่าการสมรสของข้านั้นคงจะเป็เื่ทางการเมืองเพื่อใช้ตบตาใครบางคนเท่านั้น” อา...เป็เช่นนี้เอง ข้าเข้าใจแล้วล่ะ
“นั่นลำธาร เ้ารีบไปล้างหน้าล้างตาเสียเถอะ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเราก็ต้องเดินทางกันต่อแล้ว(หนึ่งก้านธูป = 15 นาที) ระวังด้วยล่ะก้อนหินมันลื่น”
ท่านมิอาจกล่าวสู้ข้าได้ใช่หรือไม่ซานเกอ ถึงได้รีบไล่ให้ข้าไปทำธุระส่วนตัวเช่นนี้ข้าก็เลยตอบรับด้วยการเดินอย่างระมัดระวังลงไปรองรับน้ำมาล้างหน้าและล้างเนื้อล้างตัว
อา...น้ำเย็นสบายดีจัง นี่ถ้าได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายก็คงจะดีมิใช่น้อยแต่ท่ามกลางลำธารสายเล็ก ทิวไม้ที่พัดไหวไปตามแรงลมหากไร้ซึ่งสรรพเสียงของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ข้าก็มิอาจจะคิดในแง่ดีได้ เกิดว่ามีคนที่หวังจะปลิดชีวิตข้าซ่อนตัวอยู่ในลำธารเล่า...หากเป็เช่นนั้นข้าคงมิอาจได้ทานอาหารรสเลิศนะสิ!
แม้จะเสียดายน้ำเย็นที่ทำให้รู้สึกสดชื่น หากข้าก็ต้องยอมตัดใจลุกขึ้นไปหาคนที่ยืนคอยอยู่ทว่า...
หินมันลื่นทำให้ข้าย่างพลาดจนร่างกายถลาไปด้านหน้าเพราะอย่างไรเสียข้าก็ต้องพลัดตกลงไปในแอ่งน้ำจนเปียกแน่ ข้าหลับตาเตรียมตัวัักับน้ำเย็นทว่า...
มันก็ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินเสียงมีอะไรตกลงไปในน้ำตัวข้าก็ไม่ได้เปียกปอนด้วย ข้าเลยรีบลืมตาดูว่าทำไมถึงไม่ได้เป็อะไร...ที่มันทำให้ข้าถึงกับอึ้งอ้าปากค้าง เพราะตอนนี้ตัวข้านั้นได้ตกอยู่ในอ้อมแขนของซานเกอ เราสองคนใกล้กันจนข้าได้ััถึงลมหายใจอุ่นของคนที่ช่วยมิให้ข้าเปียกปอนคนที่ทำให้ข้าเห็นว่าในความเ็าที่มีกลับมีความเป็ห่วงเป็ใยในตัวข้าอยู่มิน้อยมันทำให้ข้าที่แทบจะไม่เคยได้รับความรักจากผู้ใดรู้สึกซาบซึ้งใจจนเกือบจะหลุดเสียงร้องออกมาแม้ฟางเส้นนี้จะเปื่อยยุ่ย พร้อมจะขาดลงไปเมื่อไหร่ก็ได้ หากข้าในตอนนี้ก็ขอจับมันเอาไว้ก่อน
“เอ่อ...ข้าขอโทษด้วยซานเกอ” ข้าเอ่ยอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ซานเกอต้องเดือดร้อน
“บอกแล้วว่าหินมันลื่น...าเ็หรือไม่” ดวงตาเข้มกวาดมองทั่วกายคนตัวเล็กว่าที่แรกเห็นก็ว่าผอมบางมากแล้วยิ่งเมื่อได้จับต้องก็ยิ่งเกิดเป็ความสงสัย ทำไมสี่หนิงเหอถึงได้มีรูปกายที่ผอมบางเฉกเช่นนี้เรียกได้ว่าหากเทียบกับเด็กขอทาน...เด็กเ่าั้ยังจะดูอ้วนพีมากเสียอีก
“ไม่ขอรับ” ข้าตอบพลางดันซานเกอให้ถอยห่างไป แต่กลับถูกอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็จับมือและพาเดินขึ้นไปยืนบนริมฝั่งแทนโดยที่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของข้าทำให้มิอาจฝืนแรงลากได้ จนเมื่อถึงฝั่งแล้วซานเกอก็ยังมิได้ปล่อยแขนของข้าด้วย
“ข้าไม่เป็ไรแล้วขอรับซานเกอ” ข้าบอกกับคนที่ยังมิปล่อยแขนของข้าให้เป็อิสระ
“ที่สี่ฮูหยินกล่าวว่า เ้าเป็คนซุ่มซ่าม ชอบทำให้ตัวเองและคนอื่นาเ็บ่อยครั้งทำให้มิมีใครกล้าที่จะชวนเ้าเล่นด้วย คงจะเป็เื่จริงสินะ”
“มีเื่เช่นนั้นด้วยหรือขอรับ ทำไมข้าถึงจำมิได้”
เมื่อซานเกอมองมา ข้าก็รีบจัดการตอบไปในทันทีทันใด “แม้นข้าจะจดจำเื่ราวในวัยเยาว์มิค่อยจะได้หากก็พอจะคุ้นอยู่ไม่น้อย เป็ตัวข้ามากกว่าที่ถูกบ่าวไพร่และคุณหนูใหญ่กลั่นแกล้งอย่างคราวนี้ก่อนที่ท่านจะไปรับข้า...ความจริงแล้วข้ามิได้ป่วยหรอก แต่ข้าถูกทำร้าย”
“ถูกทำร้าย! ใครมันกล้าทำร้ายเ้า!” เขาถามอย่างมิอาจข่มกลั้นโทสะเอาไว้หากใบหน้านั้นมิถูกหน้ากากปกปิดอยู่ สี่หนิงเหอคงจะได้เห็นดวงตาที่แข็งกร้าวและดุร้ายราวกับพยัคฆ์ใบหน้าที่มันเกรี้ยวกราดด้วยโทสะ พร้อมที่จะบั่นคอคนที่กล้าลงมือทำร้ายสี่หนิงเหอในทันที
ข้าสะดุ้งเพราะน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของซานเกอ ที่มาพร้อมกับความงุนงงและไม่เข้าใจว่าซานเกอจะโกรธเคืองเช่นนี้ทำไมส่วนหนึ่งมันทำให้ข้าสงสัยว่าพวกเขามิล่วงรู้หรือว่าข้าถูกทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง เป็ไปมิได้เลยที่พวกเขาจะมิอาจล่วงรู้เื่ภายในเรือนที่ข้าอาศัยอยู่
ข้าทรุดกายลงนั่งบนพื้นหญ้า “ข้าว่าการข่าวของพวกท่านคงมิด้อยจนมิรู้ว่าข้าอยู่ในเรือนแห่งนั้นในสภาพเช่นไรนะซานเกอ”
ถ้าเป็ก่อนหน้านี้ ข้าคงจะเ็ปมากที่เอ่ยคำนี้ออกมา มีคำถามมากมายรายที่ข้าอยากได้คำตอบ
ทำไมบิดาถึงไม่รักข้า ทำไมถึงปล่อยปละละเลยมิใส่ใจในตัวข้า รู้บ้างหรือไม่ว่าข้าถูกกลั่นแกล้งจนเจ็บไข้ไม่สบายข้ากินอยู่หลับนอนเช่นไร กินอิ่มหรือไม่ หากเดี๋ยวนี้...ข้ากลับขอบคุณพวกเขาที่ทำกับข้าเช่นนั้นเป็เพราะพวกเขาหล่อหลอมให้ข้ากล้าที่ยอมรับความเป็จริง กล้าที่เปลี่ยนแปลงตัวเองและตอนนี้ก็กล้าที่จะสู้ด้วย
“แล้วเ้าเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนหรือเปล่า” หรือที่ผ่านมาจะปล่อยปละละเลยมากจนเกินไป
“ก็แค่ถูกตีที่ศีรษะ...ไม่ได้าเ็อะไรมากมาย”
คราแรกข้าเข้าใจว่าคนที่ลงมือจะเป็คุณชายรอง หากเมื่อหวนคิดให้ดี...ฝีมือเช่นคุณชายรองที่จะทำให้ข้าาเ็เช่นนี้คงจะเป็ไปมิได้แน่นอนหากมองว่าเป็บ่าวไพร่คนอื่น ก็มิน่าจะเป็ไปได้ ด้วยว่าน้ำหนักมือที่ฟาดลงมานั้นมัน...พอดีเกินไปเหมือนกับ้าจะให้ตัวข้าคล้ายกับเจอเื่ที่มิคาดคิด ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น หากมันก็เกิดขึ้นข้าก็เลยจบเห่...ลงตรงนั้น แต่คงจะผิดแผนไปหน่อย เพราะตัวข้าดัน...รอดชีวิตมาป่วนพวกเขาแทนและเมื่อตัวข้ารู้ว่าผู้ใดทำกับข้าเช่นนั้นข้าก็จะหาโอกาส หาวิธีเพื่อจัดการ...เอาคืน! ให้จงได้
ข้าเบี่ยงศีรษะหนีมือที่ยื่นมาหมายจะจับศีรษะข้า “ท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอกซานเกอข้าเป็หัวแข็งนะ ให้ตีอีกหลายสิบครั้งก็มิเป็อันใดหรอก”
รอยยิ้มที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ อีกทั้งความสดใสที่มีของสี่หนิงเหอไม่ควรจะถูกใครก็ตามทำลายมันลงไปอีกแล้ว...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดมันก็ไม่ควรจะหายไป
“ต่อแต่นี้ไปจะมิมีใครตีเ้าได้อีก” ส่วนผู้ใดที่เป็คนทำร้ายสี่หนิงเหอ...เป็คนที่ทำให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มนี้ต้องเ็ปร่างกายที่ผอมบางนี้เืตกมีาแ เห็นทีจะเอาไว้มิได้เช่นกัน!
แม้ในดวงตาของซานเกอเหมือนจะมีรอยยิ้ม หากข้ากลับรู้สึกหนาวะเืขึ้นมาอย่างฉับพลันมันเกิดเป็ความรู้สึกอึดอัดเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก ซานเกอโกรธแค้นแทนข้าใช่ไหม...หากเป็เช่นนั้นจริงสี่หนิงเหอเกือบจะหลุดรอยยิ้มออกมา
“ข้าขออะไรท่านสักอย่างได้หรือไม่ซานเกอ” ถ้าข้าจะเอาคืนคนพวกนั้นข้าจำต้องมีฝีมือติดกายและในตอนนี้ผู้ที่จะช่วยข้าได้ก็เห็นจะมีเพียงแค่...ซานเกอเท่านั้น!
ข้าส่งยิ้มอย่างที่คิดว่าหวานที่สุดให้กับซานเกอ “นับั้แ่เล็ก...ข้าถูกทำร้ายบ่อยครั้งมากจากที่คิดว่าคงเป็เพียงแค่การเล่นกันระหว่างพี่น้องก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเติบใหญ่ขึ้น การทำร้ายหนักข้อมากขึ้นทุกครั้ง แม้จะรอดกลับมาก็ล้วนแล้วแต่หวุดหวิด...พร้อมกับอาการาเ็และาแตามร่างกายมากมายไปหมดบ่อยครั้งข้าก็นึกสงสัยตัวเองเป็ยิ่งนัก ดวงข้าดีจนเกินไปหรือเพราะแดนน้ำพุเหลือง(ยมโลก) ยังมิอยากต้อนรับข้า”
ถ้าอยากจะได้รับความช่วยเหลือจากคนเช่นนี้ ข้าจะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เขาอ่อนข้อและหาทางโต้ตอบกลับมิได้
“เ้า้าสิ่งใด”
“ข้าเพียงแค่อยากให้ซานเกอ ช่วยสอนการวรยุทธ์ให้ข้า...สักเล็กน้อยนะขอรับท่านต้องไม่ลืมว่าเมื่อคืนเกิดเื่อันใดขึ้น ข้าไม่อยากจะหวังพึ่งแต่พวกท่านให้คอยปกป้องคุ้มครองเพราะแม้จะระมัดระวังเพียงใด หากมันก็ต้องมีสักวันที่พลาดกันได้ ข้าอยากเป็คนที่สามารถดูแลปกป้องตนเองได้”สามารถดูแลเสี่ยวฝานได้ด้วย
“จะไม่มีการพลาดเด็ดขาด ข้าจะปกป้องเ้า จะมิยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเ้าได้...ทุกคนก็จะปกป้องเ้าเช่นกัน”
โธ่...ซานเกอ ท่านมิฟังคำข้ากล่าวบ้างเลยหรือไรขอรับ ข้าได้แต่กลอกตาไปมาขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าตัวเองก้าวขาออกจากเรือนด้วยเท้าไหนไม่ว่าจะทำอันใดก็...ง่ายดายเหลือเกิน...ข้าประชด! ก็ขนาดคิดว่าการเกลี้ยกล่อมซานเกอน่าจะเป็เื่ง่ายข้าก็ยังทำมิได้เลย
สงสัยว่าเมื่อไปถึงจวนท่านอ๋อง ข้าคงจะต้องคิดหาวิถีทางพาตัวเองไปเรียนรู้เื่การเจรจาพาทีเสียหน่อยแล้วเวลาทำการค้าจะได้ลื่นไหล จะเจรจาพาทีกับผู้ใดก็สามารถชักจูงได้อย่างง่ายดายด้วย
“ท่านฟังข้าสักนิดได้ไหมขอรับซานเกอ”
“อย่างหนึ่งคือข้าเป็องครักษ์ที่มิควรใกล้ชิดกับท่านเกินไป”
แล้วที่นั่งใกล้ชิดและจับแขนข้าเอาไว้มิยอมปล่อยนี้มันอะไร มันค้านกันอยู่นะซานเกอ
“หากเ้าอยากจะเรียนรู้และฝึกฝนอย่างที่กล่าวจริง ข้าสามารถเรียนท่านอ๋องให้สละเวลามาให้คำแนะนำแก่ท่านได้นะ...หนิงเกอ”
จะคำพูดที่เหมือนจะชอบอกชอบใจอะไรสักอย่าง หรือจะเป็แววตาที่มันพร่างพราวของซานเกอและยังจะเสียงหัวเราะแ่พลิ้วมันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนว่าตัวเองนั้นได้ทำอะไรบางอย่างพลาดไป!
“เราต้องไปกันแล้ว”
ซานเกอกล่าวแก่ข้าพร้อมส่งเสียงบางอย่างที่ข้าคิดว่ามันคงจะเป็สัญญาณลับระหว่างกลุ่มพวกเขาแม้ข้าจะเสียดาย หากโอกาสมิได้มีเพียงแค่ครั้งเดียว ข้าจะรอเวลาเกลี้ยกล่อมให้ซานเกอใจอ่อนยอมสอนวรยุทธ์ให้ข้าให้จงได้!
เพราะข้ามัวแต่ครุ่นคิด ข้าก็เลย...
“ท่าน...ท่านปล่อยให้ข้าเดินไปเองก็ได้ขอรับซานเกอ”ไหนท่านกล่าวว่า ข้าและท่านมิควรใกล้ชิดกันเกินไปอย่างไรเล่าขอรับหากสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นี่...
“เ้าเป็เช่นนี้เสมอเลยหรือหนิงเหอ ซุ่มซ่ามทำให้ตนเองเจ็บตัวได้เสมอ”
ข้าอยากจะโต้ตอบออกไปว่า ‘เปล่าเสียหน่อย’ทว่าเื่ที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้โต้เถียงออกไปมิได้
“ก็...ไม่นะขอรับ อย่างเมื่อครู่ ข้าก็แค่สะดุดขาตัวเองเท่านั้นเอง”ไม่สะดุดเปล่า ยังถลาไปจนหน้ากระแทกเข้ากับแผ่นหลังของซานเกอเข้า จนตอนนี้ยังเจ็บจมูกอยู่เลย
“เห็นทีข้าคงจะมิอาจให้เ้าอยู่รอดพ้นสายตาและมิอาจให้ห่างกายอีกต่อไป”
หะ! เป็เช่นนี้ข้าก็แย่นะสิ
“โธ่...ซานเกอ เป็เพราะข้ามิชินกันการเดินทางเช่นนี้ก็ได้ขอรับท่านน่าจะพอล่วงรู้ว่าข้ามิเคยออกจากเรือน อย่างดีที่ได้ไปไกลสุดก็เห็นจะเป็ตลาดได้เจอกับเื่ที่ควรเจอ มันก็เลยตื่นเต้นเป็พิเศษ จนแข้งขาอ่อนแรงไปเล็กน้อยเท่านั้นเองได้พัก ทานอาหารรสเลิศสักหน่อย ข้าก็ดีขึ้นแล้วล่ะ”
“ดูท่า...ที่เรือนของเ้าคงจะเลี้ยงเ้าอย่างอดอยากปากแห้งมากเลยนะหนิงเหอนับั้แ่ที่ข้าคุยกับเ้ามา...เห็นเ้าเรียกหาแต่อาหารอย่างเดียวเลย” ร่างกายถึงได้ผอมบางและเบาราวกับเด็กเช่นนี้
“ก็ใช่นะสิซานเกอ” ข้าพยักหน้ารับทั้งที่รู้ว่าซานเกอไม่เห็น เพราะตอนนี้ซานเกอให้ข้านั้นขี่หลังอยู่จะว่าไปมันก็สบายเหมือนกันที่ไม่ต้องเดินด้วยตนเอง หากข้าก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกแปลกใจที่ข้านั้นมิอาจจะเอ่ยพูดหรือครุ่นคิดในตอนนี้ได้
“ท่านรู้หรือไม่ ข้ากับเสี่ยวฝานต้องทานผัดผักกับข้าวต้มแทบจะทุกมือคนที่นั่นกล่าวอ้างว่าข้าป่วยบ่อย มิควรที่จะทานเนื้อไก่ เนื้อหมูเดี๋ยวจะทำให้อาการป่วยที่เป็อยู่หนักขึ้น” ข้ามิได้ฟ้องนะ แต่ข้าเพียงแค่หวังว่าจากนี้ไปข้าจะได้กินดีอยู่ดีกับเขาบ้าง ได้ทานอาหารอย่าง...หมูตุ๋นน้ำแดง น่องไก่อบ ไก่ขอทานเป็ดยัดไส้นึ่งเสียบ้าง
“ข้าว่า...อย่างเ้าคงมิยอม” สี่หนิงเหอใช้ชีวิตอยู่ในเรือนแห่งนั้นเยี่ยงไรกันแน่คนเ่าั้มิดูดำดูดีเลยหรืออย่างไรกัน
สี่หนิงเหอหัวเราะเริงร่า “ใช่แล้วซานเกอ ท่านเก่งจังเลยที่ล่วงรู้ ในเมื่อพวกเขามินำมาให้ข้าทาน...ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไปทานเองที่โรงครัวมันเสียเลยหากก็ทำบ่อยมิได้นะขอรับ มิเช่นนั้นจะถูกคุณหนูใหญ่ซูเจียวกับคุณชายรองจับได้และลงโทษเอานี่ข้าบอกท่านเป็คนแรกเลยนะซานเกอ ข้าเคยสับเปลี่ยนเมนูอาหารให้สองคนนั้นด้วยข้าจำได้ว่าวันนั้นคุณหนูใหญ่และคุณชายรองปวดท้องหนักกันหลายรอบเลยขอรับ”
เป็เพราะตัวข้าเผอิญโชคดีไปเจอกับใครบางคนเข้า เขาผู้นั้นให้เจว๋ิจื่อ(เมล็ดชุมเห็ดเทศจีน) พร้อมกับบอกกล่าวแก่ข้าว่า...คุณชายรองถ่ายหนักมิค่อยได้มิใช่หรือไรท่านก็เอาสิ่งนี้ให้ทานสิ
“เ้าไม่กลัวว่าจะถูกจับได้หรือไร”
“บอกท่านตามตรงนะขอรับ...ตอนทำข้ามีแต่ความโมโห จนพอทำลงไปแล้วเสร็จนั่นแหละกลัวจนต้องหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องนอน...ซานเกอ ท่านรับปากข้าสักเื่ได้หรือไม่”
“ถ้าไม่ยากลำบากมากเกินไปกว่าผู้น้อยอย่างข้าจะสามารถทำให้ท่านได้นะขอรับ”
“แหม...ไม่ยากหรอกซานเกอ ข้าเพียงแค่ขอให้ได้กินอิ่มนอนหลับเท่านั้นเองขอรับ”ส่วนเื่อื่นนั้น...ข้าค่อยคิดหาทางออกให้กับตัวเองต่อไปอย่างเร่งรีบทำอะไรจนเกินไป เพราะมันจะกลายเกิดเป็พิรุธให้คนเหล่านี้สงสัยเอาได้อย่างน้อยถ้าหากต่อไปข้าบอกว่าอยากเรียนรู้การทำอาหาร...พวกเขาจะได้มิสงสัยอันใดในตัวข้าเส้นทางการค้าที่ข้าคิดไว้ก็จะราบรื่นเช่นกัน อา...เ้านี่ฉลาดเหลือเกินสี่หนิงเหอ
“ข้าถามท่านหน่อยสิซานเกอ ท่านอยู่กับท่านอ๋องั้แ่เมื่อไหร่เหรอแล้วคิดยังไงที่ท่านอ๋องเลือกแต่งข้าเป็อนุ” เพราะถ้าพวกเขามิคิดอันใด คราแรกที่ได้เจอกับข้าคงจะมิมีวาจาเสียดสีและพฤติกรรมที่ชวนต่อยตีเช่นนั้นหรอก
หากข้ามิทันจะได้รับคำตอบก็เผอิญว่าซานเกอพาข้ามาถึงที่พัก
“คุณชาย...หนิงเกอ...ท่านเป็อันใดขอรับ” เสี่ยวหนิงร้องเรียกถามน้ำเสียงตื่นตระหนกและรีบวิ่งถลามาหาข้าด้วยความเป็ห่วงเป็ใยในทันที
“ข้ามิได้เป็อันใดเสี่ยวฝาน เพียงแค่ข้าซุ่มซ่ามเผลอสะดุดขาตัวเองจนเกือบจะล้มไปก็เท่านั้นซานเกอเป็ห่วงก็เลยให้ข้าขี่หลังมานะ” ข้าบอกกับเสี่ยวฝาน ก่อนจะหันมองเหล่าองครักษ์อีกที่คนที่ดูท่าจะเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงแต่ละคนดูเหมือนอยากจะต่อยตีกับข้าทั้งด้วยวาจาและเรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน
อา...ข้าไปทำอันใดผิดมาหรือขอรับ
“มิใช่ว่าท่านเริ่มจะกลัวจนแข้งขาอ่อน เดินด้วยตัวเองไม่ไหว เลยต้องอ้อนวอนขอขี่หลังซานเกอหรือขอรับ”
ข้าตวัดสายตาขุ่นเขียวใส่ผู้ที่กล่าวหาข้าในทันที “จะว่าเช่นนั้นก็ได้ขอรับท่านองครักษ์”
“เ้าจะเรียกข้าว่าลิ่วเกอหรือถนัดเรียกพี่หกก็แล้วแต่เ้า”
เดี๋ยวนะ...ท่านจะให้ข้าเข้าใจว่า ท่านชวนข้าต่อยตีด้วยวาจาเพื่อจะได้แนะนำตัวเองให้ข้ารู้จักหรือขอรับอา...พวกท่านนี้แปลกกันเกินไปแล้ว
“ลิ่วเกอ...อย่าบอกข้านะขอรับ พวกท่านอีกสามคนก็มีชื่อที่ใช้เรียกกันว่าต้าเกอ...พี่ใหญ่ พี่สามก็คือซานเกอ ถ้าอย่างนั้นพวกท่านที่เหลือก็น่าจะเป็พี่เจ็ดพี่แปด”อันนี้ข้าใช้ความคาดเดาเอาล้วน ๆ เลยนะ เพราะถ้ามันเป็เช่นนั้นจริง ชื่อพวกนี้คงจะมิใช่ชื่อจริงของพวกเขาหรอกคงเป็ชื่อที่ใช้กันเฉพาะในกลุ่ม
“เ้านี่ก็ฉลาดดีเหมือนกันนะหนิงเหอ”
“หะ! นี่ข้าคาดเดาถูกเหรอขอรับ...เป็เช่นนี้จริงนะหรือ” ข้ายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ“ท่าน...พวกท่านคงมิได้ล้อข้าเล่นอยู่หรอกนะ”
“เ้าคิดว่าพวกข้าจะกล้าล้อเล่นหรือหนิงเหอ ในเมื่อชื่อเหล่านี้ท่านอ๋องเป็คนประทานให้พวกข้าเอง”
“เอาเถอะ...พวกท่านจะชื่อเรียงเสียงใดก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า เพราะถึงรู้นามพวกท่านข้าก็แยกพวกท่านมิออกหรอก ก็พวกท่านเล่นสวมอาภรณ์สีเดียวกันและยังจะปกปิดใบหน้าจนเหลือเพียงแค่ดวงตาแบบนี้”
“ถ้าเ้าอยากเห็นหน้าพวกข้า...ทั้งหมด เ้าก็ต้องทำให้พวกข้ายอมรับว่าเ้าเหมาะสมที่จะเป็อนุท่านอ๋องนะหนิงเหอ”
ถ้าเช่นนั้นก็อย่าหวัง เพราะข้าจะหาโอกาสทำให้เื่นี้มิเกิดขึ้น...ขอรับ
ข้าฉีกยิ้มกว้างใส่องครักษ์ทั้งสี่พร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้พวกเขานั้นตกตะลึกไปตาม ๆ กัน “ถ้าหากข้าทำได้แล้วพวกท่านเลี้ยงอาหารข้ามื้อใหญ่ละก็...ข้าก็จะพยายามขอรับ”
“นี่เ้า!”
“ออกเดินทางได้แล้ว”
และก็เป็เช่นเดิมที่ท่านพี่ซานเกอผู้ใหญ่ดีของข้า...ในตอนนี้เป็คนห้ามทัพเอาไว้มิให้ข้านั้นถูกเหล่าองครักษ์คนอื่นต่อยตีด้วยวาจาและอาจจะถึงขั้นลงไม้ลงมือด้วย
อา...ขอบคุณขอรับซานเกอ ข้าอยากได้ท่านเป็พี่ชายเสียเหลือเกิน ถ้าเป็เช่นนั้นได้คงจะดีมิใช่น้อย...ข้าควรจะหาโอกาสบอกเื่นี้กับซานเกอไปสินะ
“ไปได้แล้ว หรือเ้ามิอยากจะทานหมูตุ๋นน้ำแดง”
“ขอรับซานเกอ” ข้าเอ่ยด้วยความดีใจ ขณะรับห่อผ้าของตัวเองแล้วเดินไปยืนเคียงข้างซานเกอที่ยืนรอจะนำข้าขึ้นม้าอยู่ก่อนแล้วหากก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีบางอย่างที่ยังมิได้ทำ ยังมิควรที่จะเดินทางในตอนนี้ แต่ก็คงจะไม่สันเสียแล้วเพราะซานเกอรีบะโขึ้นมาตามข้ามาและกระทุ้งสีข้างให้มันเร่งรีบออกเดินทางอย่างเร็วไว
เอาเถอะ...ถ้าเช่นนั้นข้าก็อดทนไปก่อนก็ได้ ถ้าหากว่ามันไม่ไหวจริง ๆข้าก็ค่อย...บอกไป