หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปกวักมือเรียกเด็กหญิงตัวเล็กที่มัดผมจุกคนหนึ่งในกลุ่ม
เด็กๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะเกรงกลัวพวกเขาอย่างเห็นได้ชัดจึงไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจ
เฮ้อ ในเมื่อพวกเขาไม่มานางเดินเข้าไปหาเองก็ได้
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปใกล้ชักผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมา เช็ดน้ำตาให้เด็กหญิงผมจุก พร้อมกับถามด้วยเสียงอ่อนโยน“พวกเจ้าเป็นลูกหลานของใครกัน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?”
เด็กหญิงทำท่าทางหวาดกลัวเม้มปากเล็กๆ แน่นไม่ยอมพูดอะไร
หลัวมู่อวี่กระซิบบอกหวาชิงเสวี่ย“อย่ามองว่าพวกเขาอายุยังน้อย ที่จริงแล้วพวกเขาเฉลียวฉลาดกันทั้งนั้น ทุกคนกลัวว่าจะทำให้คนที่บ้านโดนลงโทษไปด้วยจึงไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อแม่ของพวกเขา”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงเปลี่ยนวิธีพูดใหม่ ถามว่า “พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ทำไมหรือ?”
พวกเด็กๆ ก็ยังไม่พูดอะไร
หวาชิงเสวี่ยย่อตัวลงมองหน้าเด็กหญิงตรงหน้า ชี้ไปยังกำแพงที่ไม่ไกลออกไป แล้วพูดว่า “ดูสิ ที่นี่คือบ้านของข้าพวกเจ้ามาเล่นในบ้านของข้า แต่กลับไม่ทักทายเจ้าของบ้าน อย่างนี้ไม่เสียมารยาทหรือ?”
อาจเป็นเพราะหวาชิงเสวี่ยดูอ่อนโยนเกินไปเด็กหญิงจึงพูดเสียงอ้อแอ้ว่า “พวกเรามาหาท่านอาจารย์เมิ่งเจ้าค่ะ...”
พูดยังไม่ทันจบ เด็กชายที่ตัวโตกว่าอีกคนก็ดีดหน้าผากเด็กหญิงคนนั้นทันที!
“ท่านอาจารย์บอกว่าห้ามให้คนอื่นรู้ว่าเขามาสอนหนังสือให้พวกเราที่นี่เจ้ากลับทรยศอาจารย์! คนทรยศ!”
เด็กหญิงถูกตี จึงร้องไห้โฮออกมา!
หวาชิงเสวี่ยตกใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันรีบอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาปลอบประโลม “โอ๋ๆ ...ไม่ร้องนะ ไม่ร้องแล้ว...เด็กดี ไม่ร้องนะ...”
นางปลอบไปก็รู้สึกปวดหัวไปเด็กก็คือเด็กจริงๆ ตอนแรกไม่ยอมเปิดเผยอะไรเลย สุดท้ายก็พูดออกมาทั้งหมดเสียได้
ที่แท้ท่านอาจารย์เมิ่งมาสอนหนังสือเด็กๆที่นี่สินะ
เด็กหญิงร้องไห้จนหวาชิงเสวี่ยปวดหัวไปหมดนางหันไปขอความช่วยเหลือจากหลัวมู่อวี่ แต่หลัวมู่อวี่ไม่เคยมีลูกมาก่อน เมื่อเจอเด็กหญิงที่ร้องไห้เสียงดังขนาดนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ผ่านไปไม่นาน เด็กๆในกลุ่มก็เริ่มร้องไห้ตามกันอีก!
หรือว่าการร้องไห้ก็ติดต่อกันได้ด้วยหรือนี่?
เด็กหลายคนร้องไห้เสียงดังระงมหวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าหูจะหนวกแล้ว!
“รีบเข้ามาช่วยกันเร็วเข้า!”นางหันไปตะโกนใส่พวกทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความจนใจ
พวกทหาร “...”
ท่านหญิง ทักษะการปลอบเด็กนี่พวกเราไม่ถนัดจริงๆนะขอรับ!
ในขณะที่หวาชิงเสวี่ยกำลังกลุ้มใจอยู่นั้นเองทหารองครักษ์ที่อยู่ไกลออกไปก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ท่านหญิง! มีชายคนหนึ่งวนเวียนอยู่แถวนี้ทำท่าทางน่าสงสัยขอรับ!”
ทหารองครักษ์จับชายคนหนึ่งมาดันเขาให้มายืนอยู่ตรงหน้าหวาชิงเสวี่ย
ชายคนนั้นถูกดันจนเสียหลักล้มลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหวาชิงเสวี่ย ทำให้นางตกใจสะดุ้งโหยง
“ท่านอาจารย์!”
เด็กๆ หลายสิบคนกรูเข้ามา!ล้อมชายที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างแน่นหนา!
พวกเขาส่งเสียงถามกันเซ็งแซ่
“ทำไมท่านอาจารย์เพิ่งจะมาเล่าเจ้าคะ!พวกเรารอท่านนานมาก!”
“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ย้ายบ้านหรือเจ้าคะ?พวกเรามาที่นี่เพื่อรอท่านทุกวันเลยนะเจ้าคะ...”
“ท่านอาจารย์ๆ ท่านย้ายบ้านไปแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ? ท่านย้ายไปที่ไหนหรือเจ้าคะ?”
“ท่านอาจารย์...”
ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมตัวเก่าขาดๆท่าทางเหมือนบัณฑิตหนุ่มผู้สง่างาม สีหน้าไม่รู้ว่าหัวเราะหรือร้องไห้ เขาพูดกับเด็กๆด้วยเสียงที่จนใจว่า “อย่าพูดอีกเลย...”
เด็กๆ เอ๋ย ถ้าพูดต่อไปพวกเจ้าก็จะแฉตัวตนของข้าหมดแล้ว...
หัวหน้าองครักษ์จ้องชายคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จึงตะโกนถามเสียงดังว่า “เจ้าคือคนที่หน่วยลาดตระเวนกำลังตามจับอยู่ช่วงนี้ใช่ไหม?!”
สีหน้าของชายคนนั้นซีดเผือดเขาตัวสั่นๆ โขกศีรษะให้หัวหน้าองครักษ์และหวาชิงเสวี่ย “ใต้เท้าโปรดเมตตา! ท่านหญิงโปรดเมตตาด้วย!ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์! ข้าคิดว่าที่นี่ถูกปล่อยทิ้งร้างไปแล้วจริงๆ ไม่เช่นนั้นข้ามีร้อยหัวก็ไม่กล้ามาอยู่ที่นี่แน่นอน!”
เขาโขกศีรษะเสียงดังเด็กๆ ที่เห็นก็ทำตามกัน โขกศีรษะกันเป็นแถว
“โปรดเมตตาด้วย! โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ...”
หัวหน้าองครักษ์ไม่สะทกสะท้านเสียงเย็นชา “บุกรุกบ้านคนอื่น แอบอ้างเป็นอาจารย์ ถ้ามีร้อยหัวจริงๆ จะขนาดไหนกัน!”
หวาชิงเสวี่ยและหลัวมู่อวี่ต่างก็เป็นผู้หญิงมีจิตใจอ่อนโยน เมื่อเห็นภาพแบบนี้ก็ทนไม่ได้
“ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?!”หวาชิงเสวี่ยเห็นเด็กๆ จำนวนมากกำลังโขกศีรษะ ก็รู้สึกใจไม่ดี รีบพูดกับชายที่อยู่บนพื้นว่า“เจ้ารีบบอกพวกเขาให้หยุดโขกศีรษะเร็ว!”
ชายคนนั้นไม่กล้าขัดคำสั่งรีบดึงเด็กๆ ที่อยู่ข้างๆ มาปลอบประโลม
เด็กๆ เหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเชื่อฟังคำพูดของเขาทุกคนจึงหยุดโขกศีรษะ แต่เมื่อเห็นว่าท่านอาจารย์ยังคงคุกเข่าอยู่ พวกเขาก็ไม่กล้าลุกขึ้นได้แต่นั่งคุกเข่าด้วยท่าทางน่าสงสาร พร้อมกับมองหวาชิงเสวี่ยด้วยดวงตาที่เปียกชื้น
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนหัวใจจะละลาย...
หัวหน้าองครักษ์บอกกับนางว่า“เมื่อฝ่าบาททรงเตรียมพระราชทานบ้านพักหลังนี้ให้แก่ท่าน ก็เคยนำองครักษ์ในวังหลวงมาตรวจตราที่นี่ด้วยพระองค์เองเมื่อองครักษ์หลวงมาตรวจถึงที่นี่ ก็พบว่าที่นี่มีคนบุกรุกเข้าไป ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ด้านหลังกำแพงบ้านมีคนสร้างบ้านไม้ขึ้นมา ภายในมีหม้อ กระทะ และจานชามครบครัน เห็นได้ชัดว่าอยู่อาศัยมานานแล้ว!”
ชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ร้องแก้ต่างอีกครั้งว่า“ข้าน้อยคิดว่าที่นี่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว...”
“เซิ่งจิงที่ดินแพงอย่างกับทองคำที่ไหนจะมีที่ดินร้างกัน?! ต่อให้เจ้าพบว่าที่นี่ไม่มีใครอาศัยอยู่จริงเจ้าก็ควรจะสืบหาให้ดี ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นจวนของชิ่งอ๋อง?!” หัวหน้าองครักษ์ตะคอก “เห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ!”
ชายคนนั้นตัวสั่นเล็กน้อยก้มหน้า ไม่ยอมพูดอะไร
หัวหน้าองครักษ์หันไปพูดกับหวาชิงเสวี่ย“ท่านหญิง ฝ่าบาทมีบัญชาให้หน่วยลาดตระเวนสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีเบาะแสอะไรบัดนี้จับตัวคนได้แล้ว กระหม่อมจะนำตัวเขาไปให้หน่วยลาดตระเวน”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอึดอัดใจ
หากเป็นการบุกรุกที่อยู่อาศัยของคนทั่วไปก็คงไม่เท่าไหร่แต่นี่เป็นบ้านของชิ่งอ๋อง จึงถูกตั้งข้อหาข้อหาดูหมิ่นอำนาจของราชวงศ์
ดูหมิ่นอำนาจของราชวงศ์...หากโดนข้อหานี้เข้าไปจริงๆก็คงต้องสิ้นชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ว่า เพียงแค่ปลูกบ้านไม้หลังเล็กๆในเรือนที่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว จะต้องแลกด้วยชีวิตเลยหรือ?
หวาชิงเสวี่ยอยากจะช่วยพูดให้ชายคนนี้บ้างคิดว่าคนที่อยากจะสอนหนังสือให้เด็กๆ นั้นไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร แต่หลักฐานมันชัดเจนเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะอ้างอะไรได้เลย
ก็เหมือนกับที่แถวบ้านของเจ้ามีมหาเศรษฐีอยู่คนหนึ่งบ้านของมหาเศรษฐีใหญ่โตมาก แถมยังมีที่ดินส่วนหนึ่งที่ถูกทิ้งร้าง แล้วเจ้ามีสิทธิ์ที่จะสร้างบ้านบนที่ดินของคนอื่นแล้วเข้าไปอาศัยอยู่เพียงเพราะที่ดินตรงนั้นถูกทิ้งร้างไปแล้วหรือ?
มันไม่สมเหตุสมผล ที่ดินนั้นเป็นของคนอื่นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคนอื่น
“ทำตามกฎเถอะ” หวาชิงเสวี่ยลังเลอยู่หลายครั้งสุดท้ายก็เอ่ยออกมา “ช่วยบอกกับคนของหน่วยลาดตระเวนหน่อยได้หรือไม่ ตอนนี้เจ้าของบ้านคือข้าถ้าเจ้าของบ้านไม่ต้องการที่จะเอาความ โทษของความผิดนั้นจะเบาลงใช่หรือไม่...”
หัวหน้าองครักษ์เข้าใจความหมายของหวาชิงเสวี่ยประสานมือตอบว่า “ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”
ทหารสองคนนำตัวชายคนนั้นไปเหลือไว้แต่เด็กๆ ที่ร้องไห้เสียงดัง
หวาชิงเสวี่ยปวดหัวมากมีเด็กกลุ่มใหญ่อย่างนี้ จะทิ้งพวกเขาไว้ก็ไม่ได้ จึงต้องร่วมมือกับหลัวมู่อวี่พากันปลอบเด็กๆให้เข้ามาในบ้าน จัดหาของกินและน้ำดื่มให้พวกเขาจนเด็กๆ เหล่านี้สงบลงได้
เมื่อฟู่ถิงเย่มาถึงจึงเห็นแต่เด็กๆ วิ่งเล่นกันทั่วบ้าน
ฟู่ถิงเย่ “...”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยเห็นเขามาแล้วก็ส่งสายตาสื่อความหมายว่า “ท่านไม่ต้องพูดอะไรเลย ข้าเข้าใจทุกอย่าง”
“ส่งคนไปตามหาพ่อแม่ของพวกเขาแล้วอีกเดี๋ยวก็คงส่งกลับไปทั้งหมด” หวาชิงเสวี่ยเอามือนวดขมับ พูดพึมพำเบาๆ ว่า “ข้าจะเป็นประสาทแล้วเนี่ย...”
เด็กสองคนวิ่งด๊อกแด๊กเข้ามายกของทรงกระบอกสีดำในมือขึ้นมา “ให้ข้าเล่นได้แล้วหรือยัง?”
เด็กอีกคนพูดว่า “แต่ข้ายังอยากเล่นอยู่เลย...”
หวาชิงเสวี่ยลูบหัวเด็กทั้งสองคนอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ของเล่นต้องแบ่งกันเล่น พวกเจ้าเล่นสลับกัน คนละทีดีไหม?”
เด็กทั้งสองคนพยักหน้าอุ้มของเล่น แล้ววิ่งด๊อกแด๊กออกไป
“นั่นอะไร?”ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาถาม
“กล้องสลับลายเจ้าค่ะ”หวาชิงเสวี่ยเอามือกุมหน้าผาก “ครั้งก่อนกระจกของฝ่าบาทแตกไปแล้วใช่หรือไม่?ข้าจึงเอากระจกที่แตกไปทำกล้องสลับลาย เอามาให้เด็กพวกนี้เล่นก่อนได้พอดีเพื่อเป็นการกล่อมพวกเขา ไม่เช่นนั้นคงร้องไห้กันไม่หยุดแน่ๆ ...”
“เด็กพวกนั้นมาจากไหน?”ฟู่ถิงเย่มองไปรอบๆ บ้าน ด้านนอกหรือด้านในก็มีแต่เด็กๆ เต็มไปหมด บางคนกำลังวิ่งบางคนกำลังกระโดด จนไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ทั้งหมดกี่คนกันแน่
หวาชิงเสวี่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เขาฟังพร้อมกับถอนหายใจ “ลำบากใจจริงๆ ฝ่าบาทอยากจะสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด ข้าจะช่วยเขาก็ไม่ได้แถมเขาก็ยังทำผิดจริงๆ แต่เด็กๆ เหล่านี้กลับไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ล้วนเป็นครอบครัวที่ไม่มีเงินส่งลูกไปสำนักศึกษาอุตส่าห์มีสถานที่ให้พวกเขาได้เข้าเรียนเขียนอ่าน แต่ตอนนี้เรื่องราวดันกลายเป็นแบบนี้ไปได้...”
ฟู่ถิงเย่พูดว่า “เจ้าทำได้ดีมากแล้วถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้เขาคงไม่รอดไปแล้ว”
กล้าครอบครองที่ดินของราชวงศ์ไว้เป็นของตนเพียงโทษนี้โทษเดียวก็พอที่จะทำให้เขาตายได้ร้อยครั้งแล้ว
อีกทั้ง...
“การรับลูกศิษย์โดยพลการก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงต้องจำคุก”ฟู่ถิงเย่ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับบัณฑิตหนุ่มคนนี้ ไม่รู้ว่าเขากล้าทำเพราะไม่รู้ หรือว่าคิดว่าจะรอดตัวไปได้กันแน่
“นี่ไม่ได้ทำความดีหรอกหรือ?ทำไมต้องติดคุกด้วย?” หวาชิงเสวี่ยคิดไม่ตก เรื่องแบบนี้ถ้าอยู่ในยุคของนางถือว่าเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือได้เลย นับว่าเป็นเยาวชนดีเด่นที่ควรยกย่อง
“เขายากจนขนาดนั้น คงไม่ใช่บัณฑิตที่มีตำแหน่งอะไร”ฟู่ถิงเย่บอกกับนาง “กฎหมายต้าฉีมีข้อบังคับ ผู้ที่ไม่มีตำแหน่งทางราชการด้านการศึกษาไม่สามารถสอนหนังสือได้ตามใจชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวง”
หลังจากที่ฟู่ถิงเย่อธิบายให้ฟังหวาชิงเสวี่ยถึงได้รู้ว่า ในต้าฉีนั้นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเป็นครูได้ ถึงแม้จะไม่มีขั้นตอนการสอบเพื่อเอาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเหมือนยุคปัจจุบันแต่ก็มีข้อจำกัดในแต่ละขั้นเหมือนกับในยุคปัจจุบันที่ครูสอนเด็กประถมต้องจบมัธยมปลายครูที่สอนมัธยมต้องจบมหาวิทยาลัย ส่วนครูที่สอนมหาวิทยาลัยอย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาเอก
เมื่อนางฟังจบ ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้รู้สึกใจเต้นเล็กน้อยแล้วก็ถามออกมาว่า “แล้วข้าเล่า? ข้าไม่มีตำแหน่งทางการศึกษาจะสอนหนังสือได้หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองนางแล้วเอ่ยอย่างเรียบๆ ว่า “เจ้าไม่มีตำแหน่งทางการศึกษาก็จริง แต่เจ้ามีความสามารถอันโดดเด่นเรื่องหลอกลวงประชาชนจึงไม่ใช่ปัญหา คิดว่าฝ่าบาทคงจะทรงยกเว้นให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษได้แต่ว่า”
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ“แต่ว่าอะไรเจ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ “แต่ข้าไม่เห็นด้วย”
หวาชิงเสวี่ย “...”
ถึงจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยก็สื่อออกมาว่า “ทำไมกัน?!”
ฟู่ถิงเย่ตอบเพียงประโยคเดียวว่า“หมอหลวงหลูบอกว่าเจ้าไม่ควรใช้สมองและเคร่งเครียดมากเกินไป”
การเปิดโรงเรียน การสอนหนังสือให้เด็กนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดอย่างมาก
หวาชิงเสวี่ยมองชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอยในใจคิดว่า หากหลังจากนี้ไม่สามารถใช้ความคิด ไม่สามารถใช้สมองได้ นางจะไม่กลายเป็น...คนปัญญาอ่อนหรือ?