บทที่ 12 งูประหลาด
ลุงอวี้หายไปในความมืด เสียง ‘วิ้ววว’ นั้นยิ่งชัดเจนขึ้น คงจะมีอะไรบางอย่างอยู่รอบ ๆ บ้าน ผมนึกถึงร่องรอยที่เห็นตอนกลางวันขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ…งู?
ต้าเหว่ยส่งเสียงใออกมา ผมหันหน้ากลับไปทันที หน้างูประหลาดขนาดใหญ่โผล่เข้ามาในหน้าต่าง จ้องมองพวกเราอย่างเงียบ ๆ ไม่ขยับเขยื้อน
ตัวงูนั้นใหญ่ประมาณถังน้ำเล็ก ๆ ท่าทางของมันแปลกประหลาดมาก มันไม่ได้คลานเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ยืดตัวตรงและชูหัวขึ้น แล้วยื่นเข้ามาทางหน้าต่าง สิ่งที่ทำให้ผมใยิ่งกว่าคือ ที่ผมบอกว่ามันเป็หน้างู เพราะหัวสามเหลี่ยมของมันก้มลงมาจนสุด ลวดลายบนหัวทั้งหมดเหมือนใบหน้ามนุษย์ที่แปลกประหลาดมาก
เมื่อมองผ่าน ๆ เหมือนมีปีศาจที่มีหัวคนตัวงูกำลังจ้องมองพวกเรา ร่างกายของผมแข็งทื่อไปหมดแล้ว ถึงแม้จะถือปืนอยู่ แต่ก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนรูปปั้นหิน ผมไม่รู้ว่าต้าเหว่ยรู้สึกอย่างไร เขาไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาอีกเลยหลังจากเสียงกรีดร้องนั้น
หลังจากเจอผีเมื่อคืนนี้ จริง ๆ แล้วความกล้าของผมก็เพิ่มขึ้นมาบ้างแล้ว คิดว่าไม่ว่าจะเจออะไรแปลกประหลาดก็คงไม่ใ แต่ที่จริงผมประเมินตัวเองสูงไป
‘หน้างู’ มันยังไม่มีท่าทีอะไรต่อ ใบหน้าลวดลายประหลาดนั่น เหมือนกำลังจ้องมองพวกเราด้วยสายตาเคียดแค้น ผมกัดปลายลิ้นแรง ๆ ความเ็ปมหาศาลทำให้ผมสร่างขึ้นมาบ้าง อย่างนี้แย่แน่ ตามขนาดของงูตัวนี้ มันสามารถกลืนกินพวกเราได้สบาย ๆ
ปืนบรรจุะุไว้พร้อมแล้ว หลังจากกัดลิ้นจนเืออก นิ้วที่แข็งทื่อของผมก็ฟื้นพลังกลับมา ผมกดไกปืน แต่ไม่มีเสียงปืนดังออกมา ของเก่าคร่ำคร่านี้ดันเสียใน่เวลาสำคัญ งูประหลาดนั่นเหมือนมีสัญชาตญาณ รู้ว่าปืนในมือผมเป็อาวุธ ลิ้นแดงยาว ๆ แลบออกมา ในพริบตา ตัวงูยาว ๆ ของมันขยับ หัวสามเหลี่ยมพุ่งเข้ามาหาพวกเรา
กลิ่นคาวโชยมาเต็มหน้า ในชั่วพริบตาที่ฟ้าแลบนั้น สมองของผมไม่ได้คิดอะไรแล้ว ผมจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เอาปืนในมือฟาดหัวงูนั่นอย่างแรง
เสียงของวัตถุชนกันดังขึ้น แรงมหาศาลส่งมาจากลำกล้อง ทำให้ผมถอยหลังไปติด ๆ กันหลายก้าวจนชนเข้ากับต้าเหว่ยและล้มลงไปพร้อมกัน
ผมไม่สนใจเขา รีบพลิกตัวลุกขึ้น ป้องกันการไล่ล่าของงูนั่น ถ้าโดนมันกัด ก็ตายแน่ ๆ
“แอ้……” เสียงร้องคล้ายเสียงร้องของทารก ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็เสียงร้องโหยหวนของงูประหลาดตัวนี้หรือไม่ เมื่อผมพลิกตัวลุกขึ้นและตั้งสติได้ หน้างูนั่นก็ถอยออกไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน หน้าต่างไม้ถูกชนจนเปิดออก ลมหนาวพัดเข้ามาไม่หยุด ภายใต้แสงจันทร์อันซีดเซียวด้านนอก มองอะไรไม่ชัดเจนเลย
“ฮ่าวจื่อ นะ…นั่นมันสัตว์ประหลาดอะไรกันวะ” ต้าเหว่ยอาจจะใจนงงไปเมื่อครู่ หลังจากที่ผมชนเขาล้มลงไปบนพื้น เขาถึงได้สติกลับมาและเริ่มพูด
“ไม่รู้เหมือนกัน” ผมหอบหายใจ ตั้งใจฟังเสียงข้างนอกห้อง เสียงหวีดหวิวนั้นไม่ได้ห่างออกไป แสดงว่างูประหลาดตัวนี้ไม่ได้จากไปง่าย ๆ จากการโจมตีของผมเมื่อครู่
แน่นอน สักพักต่อมา ก็เห็นหัวงูประหลาดที่เหมือนหน้าคนโผล่มาจากหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ยื่นตัวเข้ามา คาดว่าเมื่อครู่คงโดนผมทำร้ายไปบ้าง มันก็เลยระวังตัวขึ้นมาหน่อย สิ่งมีชีวิตนี้สัญชาตญาณดีเกินไป
ผมและต้าเหว่ยกำปืนแน่น หันหลังพิงผนัง จ้องมองงูประหลาดตัวใหญ่นี่อย่างตึงเครียด ในตอนนั้นเอง เื่ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น งูั์ตัวนี้ส่งเสียงราวกับเสียงคน...
“ไง ฮ่าวจื่อ… ไง… ต้าเหว่ย…” ผมใจนตาเบิกโพลง หลังชาวาบ หนาวราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง งูตัวนี้พูดได้…
ลวดลายรูปหน้าคนบนหัวงูบิดเบี้ยวไปมา ราวกับกำลังทำสีหน้าประหลาด เสียงที่ออกมาจากหัวงูนั้นเหมือนเสียงคน
จริง ๆ แล้วการออกเสียงไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น คำที่ออกมาจากหัวงูฟังดูไม่ค่อยชัด แต่พอได้ยินแล้วก็เหมือนมันกำลังเรียกชื่อของเราอยู่ การที่ได้ยินชื่อตัวเองถูกเอ่ยออกมาจากปากของงูประหลาด นี่เป็เื่ที่น่าประหลาดใจมากแค่ไหน
ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินเื่ของงูสาวสวย งูสาวสวยที่มีหัวเป็ผู้หญิงและตัวเป็งู จะโผล่หัวออกมาจากกำแพง แล้วเรียกชื่อเด็กคนหนึ่ง ถ้าเด็กคนนั้นตอบรับ งูสาวสวยก็จะมากินเนื้อเด็กคนนั้นตอนกลางคืน
เื่นี้พ่อแม่หลายคนเอามาขู่ลูก ตอนเด็ก ๆ ผมก็เคยฟัง และในใจก็คิดไว้ว่า ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อ ผมจะไม่ตอบรับเด็ดขาด
พอโตขึ้นมา ก็รู้ว่านั่นเป็แค่เื่เล่าเท่านั้น แต่ในคืนลึกที่เมืองผีแห่งนี้ งูประหลาดตัวใหญ่ที่ส่งเสียงคล้ายคนออกมาจากปาก ดูเหมือนจะเรียกชื่อผมอยู่ ทำเอาขนลุกซู่ไปหมด
“มัน… มันกำลังเรียกเราใช่ไหม” เสียงของ ต้าเหว่ย สั่นเครือเล็กน้อย
“อย่าตอบรับนะ” ฝ่ามือและหน้าผากของผมเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมกลืนน้ำลายแล้วพูด
ชายสองคนและงูตัวหนึ่งต่างเผชิญหน้ากันผ่านหน้าต่าง เวลาผ่านไปทีละวินาทีขยับขึ้นทีละนาที ดูเหมือนงูประหลาดนั่นจะเริ่มหมดความอดทน หลังจากร้องเรียกสองสามครั้ง มันก็บิดคอเตรียมพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
ทันใดนั้น สายตาของผมก็สว่างวาบ คบเพลิงดวงหนึ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า ฟาดเข้าที่หัวงู พร้อมกับเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด งูประหลาดนั่นใ รีบหดตัวกลับ ลมกรรโชกพัดผ่าน งูประหลาดหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกพายุกวาดไป ประตูถูกผลักเปิดอีกครั้ง ลุงอวี้ถือคบเพลิงมือหนึ่ง อีกมือถือปืนเดินเข้ามา
“ไม่ในะ” ลุงอวี้พูดพร้อมรอยยิ้ม ผมเช็ดเหงื่อเย็นแล้วขยับแขนที่แข็งทื่อเล็กน้อย ถามว่า
“งูประหลาดนี่มาจากไหนกัน”
“มันอาศัยอยู่ในเมืองนี้มาตลอด ทุกครั้งที่ถึงวันพระจันทร์เต็มดวงมันก็จะออกมาก่อกวนวุ่นวาย มันอยากกินสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง” ลุงอวี้พูดพลางยัดคบเพลิงเข้าไปในเตา “แต่ไม่ต้องกังวล ฉันยิงไล่มันไปแล้ว ระยะนี้คงไม่กลับมาอีกแล้ว”
“ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก” ต้าเหว่ยรีบขอบคุณ
“แล้วทำไมงูประหลาดนั่นถึงพูดภาษาคนได้ล่ะ” ผมถาม
“งูจะพูดภาษาคนได้ยังไง” ลุงอวี้หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “งูไม่มีสายเสียง มันทำได้แค่แลบลิ้นสร้างแรงเสียดทานกับอากาศหรือสั่นแผ่นเกล็ดที่หางเพื่อส่งเสียง ไม่มีทางพูดภาษาคนได้หรอก”
“แต่เมื่อกี้พวกเราได้ยินงูตัวนั้นเรียกชื่อพวกเรากับหูเลยนะ” ต้าเหว่ยเสริมขึ้นข้าง ๆ ลุงอวี้ขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ที่พวกนายพูดก็ไม่ใช่ไม่เป็ไปได้ อย่างไรเสียงูปีศาจตัวนี้ก็มีอายุยืนยาว อาจจะเกิดการกลายพันธุ์อะไรขึ้นมาก็ได้…”
คำอธิบายของลุงอวี้ทำให้ผมไม่ค่อยพอใจนัก รู้สึกเหมือนเขาอาจจะปิดบังความลับบางอย่างจากพวกเรา ผมมองลุงอวี้ เขาออกไปข้างนอกเมื่อกี้ไม่รู้ไปทำอะไร แต่ยังไงเขาก็ช่วยชีวิตผมไว้ จึงไม่สะดวกจะถามมากความ
ผมถูกงูที่มีหน้าเป็มนุษย์นั่น ทำให้ใจนเหงื่อตกทั้งตัว ่ครึ่งคืนหลังไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับแล้ว ผมลองถามไถ่เื่ราวของที่นี่จากลุงอวี้แบบอ้อม ๆ ก็ได้ข้อมูลออกมาพอสมควร