ตอนที่ 15 พบคนโรคจิตบนรถประจำทาง
หลินเซียว “ยายไม่เหมือนแม่สักหน่อย ท่านไม่ชอบพวกเราหรอก อีกอย่างเมื่อก่อนแม่ก็ไม่สนใจเรา สองวันนี้จะสนทำไมมากมาย”
สวี่ม่ายซุ่ย “เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน ตอนนี้คือตอนนี้ รีบไป”
รอสวี่ม่ายซุ่ยทอดข้าวเกรียบเสร็จก็เป็เวลาเก้าโมงห้าสิบแล้ว ทันทีที่มองเวลา เธอก็รีบลากเด็กสองคนวิ่งไปท่าเรือ เพราะเรือที่ขึ้นฝั่งมาสิบโมงพอดี ไม่อย่างนั้นต้องรอถึงสิบเอ็ดโมงถึงจะมีเรือ
สามแม่ลูกรีบร้อนกันขึ้นเรือไป ก็เห็นซูเจวียนอยู่ที่นั่นด้วย พอหล่อนเห็นสวี่ม่ายซุ่ยก็รู้สึกใ “นี่พวกเธอจะไปทำอะไรกัน?”
สวี่ม่ายซุ่ยเหลือบมองซูเจวียน พูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง “แล้วเธอจะไปทำอะไรล่ะ?”
ซูเจวียน “กลับบ้าน”
พูดจบหล่อนก็ดมกลิ่น จ้องกระเป๋าในมือสวี่ม่ายซุ่ยแล้วถามด้วยความระมัดระวัง “ในกระเป๋าเธอมีอะไร ไม่ใช่ว่าขโมยของในบ้านไปโปะหนี้บ้านแม่เธออีกนะ ดีนี่สวี่ม่ายซุ่ย ฉันก็ว่าอยู่ว่าป้าหลินเอาของมาไม่เยอะ ทำไมบ้านเธอไม่เคยพอกินสักที ที่แท้ก็เอาไปให้บ้านแม่เธอนี่เอง”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะ “พูดว่าป้าหลินของเธอเอาไปไม่เยอะ เธอคิดว่าบนเกาะนี้มีใครละโมบกว่าป้าหลินของเธอรึไง”
“หล่อนเอาไปไม่เยอะ เธอก็พูดมาสิว่าใครเอาไปเยอะ”
“อ้อ แม่เธอเอาไปน้อย แม่เธอเอาไปน้อยแล้วทำไมเธอยังไม่พอกิน วัน ๆ เอาแต่มาขอข้าวบ้านฉันกิน ยังจะเอาอยู่ไหมศักดิ์ศรี” ตอนพูดประโยคนี้สวี่ม่ายซุ่ยส่งเสียงดังเป็พิเศษ ทำให้คนบนเรือหันมามองหล่อนกันหมด
ซูเจวียนเป็สาวทึนทึกที่ยังไม่แต่งงาน แน่นอนหนังหน้าไม่หนาเท่าสวี่ม่ายซุ่ย ได้ยินไม่เท่าใดก็หน้าแดง หล่อนพูดตอบสวี่ม่ายซุ่ยด้วยใบหน้าเกลียดชัง “แก! แกรอฉันก่อนเถอะ”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังจบก็ไม่ได้เกรงใจ ตอบกลับไปตรง ๆ “รอก็รอ ถ้าไม่ใช่ว่าเธอยุ่งไม่เข้าเื่ ฉันก็ไม่อยากสนใจเธอหรอก”
พูดจบเธอก็ดึงหลินเซียวกับหลินฟานไปนั่งมุมใน ตลอดทางจนลงเรือ สวี่ม่ายซุ่ยไม่มองซูเจวียนแม้แต่ครั้งเดียว กลับเป็ซูเจวียนที่แอบมองเธอหลายครั้ง
พอถึงฝั่ง สามแม่ลูกก็มุ่งตรงไปข้างหน้า เพราะว่าบ้านเธออยู่ในเขตชนบทต้องนั่งรถโดยสารเข้าไป ซูเจวียนมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับหลินเจี้ยนเยี่ย หมู่บ้านของทั้งคู่อยู่ในเขตหมู่บ้านของเธอ ดังนั้นตลอดทางทั้งสองคนจึงอยู่ด้วยกัน ตอนหยุดพักที่ป้ายก็เห็นรถประจำทางคันหนึ่งขับส่ายไปมา เมื่อมองดูใกล้ ๆ ก็เห็นกลุ่มคนแน่นขนัด
หลินเซียวมองคนบนรถ เขาพึมพำด้วยความผิดหวัง “ไม่มีที่ให้นั่งแล้ว”
สวี่ม่ายซุ่ยมองเขาแล้วปลอบ “บ้านยายอยู่ใกล้ ทนอีกนิดก็ถึงแล้ว”
ซูเจวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ พอรถประจำทางมา ก็พุงเข้าไปทันที ถ้าสายกว่านี้อีกนิดเดียวก็คงไม่ได้นั่ง
สวี่ม่ายซุ่ยเห็นก็ไม่ได้พูดอะไร ลากเด็กสองคนไปขึ้นรถด้านหลังสุด
เวลานี้จะเช้าจะเย็นก็เหมือนกันหมด อย่างไรก็ต้องยืนไม่ได้นั่ง ยืนอยู่กลางรถยังไม่สู้ปลอดภัยเท่าอยู่ข้างประตูรถ ซูเจวียนขึ้นรถมาเห็นสามแม่ลูกอยู่ที่ประตูรถ ั์ตาก็มีประกายความพอใจพาดผ่าน
สวี่ม่ายซุ่ยมองไปก็ไม่ทันเห็น คนแบบนี้มีทุกยุค ยืนตรงกลางใช่ว่าจะเป็เื่ดีเสมอไป
ซื้อตั๋วเสร็จไม่นาน ก็ได้ยินเสียงซูเจวียนลอยมาแว่ว ๆ ขณะพูดกับผู้ชายที่อยู่ด้านหลังอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณไปให้ห่างจากฉันหน่อยได้ไหม”
ชายคนนั้นฟังหล่อนจบก็ยิ้มยิงฟันเหลืองซี่ใหญ่ใส่ ตอบกลับอย่างยียวน “สหาย ที่ก็มีแค่นี้ เธอจะให้ฉันไปยืนที่ไหน?”
ซูเจวียนมองฟันเหลืองซี่ใหญ่ของเขา ในใจรู้สึกขยะแขยงนัก ที่หนักกว่านั้นคือตอนเขาพูดยังโถมตัวมาประชิดอีกด้วย หล่อนรู้สึกโมโหเขาอย่างมาก
“แก…”
ตอนนี้เองที่ผู้ชายคนนั้นค้อมตัวลงมาพูดข้างหูหล่อน กระซิบว่า “ที่นี่คนเยอะขนาดนี้ เธอจะพูดจริงเหรอ?” พูดจบก็โถมตัวประชิดหล่อนอีกครั้ง
เสื้อผ้าหน้าร้อนเดิมทีก็บางอยู่แล้ว แต่เพราะซูเจวียนจะกลับบ้านจึงเลือกสวมกระโปรงเป็พิเศษ ก็เลยรู้สึกตัวมาก อีกอย่างผู้หญิงยุคนี้ก็หัวโบราณกันทั้งนั้น เป็ธรรมดาที่จะเลือกกลืนความโกรธเมื่อต้องเจอเื่แบบนี้
นั่นทำให้ซูเจวียนขี้ขลาด ไม่กล้าะโออกมา ผู้ชายคนนั้นเห็นสภาพซูเจวียน ก็เลยกล้ามากขึ้น ถึงขั้นอาศัยจังหวะคนเยอะเอามือไปจับก้นหล่อนแล้วบีบขยำ
ซูเจวียนโกรธมากกว่าเดิมจนหน้าขึ้นสี ชายคนนั้นเห็นก็หัวเราะเยาะ “เธอใส่มาแบบนี้แล้วยังจะกลัวอะไร?”
ซูเจวียนได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขา พอดีกับที่เห็นเด็กสองคนกำลังคุยกับสวี่ม่ายซุ่ย พอเห็นเธอ หล่อนก็กดข่มความเกลียดชังในใจ พูดกับชายหนุ่มด้วยเสียงอ่อนหวาน “พี่ชาย พี่ไม่ต้องขยับแล้วได้ไหม เดี๋ยวฉันให้เงินแล้วพี่ไปหาเอาตรงหน้าประตูดีไหม?”
ชายคนนั้นฟังเธอจบก็หันไปมองที่ประตู เห็นสภาพสวี่ม่ายซุ่ยที่เหมือนผู้อพยพ ถือกระเป๋าปกป้องเด็กสองคนอัดอยู่หน้าประตู ก็หัวเราะทันที
“คนสวย เธอคิดว่าฉันเป็คนโง่เหรอ ยัยถั่วงอกนั่นจะหุ่นดีเท่าเธอได้ยังไง?”
ซูเจวียนฟังจบก็รู้สึกทั้งดีใจทั้งเกลียดชัง ได้แต่พูดอธิบาย “พี่ชาย อย่าเห็นแค่ว่าหล่อนผอมสิ ผิวหล่อนดีนะ ทั้งขาวทั้งนุ่ม”
ชายคนนั้นฟังจบก็กลืนน้ำลาย อดไม่ไหวที่จะลงมือบีบก้นหล่อน เข้าไปพูดข้างหู “คนสวย คิดว่าฉันโง่หรือ ผู้หญิงคนนั้นยืนข้างคนขับรถ จะทำอะไรก็ไม่สะดวก แล้วยังมีเด็กสองคนข้าง ๆ อีก เธอจะให้ฉันลงมือยังไง อยากให้ฉันเข้าไปเหรอ?”
ซูเจวียนฟังคำพูดหยาบโลนของเขา ก็กลัวจนหน้าขาวซีด รีบพูดอธิบาย “ไม่ ไม่ใช่”
ชายคนนั้นฟังจบก็ยิ้มแป้น พูดกับซูเจวียนว่า “ไปข้างหลังหน่อย”
ตอนที่ซูเจวียนกำลังอับอายจนใกล้จะร้องไห้ ก็มีคนลงรถพอดี หล่อนตะเกียกตะกายไปข้างหลัง เห็นแล้วก็รีบเบียดไปยืนข้างสวี่ม่ายซุ่ย
สวี่ม่ายซุ่ยััได้ถึงรังสีอำมหิตด้านหลังก็หันไปมอง ก่อนเห็นซูเจวียนจ้องกันเต็มตาอย่างกับจะฆ่าเธอ
สำหรับสายตาไม่เป็มิตรที่ซูเจวียนทำประจำ สวี่ม่ายซุ่ยเห็นนานแล้วจึงไม่แปลกใจ แค่แกล้งทำเป็ไม่เห็นเหมือนปกติแล้วก้มลงไปคุยกับเด็กสองคนต่อ
ตอนนี้เองที่ซูเจวียนเข้ามาใกล้ พูดกับสวี่ม่ายซุ่ย “ม่ายซุ่ย ไม่ใช่ว่าพวกเธอจะลงรถแล้วเหรอ ทำไมไม่ไปหลังรถ?”
สวี่ม่ายซุ่ยมองซูเจวียนด้วยความสงสัย ชำเลืองมองไปกลางรถก็เห็นผู้ชายน่ารังเกียจทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยจ้องซูเจวียนอยู่ เธอไม่คิดเลยว่าจิตใจของซูเจวียนจะเลวร้ายขนาดนี้ คิดจะทำร้ายเธอไปถึงเมื่อไรกัน?
“ไม่ต้องแล้ว ฉันตกลงกับคนขับแล้วว่าจะลงที่นี่ ผู้ชายที่อยู่ตรงกลางคนนั้นใช่เพื่อนเธอไหม ฉันเห็นเขาะโเรียกเธออยู่ ทำไมเธอไม่ไปทักเขาล่ะ?”
ซูเจวียนฟังจบก็รีบตอบทันควัน “หุบปาก ใครเป็เพื่อนเขากัน”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
แทนที่โดนคุกคามแล้วจะเตือน ๆ กัน กลับกลายเป็จะให้ไอ้หื่นนี่ไปทำร้ายม่ายซุ่ย สมควรโดนดีสักครั้งดีไหมเนี่ยยัยบัวเน่า
ชิวเฟิง