พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    1:ไม่เจอกันนาน หล่อจนแทบจำไม่ได้

    "อืม...ถึงแล้ว กำลังเดินออกจากอาคารผู้โดยสาร" ชายหนุ่มตอบกระชับคำก่อนวางสายโทรศัพท์ พร้อมกับเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายหญิงคู่หนึ่ง ทั้งมารียาและภู่กันต์จ้องมองมาที่เขา ก่อนฝ่ายหญิงจะเอ่ยปากขึ้น "มู๋ธัน"มารียาเอ่ยทักชายที่เดินสะพายเพียงกระเป๋าเป้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเธอ ด้วยน้ำเสียงเริงร่า ไม่เคยคาดคิดมาก่อน มู๋ธันในความทรงจำของหล่อนคือชายหนุ่มตัวอ้วน ผิวขาว หน้ากลม ตาโต เหมือนที่เจอล่าสุดเมื่อ3ปีก่อน จึงมีฉายาว่า มู๋ธัน(หมู) ผิดกับคนที่อยู่ตรงหน้าทั้งรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเรียวรับกับดวงตาที่กลมโต แม้จะเหลือเค้าลางเดิมอยู่บ้าง แต่มู๋ธันผู้น่ารักในตอนนั้นดูเปลี่ยนไป กลายเป็นธันวาผู้หล่อเหลา แม้แต่เธอที่เป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันยังต้องหลงใหล ขนาดชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเธอยังจ้องเขาตาไม่กระพริบ
    "เชิญด้านในเลยครับ บ้านผมอาจเล็กไปหน่อยนะ" ภู่กันต์พูดพลางเปิดประตูห้องให้ธันวา
    "ฉันอยู่ได้ สบายมาก ขอบใจนายมากนะกันต์" ธันวากล่าวขอบคุณหนุ่มรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมอย่างภู่กันต์ ซึ่งตอนนี้ทั้งมารียาเพื่อนสนิทและภู่กันต์ เป็นแฟนที่รักกันมาก โดยทั้งคู่รู้จักกันผ่านการแนะนำของเขาเอง เมื่อธันวาจัดของในห้องเสร็จก็ออกมาร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนๆ "ไม่กลับบ้านจริงๆหรอ" มารียาเอ่ยถามธันวาหลังจากเขาเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง "ไม่อะ ยังไม่อยากตอบคำถามแม่ ก่อนจะหาคอนโดได้ เราขออยู่ที่นี่สักพักนะ" เพราะเดินทางกลับจากแคนนาดากระทันหัน เขาเองไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า บวกกับบุคลิคที่เฉยชา รักสันโดษ ไม่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านอย่าง เขาจึงมีเพื่อนไม่มากนัก จะมีก็แต่คนทั้งสองนี่แหละที่เคยคบหากันมาแต่สมัยเด็ก เขาจึงไม่เกรงใจที่จะขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ และมีบางอย่างที่อยากพิสูจน์เหมือนกัน "มีปัญหาอะไรหรอ ทำไมถึงเดินทางกลับทั้งที่ไม่มีกำหนด" มารียาเอ่ยถามถึงความเป็นมาของเพื่อน เธอเข้าใจว่าธันวาหนีไปแคนนาดาเมื่อ3ปีก่อนนั้น เพราะต้องการหนีการคลุมถุงชนระหว่างเธอกับธันวา โดยคุณแม่ของทั้งคู่ที่อยากเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่ต้องหยุดลงกลางครันเพราะลูกๆทั้งสองไม่เห็นด้วย และการจากไปของธันวาในครั้งนั้นทำให้แผนการจับคู่ต้องถูกระงับและยกเลิกไปในที่สุด "ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เบื่อๆ" เขาตอบบ่ายเบี่ยงเพราะขี้เกียจบอกเล่าถึงปัญหา ที่ทำให้เขาต้องระเห็จกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัว "แต่ฉันรู้มาว่า แกมีเรื่องอื้อฉาวกับดาราสาวดาวใกล้ดับของที่โน่น" "ก็ทำนองนั้น"ธันวายังคงใช้น้ำเสียงเรียบนิ่งในการตอบคำถาม เขาไม่ยี่หระ มองเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องปกติของการสร้างกระแสเพื่อความนิยม เพียงแต่รำคาญเหล่าบรรดาสื่อต่างๆที่คอยเกาะติดทำข่าวเขาอย่างกับ... "แหมๆๆ ก็คนมันน่าตาดีอะเนาะ หล่อทะลุจอขนาดนั้น นี่ไม่ค่อยรับงานนะ ก็ไม่วายที่สาวๆอยากจะเป็นข่าวด้วย" มารียากระเซ้าเพื่อนสนิท ที่ยังคงตีหน้านิ่งราวเกล็ดน้ำแข็ง แต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ ถึงแม้เพื่อนจะรับเพียงงานถ่ายแบบ งานฟรีเซนเตอร์บ้างประปราย แต่กระแสกลับแรงแซงนักแสดงเจ้าบทบาทบางคนอยู่หลายขุม "พี่ธันไม่ชอบสุงสิงกับใครนิครับ เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน" ภู่กันต์หนุ่มมาดเซอร์จอมทะเล้น เจ้าของบ้านพักชั่วคราวของธันวา ถามพลางวางจานอาหารลงบนโต๊ะ กระเพราไก่ไข่ดาว รายการอาหารที่มักถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆของไทย "ทานกันเลยนะครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว" ธันวามองหนุ่มเจ้าของคำถามเมื่อครู่ ที่ดูแล้วคงไม่ต้องการคำตอบ "ทำงาน?...3ทุ่มเนี่ยนะ งานอะไรของนาย" เขาถามเสียงสูงเพราะเห็นว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว "คืนนี้ที่ผับจัดงานคริสต์มาส เลยต้องไปเตรียมตัวก่อนเวลา เจอกันพรุ่งนี้นะครับ" เมื่อจัดแจงเรื่องอาหารเสร็จ ภู่กันต์ก็ผลัดผ้ากันเปื้อนลายเป็ดน้อยสีเหลืองออก คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย เขายังไม่ลืมที่จะหอมแก้มแฟนสาวฟอดใหญ่ก่อนออกจากบ้าน เธอมองตามหลังแฟนหนุ่มจนพ้นประตูด้วยสีหน้าเคืองขุ่น จนคนทานอาหารอยู่ต้องชะงักมือมองมาที่เธอ ด้วยสายตาใคร่รู้ เขาก็พอเดาออก สาเหตุที่เพื่อนแสดงอาการไม่พอใจ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าคนทั้งสองจะคบหาดูใจกันได้นานถึง3ปี ด้วยนิสัยเอาแต่ใจของมารียา ที่ถูกเลี้ยงดูมาดั่งเจ้าหญิง เรื่องหน้าตาและรูปร่างยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยความที่สาวเจ้าเป็นถึงซุปเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆของประเทศซึ่งเป็นตัวการันตรีความสวยของหล่อนเป็นอย่างดี ผิดกับอีกคนที่บริหารจัดการเลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เป็นตัวของตัวเองสูง ใช้ชีวิตไร้ขอบเขต คงมีเรื่องที่คิดเห็นไม่ตรงกันอยู่บ้าง "แกอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม" มารียาหันหน้ากลับมาคุยกับเพื่อนหลังจากได้ยินเสียงรถของแฟนหนุ่มเคลื่อนที่ออกไปแล้ว "ได้ดิ อยู่คนเดียวจนชินละ ว่าแต่มิ้งค์จะไปไหน" "หาอะไรทำแก้เบื่อ ธันดูเอาเองเถอะไม่ใช่แค่วันคริสต์มาสนะ ทุกวันพิเศษเขาก็ไม่มีเวลาให้ เราสำคัญน้อยกว่างานร้องเพลงบ้าๆที่ผับนั่นด้วยซ้ำ" "เขาก็ทำเพื่อมิ้งค์ไม่ใช่หรอ และการร้องเพลงก็เป็นสิ่งที่เขารักด้วย" "เรารู้ เราเข้าใจนะ เขาก็ควรเข้าใจเราด้วยไหม หากเขาอยากทำธุรกิจอะไรเราก็ลงทุนให้ได้ หรืออยู่เฉยๆใช้เงินไปวันๆเราก็ไม่ว่า บอกให้รับงานแสดงก็ไม่ยอม ให้บริหารงานที่โรงแรมก็ไม่ถนัด" หญิงสาวพร่ำบนไปเรื่อย "เขาเป็นผู้ชาย ก็มีวิธีหาเงินในแบบของเขา จะให้มานั่งกินนอนกินขอเงินผู้หญิงใช้ได้ยังไง "เชอะ เบื่อ" หล่อนกระแทกน้ำเสียงใส่เพื่อนที่ไม่ยอมเข้าข้าง ก่อนเดินออกจากบ้านไป ธันวาได้แต่ก้มหน้าเคลียร์อาหารในจานต่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องคอยรับฟังปัญหาของทั้งคู่ แม้แต่ครั้งที่อยู่ที่แคนนาดา มารียายังคอยโทรไประบายเรื่องแฟนหนุ่มของเธอให้เขาฟังบ่อยๆ ************** "อรุณสวัสดิ์ครับพี่ธัน"ภู่กันต์กล่าวทักทายชายหนุ่มที่พึ่งงัวเงียตื่นนอนเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร "โจ๊กร้อนๆครับ เจ้านี้อร่อยมากผมรับประกัน" ภู่กันต์เลื่อนเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับอีกคน "มิ้งค์ละ" ธันวาเป่าโจ๊กร้อนๆพลางกวาดสายตามองหาเพื่อนสาว "ยังไม่กลับหรอกครับ เมื้อคืนค้างที่บ้านคุณแม่ แล้ววันนี้มีถ่ายละครเช้า เห็นบอกว่าใกล้ปิดกล้องละ" ตั้งแต่ธันวากลับมาภู่กันต์พึ่งมองใบหน้าของอีกคนชัดเจนในตอนนี้เอง ดวงตากลมโตกระพริบตาช้าๆขนตายาวเป็นแพ แก้มพองยุบตามแรงเป่าไล่ความร้อนโจ๊ก จมูกโด่งรั้น เขาได้แต่อมยิ้มเมื่อนึกถึงหน้ากลมๆ ขาวๆเหมือนซาลาเปาของมู๋ธันเมื่อตอนเด็ก เขาจ้องมองคนตรงหน้าเป็นเวลานาน จนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัว "ไหนบอกอร่อย ทำไมไม่กิน" ธันวาเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้ช้อนเขี่ยโจ๊กไปมา "วันนี้กลับเช้าเลยง่วงอะพี่ ไปนอนก่อนนะ" "เป็นไรของเขา" ธันวามองตามหลังกว้างด้วยสีหน้างุนงง ภู่กันต์นอนพลิกตัวไปมา มือขวากุมที่หน้าอก "ทำไมใจเต้นแรงแบบนี้ว่ะ ร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าเลย" ใบหน้านิ่ง ฝีปากอมชมพูขยับเล็กน้อยตามแรงเคี้ยวข้าว ยังติดอยู่ในหัวจนถึงตอนนี้