แพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 49 คนที่ไม่ควรล่วงเกิน

            “เจ้ายังไปไม่ได้!” องค์หญิงใหญ่ไม่ใช่แค่ยืนขวาง แต่นางยังเดินเข้าหาฉินจื่อฉิงไม่หยุด

            “เจ้าถอยไปไกลๆ หน่อย และอย่าได้คิดว่าเป็นสตรีแล้วข้าจะถนอม เพราะความรู้สึกนั้นข้ามีไว้ให้หรานหรานของข้าเพียงคนเดียว” ฉินจื่อฉิงยังถอยหลังทั้งพูดด้วยท่าทางรังเกียจและไม่คิดจะรักษาน้ำใจ เขายังพูดประโยคที่คนฟังถึงกับอึ้งไปตามๆ กันเพราะไม่คิดว่าคำพูดเจ็บแสบเช่นนั้นจะออกมาจากปากบุรุษหน้าตาดีระดับเทพเช่นเขา “หากเป็นผู้อื่นข้าคงถีบกระเด็นไปแล้ว แต่สำหรับเจ้า...ข้ายังกลัวว่าจะเสียรองเท้าสุดหวงของข้าไปด้วยซ้ำหากข้าใช้มันสัมผัสโดนตัวเจ้า”

            องค์หญิงใหญ่สูดลมหายใจเพื่อระงับความโกรธ “เห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดีเป็นที่ถูกใจ ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้าก็แล้วกัน แต่ข้าคิดว่าที่เจ้าพูดออกมาอย่างนั้นเพราะเจ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ เช่นนั้นข้าขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้าคือองค์หญิงใหญ่ชิงอวิ๋นแห่งแคว้นชิง รู้อย่างนี้แล้วเจ้าอยากที่จะมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวให้ข้าหรือไม่ ขอเพียงเจ้าตอบตกลง ข้าก็จะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องทิ้งสตรีอัปลักษณ์ผู้นั้นไปเสีย เพราะเห็นนางแล้วข้ารู้สึกเคืองสายตา”

            “หากป่วยก็ไปเรียกหมอให้มารักษา แต่ข้าคิดว่าสายตาเจ้าคงมีปัญหามากจริงๆ เจ้าดูอย่างไรถึงบอกว่าภรรยาของข้าอัปลักษณ์ หากนางอัปลักษณ์แล้วอย่างเจ้าเรียกว่าอะไร หรือที่บ้านไม่มีกระจก เช่นนั้นก็ให้บ่าวรับใช้ตักน้ำใส่อ่างแล้วก็ไปส่องดูเสีย แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าอัปลักษณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และข้าขอแนะนำอีกอย่างว่าหลังพระอาทิตย์ตกดินเจ้าอย่าออกไปเดินนอกบ้านมากนัก ข้ากลัวคนที่มาเห็นจะตกใจตายเพราะคิดว่าวิญญาณบรรพบุรุษลุกขึ้นจากหลุมมาเยี่ยมพวกเขา” ฉินจื่อฉิงยังพูดต่อ มีอย่างที่ไหนถึงกล้ามาว่าภรรยาของเขาอัปลักษณ์ “แล้วเจ้าก็ไม่ต้องไปหาองครักษ์ให้สิ้นเปลืองหรอก”

            “ทำไมข้าต้องกลัวสิ้นเปลือง? หรือที่เจ้าปฏิเสธเพราะกลัวว่าข้าจะไม่เงินจ่ายค่าตอบแทน เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า ข้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่แล้วข้าจะไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างให้เจ้าได้อย่างไร” องค์หญิงใหญ่ที่เวลานี้ถูกใบหน้าเทพบุตรของฉินจื่อฉิงล่อลวงจนถึงขีดสุด แม้คำพูดที่ออกมาจากปากของเขาจะร้ายกาจและไม่น่าฟังเพียงใด แต่องค์หญิงใหญ่กลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน นางยังดูพอใจที่ได้สนทนากับเขามากเสียด้วย

            “เจ้าสิโง่” ฉินจื่อฉิงพูดต่อ “ตัวเองอาบน้ำที่ปรุงจากดอกไม้พิษไว้ทั่วร่าง กลิ่นฉุนจนเกือบจะทำให้ขาดใจตายขนาดนี้ยังจะมีใครกล้าเข้าใกล้เจ้ากัน”

            องค์หญิงใหญ่เผลอก้มลงดมกลิ่นกายของตนเอง ซึ่งนางก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ กลิ่นหอมของน้ำปรุงจากดอกไม้ตำรับนี้เป็นตำรับที่ท่านแม่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ และยังปรุงมาจากดอกไม้หายากหลายชนิด อีกทั้งกลิ่นหอมนี้ยังทำให้เสด็จพ่อหลงใหลจนแต่งตั้งให้ท่านแม่เป็นหวงกุ้ยเฟย แต่น่าเสียดายที่เสด็จพ่อคงเบื่อกลิ่นหอมเดิมๆ ทำให้เวลานี้ท่านแม่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยเช่นเดิม

            ซูหยุนหรานเพิ่งเคยได้ยินสามีพูดกับสตรีอื่นอย่างไม่เกรงใจเป็นครั้งแรก นางพอจะเดาออกว่าเขากำลังปกป้องเพราะไม่อยากให้นางถูกผู้อื่นดูหมิ่น นางยิ้มให้เขาพร้อมกระซิบ “คืนนี้ข้าจะมีรางวัลใหญ่เพื่อตอบแทนกับความน่ารักของท่านนะเจ้าคะ”

            “ข้าจะรอรับรางวัลใหญ่จากเจ้า” ฉินจื่อฉิงตอบรับอย่างดีใจ

            ชิงเจี้ยนเหมือนได้เปิดโลกทางความคิดแบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อน ที่แท้บุรุษก็ออกหน้าแทนสตรีที่รักได้ดีถึงเพียงนี้ อีกทั้งการที่บุรุษต่อว่าสตรีอื่นเพื่อปกป้องภรรยาก็ไม่ได้ดูแย่แต่อย่างใด ทั้งเขายังชื่นชมว่าฉินจื่อฉิงช่างเป็นบุรุษผู้กล้าที่พร้อมออกหน้าปกป้องภรรยาในทุกสถานการณ์อย่างไม่สนคำนินทาที่จะตามมาแม้แต่น้อย การกระทำเช่นนี้เหมาะสมแล้วกับการเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างแท้จริง ชิงเจี้ยนคิดไว้ว่าเมื่อเขามีภรรยาหรือมีสตรีที่รัก เขาจะปกป้องสตรีของเขาให้ดีเหมือนอย่างที่ฉินจื่อฉิงกำลังปกป้องซูหยุนหรานอยู่ในเวลานี้ ‘ฉินจื่อฉิง ข้ายกให้เจ้าเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยม ต่อจากนี้เจ้าคือพี่ใหญ่ของข้า’

            องค์หญิงห้ากับองค์หญิงหกหัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่ที่พี่หญิงใหญู่ผู้แสนมั่นใจของพวกตนถูกท่านอ๋องหน้านิ่งอย่างฉินจื่อฉิงต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ ทั้งพวกนางยังมีความคิดและความคาดหวังอื่นอยู่ในใจ หากแม้แต่ฉิงอ๋องที่ได้ชื่อว่าไร้ความรู้สึกและปากหนักเป็นที่สุดยังปกป้องภรรยาของตนได้ดีถึงเพียงนี้ เช่นนั้นบรรดาท่านอ๋องหนุ่มของแคว้นต้าสุ่ยก็คงจะเป็นบุรุษที่กล้าหาญเหมือนอย่างฉิงอ๋องใช่หรือไม่ เพราะว่ากันว่าบุรุษจะมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไรสามารถดูได้จากพี่น้องของเขา 

            และหากดูจากการกระทำอันแสนเด็ดขาดในการออกหน้าปกป้องภรรยาอย่างสุดตัวเหมือนอย่างที่ฉินจื่อฉิงทำ พี่น้องของเขาก็คงจะมีวิธีปกป้องภรรยาอย่างเด็ดขาดไม่ต่างกันกระมัง เช่นนั้นแล้วการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่พี่รองหมายมั่นให้พวกนาง พวกนางก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากแล้ว แต่งงาน! พวกนางต้องแต่งกับท่านอ๋องแห่งแคว้นต้าสุ่ยให้ได้ และหากฉิงอ๋องกับพระชายาเดินทางกลับแคว้นต้าสุ่ยเมื่อใด พวกนางทั้งสองคนจะรีบจัดเก็บสินเดิมเข้าหีบแล้วออกเดินทางไปแคว้นต้าสุ่ยพร้อมทั้งสองท่านเสียเลย

            ส่วนองค์หญิงใหญ่ที่เผลอคิดไปถึงมารดาจึงไม่ได้โต้กลับกับคำพูดของฉินจื่อฉิง เป็นองค์ชายใหญ่ชิงจวิ้นที่เดือดร้อนแทนน้องสาว

            “เจ้าทาสชั้นต่ำ! เจ้ากล้าทำให้น้องหญิงของข้าอับอาย ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าเดี๋ยวนี้” องค์ชายใหญ่พูดจบก็หันไปมองหาองครักษ์ แต่บริเวณนั้นกลับไม่พบองครักษ์ยืนอยู่แม้แต่คนเดียว เขาจึงต่อว่าชิงเจี้ยน องค์หญิงห้า และองค์หญิงหก “พวกเจ้าทั้งสามคนเป็นน้องของนาง นอกจากพวกเจ้าจะไม่ออกหน้าแทนนางแล้ว พวกเจ้ายังหัวเราะชอบใจที่นางถูกเจ้าทาสชั้นต่ำผู้นี้ต่อว่าอย่างเสียๆ หายๆ พวกเจ้ายังเห็นนางเป็นพี่สาวอยู่หรือไม่! คอยดูเถอะ ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อให้ลงโทษพวกเจ้า โทษฐานที่พวกเจ้าไม่ปกป้องพี่น้อง ต่อให้พวกเจ้าเป็นบุตรที่เกิดจากอดีตฮองเฮา ข้าก็จะขอให้เสด็จพ่อลงโทษพวกเจ้าให้ได้”

            “เสด็จแม่ของข้าไม่ใช่อดีตฮองเฮา ตำแหน่งนั้นยังเป็นของนางไม่เปลี่ยน เพราะเสด็จพ่อไม่เคยคิดจะแต่งตั้งผู้ใดให้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น แม้แต่มารดาของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์” ชิงเจี้ยนยิ้มหยันให้พี่ชาย “ข้าคิดว่าสวี่หวงกุ้ยเฟยอยู่ในตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยก็ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ฝากเจ้าไปบอกนางด้วยว่าอย่าได้คิดฝันถึงตำแหน่งที่ไม่ใช่ของตนอีกเลย เอาเวลาที่คิดเรื่องไร้สาระอยู่นี่ไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตระกูลสวี่รอดพ้นจากการตรวจสอบของผู้ตรวจการที่เสด็จพ่อเพิ่งส่งออกไปตรวจพื้นที่ประสบภัยแล้งจะดีกว่า ได้ยินมาว่าเงินที่เสด็จพ่อส่งไปช่วยเหลือราษฎรหายไปกว่าครึ่ง ก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไปตกหล่นอยู่ที่ใด ไม่ใช่ตระกูลสวี่ของพวกเจ้าหรือที่รับหน้าที่นำเงินจำนวนนั้นไปแจกจ่ายให้ราษฎร”

            สิ่งที่รัชทายาทชิงเจี้ยน องค์หญิงห้าชิงเฟย และองค์หญิงหกชิงเจียวทนไม่ได้มากที่สุดคือการที่พี่ใหญ่กับพี่หญิงใหญ่พูดถึงเสด็จแม่ของพวกเขาอย่างไม่ให้เกียรติ ทั้งท่านพี่ทั้งสองยังพยายามจะยกให้สวี่หวงกุ้ยเฟยขึ้นมาเป็นฮองเฮาให้ได้ แต่ทั้งสามคนไม่มีทางให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น เพราะพวกเขาไม่มีทางยินยอมให้สตรีใดขึ้นมาแทนที่เสด็จแม่ของพวกเขาได้ โดยเฉพาะสวี่หวงกุ้ยเฟยที่เป็นต้นเหตุทำให้เสด็จแม่ของพวกเขาต้องจากไป แม้สามพี่น้องจะหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยังเชื่อว่าคนที่ทำให้เสด็จแม่ของพวกเขาตาย ต้องเป็นฝีมือของสวี่หวงกุ้ยเฟยและคนตระกูลสวี่อย่างแน่นอน 

            ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสวี่หวงกุ้ยเฟย พี่ใหญ่ พี่หญิงใหญ่ หรือคนตระกูลสวี่ ชิงเจี้ยนก็ไม่คิดจะปล่อยไปโดยง่าย ยกตัวอย่างเรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง หากไม่เพราะเขาสั่งให้คนหาหลักฐานการยักยอกมาได้จนครบและเวลานี้หลักฐานเหล่านั้นก็ส่งไปถึงมือเสด็จพ่อจนเสด็จพ่อมีรับสั่งให้ผู้ตรวจการลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง คาดว่าอีกไม่นานตระกูลสวี่คงถึงคราวจบสิ้น ถึงเวลานั้นเขาก็จะจัดการกับสวี่หวงกุ้ยเฟย พี่ใหญ่ และพี่หญิงใหญ่เพื่อแก้แค้นให้เสด็จแม่

            เมื่อถูกชิงเจี้ยนพูดถึงเรื่องเงินข่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง องค์ชายใหญ่ชิงจวิ้นก็หน้าเสียขึ้นมาทันที เรื่องนี้เขาเคยเตือนท่านตากับท่านลุงไปแล้วว่าอย่าเพิ่งลงมือ เพราะเสด็จพ่อให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้มากที่สุด แต่ดูเหมือนคำเตือนของเขา ท่านตากับท่านลุงจะไม่สนใจเลยสักนิด

            “เจ้า...เจ้าพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ” องค์ชายใหญ่ปฏิเสธอย่างไม่เต็มเสียงนัก

            “ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจสิ ทำไมท่านต้องทำตัวสั่นขนาดนั้นด้วย” ชิงเจี้ยนยิ้มที่มุมปาก “พี่ใหญ่ ท่านก็รู้จักนิสัยของข้าดีว่าข้าไม่เคยทำร้ายผู้ใดก่อน แต่หากมีผู้ใดคิดร้ายต่อข้า ข้าก็จะจัดการคนผู้นั้น รวมถึงเรื่องของเสด็จแม่ ใครที่ทำร้ายเสด็จแม่ ข้าจะเอาคืนอย่างสาสม”

            “เรื่อง...เรื่องของฮองเฮาข้าไม่รู้ ส่วนเจ้า...ข้าก็ไม่ได้ทำอะไร ข้าก็แค่...ก็แค่...” องค์ชายใหญ่พยายามแก้ตัว เมื่อเห็นว่าฉินจื่อฉิงยังยืนอยู่ เขาคิดที่จะโยนความผิด “ข้าก็แค่กลัวว่าเจ้าจะถูกเจ้าทาสชั้นต่ำผู้นี้หลอกลวงจึงอยากเตือนเจ้าให้อยู่ห่างมันไว้บ้าง”

            “ครั้งที่สามแล้วที่เจ้าเรียกข้าว่าทาสชั้นต่ำ หากมีครั้งหน้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเลาะฟันเจ้าออกไม่ให้เหลือ เอาให้ชาตินี้เจ้าพูดไม่ได้อีกเลย” ฉินจื่อฉิงจ้ององค์ชายใหญ่อย่างเอาเรื่อง

            “เจ้าทา...” องค์ชายใหญ่รีบเอามือปิดปากเพราะกลัวจะหลุดคำด่าออกไป แต่อย่างไรเขาก็เป็นถึงองค์ชายใหญ่ แล้วจะปล่อยให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาพูดจาล่วงเกินได้อย่างไรกัน “เจ้าคนไม่รู้ดีชั่ว! กล้าดีอย่างไรมาขู่ข้า วันนี้องค์ชายใหญ่เช่นข้าจะลงโทษเพื่อให้เจ้ารู้ว่าที่ต่ำที่สูงมันเป็นอย่างไร คุกเข่าให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

            “ให้ข้าคุกเข่าเจ้ารับไหวรึ?” ฉินจื่อฉิงหันไปพูดกับรัชทายาทชิงเจี้ยนอย่างรำคาญ “ข้าหวังว่าเวลาที่เหลือเจ้าจะจัดการได้ดีกว่านี้ หากยังปล่อยให้มีคนมาสร้างปัญหาให้ข้ากับหรานหรานอีก ข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้ก็ไม่จำเป็น และข้ากับหรานหรานจะเดินทางกลับทันที”

            ฉินจื่อฉิงพาซูหยุนหรานเดินกลับที่พักโดยไม่พูดกับใครอีก

            “พี่ใหญ่ พี่หญิงใหญ่ ข้าขอเตือนพวกท่านไว้อย่าง” ชิงเจี้ยนพูดด้วยท่าทางจริงจัง “พวกท่านต้องรู้จักระวังการกระทำของตนเองให้ดีและอย่าไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน ไม่เช่นนั้นคนที่ต้องคุกเข่าจะเป็นพวกท่าน”

            “เจ้ากล้าตำหนิข้าหรือ!” องค์ชายใหญ่พูดเสียงดัง

            “ท่านใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ” องค์หญิงใหญ่รีบเข้ามาห้ามพี่ชาย

            “เจ้าไม่เห็นหรือว่าเจ้ารองตำหนิข้าเพราะคนอื่น”

            “เอาไว้เราค่อยกลับไปคุยกันเจ้าค่ะ” องค์หญิงใหญ่พูดจบก็หันไปหาน้องชาย “ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร”

            “ท่านอยากรู้ไปทำไม” ชิงเจี้ยนย้อนถาม

            “ข้าพอใจในตัวเขาจึงอยากได้เขามาเป็นองครักษ์ข้างกาย” องค์หญิงใหญ่ตอบอย่างไม่ปิดบัง

            “แต่ท่านก็รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว และท่านก็เห็นแล้วว่าเขารักภรรยาของเขามากเพียงใด ท่านเลิกหวังเสียเถอะ” 

            “มีภรรยาแล้วอย่างไร ข้าให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือเงินทอง ข้ามั่นใจว่าสตรีผู้นั้นไม่มีวันทำได้เหมือนข้า” องค์หญิงใหญ่ตอบอย่างมั่นใจ

            ชิงเจี้ยนมองพี่สาวอย่างจนใจ ถูกตอกหน้าขนาดนั้นแล้วยังไม่เข็ด เห็นแก่ความเห็นพี่น้อง เขาจึงอยากเตือนนางอีกครั้ง “ในฐานะที่ท่านเป็นพี่หญิงใหญ่ของข้า เช่นนั้นข้าขอเตือนท่านด้วยความหวังดีว่าเขาคือคนที่ท่านไม่ควรไปล่วงเกิน หากท่านไม่เชื่อแล้วยังไปทำให้เขาไม่พอใจ อย่าว่าแต่ข้า แม้แต่เสด็จพ่อก็ช่วยท่านไม่ได้”

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน