ณ ห้องผู้ป่วย
“พันเจีย...นี่นายถึงขนาดขอคบยัยนั่นเลยเหรอ” เสียงของไฮน์เอ่ยถาม หลังจากที่เขาเล่าเรื่องที่ขอคบกับไวโอลินเมื่อคืนนี้ให้กับเพื่อน ๆ ได้ฟัง
“ไหนว่าจะแค่แย่งผู้หญิงคนนั้นมาจากฮอร์น เพื่อแก้แค้นเฉย ๆ ไม่ใช่หรือไง” สตีฟถามงง ๆ
“นั่นสิ! กะคบจริงจังเลยเหรอเนี่ย” ฟานเสริม
ทั้งสี่หนุ่มซึ่งกำลังพุดคุยถึงสาเหตุที่พันเจีย ท้าแข่งขันรถยนต์ซูเปอร์คาร์ โดยใช้ไวโอลินเป็นเดิมพัน เพียงเพราะเขาต้องการแค่จะแยกไวโอลินออกมาจากฮอร์นเท่านั้น เพราะฮอร์นเคยทำบางสิ่งบางอย่างไว้กับเพื่อนสนิทของเขา และเพื่อให้เขารู้สึกถึงความสูญเสีย เหมือนอย่างที่เพื่อนของเขาเคยได้รับ พันเจียที่นั่งยกขาไขว่ห้างไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ ของเพื่อน ๆ ก่อนที่ไฮน์จะถามขึ้นมาอีกด้วยว่า
“ไหนตอนแรก นายว่าจะเบนเป้าหมายไปเป็นผู้หญิงคนใหม่ของฮอร์นที่ชื่อบราวนี่ ที่ฮอร์นเพิ่งจะคบไปไม่นานหลังจากเลิกกับไวโอลินไม่ใช่หรือไง”
“ฉันไปสืบมาแล้ว ว่ายัยบราวนี่อะไรนั่น เป็นแค่ผู้หญิงที่ฮอร์นใช้เป็นตัวหลอก เพื่อให้ไวโอลินตัดใจไปง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอ” ฟานเสริม
“หมอนั่น ดูเป็นพระเอกเนอะ” ไฮน์บอก
“แปลว่าฉัน ก็กลายเป็นตัวร้ายไปเลยงั้นสิ” พันเจียย้อนถาม
“ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” ไฮน์แย้ง
“ว่าแต่...นายรู้เรื่องนี้นานหรือยัง ว่าฮอร์นกับยัยบราวนี่อะไรนั่น ไม่ได้คบกันจริง ๆ ” สตีฟถาม
“ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้ว” พันเจียตอบ
“อ้าว! แล้วทำไมยังให้ฉันไปตามสืบอีกล่ะ” ฟานทำหน้างง ๆ
“ก็แค่อยากให้แน่ใจ (พันเจียตอบ) เจ้านั่น...ไม่ใช่คนที่จะคบผู้หญิงสะเปะสะปะแบบนั้นหรอกนะ ฉันรู้!”
“สรุปคือยังไง จะคืนหรือว่าจะคบต่อ” ไฮน์ถาม พันเจียยักไหล่ไม่ยอมตอบ ได้แต่หัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ ก่อนที่จะเบนสายตามองไปทางอื่น
“เออจริงสิ! เพื่อนนายที่บอกว่าจะเดินทางมาจากสิงคโปร์ แล้วให้พวกเราช่วยดูแลจะเดินทางมาตอนไหน” ฟานหันไปถามพันเจีย
“น่าจะคืนนี้เลยแหละ” เขาตอบ
“ให้เราไปรับที่สนามบินให้ไหม” ไฮน์ถาม
“ไม่เป็นไร ฉันไปรับเองดีกว่า ขืนพวกนายไปรับ ฉันกลัวจะไปรุ่มร่ามกับเธอ” พันเจียตอบพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ
“แน่ะ~ ไม่ทันไรก็กันท่าพวกฉันแล้วเหรอ” สตีฟแซ็ว
“ยังไม่หายดี นายหุบปากไปเลยดีกว่า ระวังจะได้นอนโรงพยาบาลแบบยาว ๆ นะ” พันเจียขู่สตีฟที่เอ่ยปากแซ็วเขากับคนที่พันเจียออกปากว่าจะเดินทางไปรับด้วยตัวเขาเอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก~
อยู่ ๆ เสียงเคาะประตู ก็ดังขึ้นมาจากหน้าห้อง ทั้งสี่หนุ่มหันไปมองที่หน้าประตู อย่างงง ๆ ก่อนจะหันกลับมาสบตากัน พันเจียเพ่งสายตาจับจ้องไปที่หน้าประตูห้อง และภาวนาให้คนที่กำลังจะเปิดประตูเข้ามานั้นไม่ใช่ไวโอลิน เพราะถ้าเป็นเธอแล้วล่ะก็ เรื่องที่เขาพูดกันเมื่อครู่นั้นเป็นไปได้ว่า เธออาจจะได้ยินมันทั้งหมดแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนามากที่สุดในเวลานี้
“ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ” นางพยาบาลเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถาดบรรจุยา พร้อมกับยิ้มอ่อน ๆ ตรงเข้ามาหาสตีฟที่นอนเจ็บอยู่บนเตียง
“ตอนนี้หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะคะ รบกวนญาติ ๆ ให้คนไข้ได้ทานยาและพักผ่อนก่อนนะคะ” พันเจียที่เห็นอย่างนั้น ถึงกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ ราวกับยกภูเขาลูกใหญ่ออกไปจากอก เขาโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ไวโอลินอย่างที่เขาหวั่นวิตก
“เดี๋ยวเย็น ๆ เราจะแวะมาเยี่ยมอีกทีนะ” ไฮน์หันมาพูดกับสตีฟ พลางหันไปสบตากับฟานเป็นเชิงให้เขาออกไปจากห้อง
พันเจียที่ก้มลงมองนาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือแกร่ง เห็นว่าจะเที่ยง แต่ทำไมไวโอลินถึงยังไม่ตามเขามาที่นี่ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที หันไปบอกฟาน และไฮน์ให้กลับไปก่อน ส่วนเขาขอตัวและเลี่ยงออกมาจากกลุ่มพร้อมกับล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วกดโทรตามไวโอลินที่ยังมาไม่ถึงด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
“ป่านนี้ทำไมถึงยังไม่โผล่ มัวเถลไถลที่ไหนอยู่นะ” พันเจียบ่นพึมพำขณะที่รอสาย เดินตามทางเดินของโรงพยาบาลออกมาด้านหน้าตึกผู้ป่วยใหญ่ พลางครุ่นคิดว่าเพราะอะไรไวโอลินจึงยังมาไม่ถึงสักที และ ขบคิดในใจขึ้นมาด้วยว่า หากมาถึงจะทำโทษด้วยการตีก้นเธอเสียให้เข็ด
ในตอนนั้นเอง
ไวโอลินที่เพิ่งถึงมาถึงกำลังเดินลงมาจากรถแท็กซี่ สอดส่ายส่ายตามองตรงมาที่เขา ใบหน้าที่สดใสไร้เดียงสาของเธอ ทำให้พันเจียไม่กล้าที่จะเงื้อมือขึ้นมาทำเธออย่างที่คิดเอาไว้เสียแล้ว
“ยัยบ้าเอ๊ย! รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำคนเขาเป็นห่วงแค่ไหน” ชายหนุ่มพึมพำออกมาเบา ๆ พลางยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากด้วยความดีใจ เมื่อได้เห็นใบหน้าหวาน ๆ ของเธอ ถึงแม้ว่าจะโมโหแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ดันโกรธเธอไม่ลง
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย” ไวโอลินไม่รอช้า ปรี่เข้ามาหาเจ้าของร่างสูงที่ยืนปั้นหน้ายักษ์อยู่ ทว่าเธอกลับไม่สนใจรีบพูดเข้าประเด็น พันเจียพยักพเยิดแล้วสวนกลับไปว่า
“ฉันเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับเธออยู่เหมือนกัน”
“งั้นนายพูดก่อน” ไวโอลินเปิดโอกาสให้เขาได้พูดเรื่องของตัวเองก่อน
“ดี...เรื่องของฉันก็คือ ฉันอยากรู้ว่าเธอ มัวทำบ้าอะไรอยู่ถึงได้เพิ่งมาเอาป่านนี้” พันเจียชักสีหน้าพร้อมกับถามเสียงเข้ม ไวโอลินที่เพิ่งจะถึงยังไม่ทันที่เธอจะได้หายเหนื่อย กลับต้องเจอคำถามที่ดูเอาเรื่องของเขา ยิ่งทำให้เธอเหนื่อยเป็นสองเท่า ทั้งที่เธอกำลังจะนำข่าวดีมาบอกเขาแท้ ๆ
“นายจะพูดดี ๆ กับฉันบ้างไม่ได้เลยหรือไง” ไวโอลินถามเสียงอ่อน ดวงตากลมโตประสานสายตาปริบ ๆ จ้องมองมาที่เขาเป็นเชิงวิงวอน ราวกับขอให้เขาทำตามอย่างที่เธอต้องการ สายตาดุดันที่ได้เห็นสีหน้าและแววตาแบบนั้นของเธอ ก็แปรเปลี่ยนไปเพราะว่าอดที่จะยอมใจอ่อนออกมาไม่ได้
“โอเค...งั้น! เธอมัวทำอะไรอยู่ ทำไม่ถึงได้มาเอาป่านนี้” เขาปรับโทนเสียงให้ดูอ่อนลง แต่มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมนัก ไวโอลินทำหน้ามุ่ยก่อนบอกเขาไปว่า
“ถือว่าดีกว่าเมื่อกี้ ขึ้นมานิดนึง” หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็ก ๆ
“จะเอายังไง ให้ฉันพูดดี ๆ นี่ก็ดีที่สุดแล้วเนี่ย” พันเจียบอกกับเธอ ไวโอลินเหนื่อยที่จะพูดกับเขา เดินเลี่ยงเข้าไปในตึก แต่กลับถูกเขาคว้าเรียวแขนของเธอเอาไว้เสียก่อน
หมับ!
“จะไปไหน!” พันเจียกลับมาถามเสียงเข้มอีกครั้ง
“ฉันไม่พูดกับนายแล้ว และก็จะรีบเข้าไปเยี่ยมสตีฟ เพื่อนของนายไง”
“ไม่ต้องเลย เมื่อกี้พยาบาลเพิ่งให้กินยาไป คงจะนอนหลับไปแล้ว”
“ก็เข้าไปเยี่ยมเดี๋ยวเดียว ไม่ได้หรือไง” ไวโอลินถามเสียงสูง เขาส่ายหน้าไปมาก่อนตอบ
“ไม่ได้ ไม่เข้าใจที่พูดหรือไงว่าคนไข้ต้องการพักผ่อน...ห้ามเยี่ยม! (เน้นเสียงเข้ม ๆ) มานี่เลยมา!” สิ้นสุดคำพูด พันเจียก็ฉุดแขนของเธอให้มากับเขา
พันเจียพาไวโอลินมาที่ห้องอาหารภายในตึกของทางโรงพยาบาล โดยที่เธอเพิ่งจะมาถึงและไม่ได้รู้สึกหิว จึงถามออกไปอย่างงง ๆ
“พาฉันมาที่นี่ทำไม” ไวโอลินถามเสียงต่ำ
“ห้องอาหาร ก็ต้องมากินอาหารสิ หรือเธอคิดว่าฉันจะพาเธอมาทำอะไรงั้นเหรอ!” พันเจียได้ที พูดจายียวนกวนประสาทเธอขึ้นมาอย่างดื้อ ๆ ไวโอลินตวัดสายตามองเขาอย่างเคือง ๆ ก่อนที่ใบหน้าจะค่อย ๆ ชมพูระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำตอบที่ฟังดูกำกวมของเขา แต่เธอก็รีบกลบเกลื่อนโดยการปฏิเสธกลับไป
“ก็ฉันไม่หิว...แล้วฉันก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นด้วย”
“แต่นี่มันเที่ยงกว่าแล้วนะ เธอเองก็ควรจะหาอะไรทานด้วยเหมือนกัน” พันเจียทำเสียงดุ
“ฉันไม่หิว!” ไวโอลินย้ำเสียงแข็ง พันเจียกระตุกแขนของเธอเบา ๆ แล้วบอกว่า
“ไม่หิวก็ต้องกิน เพราะว่าฉันหิวแล้ว” พูดจบ ชายหนุ่มก็จับบ่าเล็กของเธอกดให้นั่งลงไปที่เก้าอี้ ไวโอลินขืนตัวเล็กน้อยทว่าก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี เพราะไม่รู้จะปฏิเสธออกไปยังไง หญิงสาวนั่งกอดอก เชิดหน้าหันหนีไปทางอื่น พันเจียได้แต่มองเธอแล้วอมยิ้มออกมาอย่างนึกชอบใจ
“แค่นั่งเป็นเพื่อนรอฉันกินข้าวแค่เดี๋ยวเดียว คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” พันเจียพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันคนที่กำลังนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่เขาอยู่
แต่พอได้ยินอย่างงั้น ก็รีบหันขวับกลับมาถลึงตาใส่เขา พันเจียยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งเชยคางเรียวเล็กของเธอขึ้นมาเพื่อสบตากับเธอตรง ๆ
“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยสิ เวลาฉันกินข้าวจะได้รู้สึกว่ามันอร่อยขึ้น ที่ได้นั่งมองหน้าเธอไปด้วยกินข้าวไปด้วย” พันเจียพูดเสียงอ่อย จ้องมองมาที่ดวงตาคู่นั้นของเธอ ไวโอลิน ที่ได้ยินอย่างงั้นถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กะพริบตาขึ้นลงถี่ ๆ ไม่กล้าที่จะมองเขาอย่างเต็ม ๆ ตา เผลอหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง
พันเจียก้มหน้าพลางยิ้มออกมาเล็ก ๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปสั่งอาหารที่หน้าเคาน์เตอร์ ไวโอลินมองตามไปอย่างเขิน ๆ ก่อนที่เขาจะกลับเข้ามาที่โต๊ะ เห็นว่าเธอกำลังเท้าคางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ยกมือแกร่งขึ้นโบกผ่านแววตากลมโตคู่นั้นของเธอที่ดูเหม่อลอยไปมาอย่างช้า ๆ ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามออกมาเบา ๆ พลางจ้องหน้าเธอไปด้วยว่า
“นี่เธอเป็นอะไร หรือเปล่าเนี่ย”
“.................................” ไวโอลินยังคงนั่งนิ่ง พันเจียจึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งเสียงดังขึ้นกว่าเดิม
“นี่เธอไม่สบายหรือเปล่า” ไม่พูดเปล่า เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งออกไปแตะที่หน้าฝากมนของเธอ ไวโอลินตกใจสะดุ้งจนเผลอปัดมือของเขาออกไปอย่างเต็ม ๆ แรง
พลั่ก!
“อะเอ่อ….ฉัน ขะ..ขอโทษ” ไวโอลินเอ่ยปากของโทษเขา เมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรออกไป พันเจียถอนหายใจ พลางส่ายหน้าไปมาเบา ๆ หญิงสาวก้มหน้าลงสำนึกผิด ก่อนที่พันเจียจะหันไปมองอาหารที่เขาเดินไปสั่งเมื่อครู่ว่าได้หรือยัง หญิงสาวไม่รีรอตัดสินใจพูดเข้าประเด็น ถึงเรื่องที่เธอจะขอให้ไมค์เข้าร่วมทีมการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ด้วย
“ฉันมีเรื่องสำคัญ จะคุยกับนาย”
“เรื่องสำคัญ… (พันเจีย ทำหน้างง ๆ) ตอนนี้เลยเหรอ” เขาถาม
“อือหือ” หญิงสาวพยักหน้า บริกรเดินนำถาดอาหารเข้ามาส่งให้ พันเจียรับแล้ววางลงที่โต๊ะ
“ได้สิ...แต่ว่าขอฉันนั่งกินข้าว แป๊บนะ” พูดจบ พันเจียก็ตักอาหารเข้าปาก ด้วยท่าทางที่ดูหิวโหยอย่างที่เขาบอกกับเธอ แต่ไวโอลินไม่อยากเสียเวลา จึงเอ่ยถามออกไปว่า
“พูดตอนนี้เลย ไม่ได้เหรอ”
“อือหือ~” พันเจียเอ่ยออกมาเสียงอู้อี้ ๆ ในขณะที่อาหารยังเต็มอยู่ในปาก แต่เพราะไวโอลินเองก็รู้สึกเกรงใจที่จะขอให้เขาทนหิวข้าว เพื่อมาฟังเธอพูดจนจบ แล้วอีกอย่างก็จะเลยเวลามื้อกลางวันไปแล้วด้วย เธอจึงยอมคอยแต่โดยดี
“งั้นฉันรอให้นายทานข้าวเสร็จก่อนก็ได้” ไวโอลินตอบเสียงอ่อย ๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตารอจนกว่าเขาจะรับประทานอาหารเสร็จ เขายกนิ้วโป้งให้ ที่เธอเป็นคนน่ารัก แถมยังใจเย็นอีกด้วย ในขณะที่เขายังคงเคี้ยวตุ่ย ๆ อยู่อย่างเต็มปากเต็มคอ