บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศครึกครื้นจนเกินไปจึงกระตุ้นหลินเจียย่วนผู้มีนิสัยสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด
เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานนางที่ยืนอยู่ริมฝั่งก็วิ่งตามไปด้วย ยิ่งวิ่งนางก็ยิ่งอยากจะหัวเราะออกมา ชั่วขณะนั้นความทุกข์ทรมานในอดีตก็ราวกับมลายหายไปสิ้น
เส้นทางการเนรเทศที่มองไม่เห็นจุดจบราวกับเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
หลินเจียย่วนปล่อยให้มุมปากของตนเองยกยิ้มขึ้นอย่างงดงามจากนั้นนางก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
ในเวลานี้ กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ดักปลาอยู่ปลายน้ำกำลังจ้องมองผิวน้ำอย่างใจจดใจจ่อแม้ว่าหูของพวกเขาแทบจะแตกเพราะเสียงอันน่าขนลุกขนพองของกลุ่มคนที่อยู่ต้นน้ำแต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะประมาท
“มาแล้วๆ” เหยียนต้าผู้รับผิดชอบเรื่องสั่งการเอ่ยเตือนทุกคนในขณะเดียวกันก็กำแหจับปลาในมือแน่นขึ้น
ในที่สุดก็ปรากฏร่างของคนสามคนที่มีรูปร่างเหมือนคนธรรมดาแต่ท่าทางกลับดูราวกับสัตว์ประหลาดปรากฏขึ้นในสายตาแล้วยังมีสัตว์ประหลาดตัวน้อยและสาวงามที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ที่ริมฝั่ง
เทียบกับพวกเขาแล้วหลินเสวี่ยจู๋ถือว่าปกติที่สุดและอารมณ์คงที่ที่สุด
เมื่อเห็นว่าปลากำลังจะชนกับแหหลินเสวี่ยจู๋ก็เร่งฝีเท้าขึ้นแล้ววิ่งไปทางกลุ่มคนที่ต้องดึงแห
“หนึ่ง สองสาม ดึงแห!” เมื่อนางสั่งการ คนที่รับหน้าที่ดักปลาก็ออกแรงดึงแหเกิดเสียงดังขลุกขลักขึ้นในแหทันที
ลู่โม่ หลินเฉิงจาง และหลินเฉิงเหยารีบเข้าไปช่วยเหลืออย่างรวดเร็วทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันรวบปากแหให้แน่น แล้วลากปลาที่มีอยู่เต็มแหขึ้นฝั่ง
“รีบไปที่กองไฟแล้วผิงเสื้อผ้าให้แห้งเร็วเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่ารองเท้าของพวกเหวินซิ่วชิงเปียกหมดแล้วเกรงว่าจะเป็นหวัดเอาได้ จึงเร่งให้กลับไปผิงไฟ
ส่วนเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูยังคงอยู่ที่ริมลำธารเพื่อผ่าท้องปลาพวกแม่นมหม่าต้องการอยู่ช่วย แต่ก็ถูกหลินเสวี่ยจู๋ไล่กลับไปผิงไฟ
หลินเสวี่ยจู๋พาหลินเจียย่วนไปที่รถม้าหยิบตะกร้าออกมาหลายใบแล้วเดินนำไปที่ริมลำธาร
ทุกครั้งที่พวกเหยียนต้าจัดการปลาเสร็จหนึ่งตัวก็จะโยนลงในตะกร้า
หลินเสวี่ยจู๋ให้พวกเขาเก็บกระเพาะปลาไข่ปลา และเนื้อปลาเอาไว้ ส่วนถุงน้ำดีปลาให้แยกไว้ต่างหากเพื่อให้หลินเฉิงเหยานำไปทำยาส่วนเครื่องในที่เหลือก็ทิ้งไป
เมื่อพวกเหยียนต้าจัดการปลาเสร็จปรากฏว่ามีปลามากกว่าสามสิบตัว ต้องใช้ตะกร้าใบใหญ่ถึงสองใบ
เมื่อเห็นว่าครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋จับปลาได้กลุ่มอื่นๆ ก็พากันอิจฉา
มีคนรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาหาหลินเสวี่ยจู๋ “หลินเหนียงจื่อแหจับปลาของครอบครัวพวกเจ้าให้พวกเรายืมหน่อยได้หรือไม่?”
“เอาไปเถิด” หลินเสวี่ยจู๋พูดอย่างใจกว้าง
คนผู้นั้นรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลินเสวี่ยจู๋เพียงยิ้มบาง คนเราจะกินคนเดียวก็ได้แต่ในสิบครั้งก็ต้องมีสักครั้งที่ต้องแบ่งปันทางรอดให้กับผู้อื่น มิฉะนั้นหากไม่แบ่งปันเลยนานวันเข้าก็จะทำให้พวกเขาไม่พอใจเอาได้
ในลำธารมีปลาอยู่มากมายครอบครัวของนางจับไม่หมดอยู่แล้ว มิสู้ให้ผู้อื่นยืมแหไปจับปลาสักหน่อยจะดีกว่า
เมื่อเห็นคนผู้นั้นกำลังจะเดินจากไปนางก็เตือนด้วยความหวังดี “วันนี้จับได้ก็จับให้มากหน่อยหากเดินทางต่อไปเกรงว่าจะหาของกินได้ยาก”
“ขอบคุณหลินเหนียงจื่อ” คนผู้นั้นเดินจากไปด้วยสีหน้ายินดี
คนที่ยืมแหจับปลาได้ก็ดีใจส่วนคนที่ไม่ได้ยืมก็เริ่มร้อนใจ แม้ว่าพวกเขาจะเรียนรู้วิธีจับปลาโดยใช้ตะกร้าจากหลินเสวี่ยจู๋เรียบร้อยแล้วแต่ความเร็วไหนเลยจะเทียบกับการใช้แหจับปลาได้ กว่าพวกเขาจะวางตะกร้าเสร็จปลาในลำธารคงถูกผู้อื่นจับไปหมดแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางร้อนใจของทุกคนนางจึงให้เหยียนต้ากับชุ่ยเอ๋อร์ไปสอนทุกคนสานแหจับปลา ทุกกลุ่มมีคนอย่างน้อยเจ็ดหรือแปดคนหากทุกคนร่วมมือกันก็ยังทันเวลา
ที่ค่ายพักแรกของสกุลหลินสายรองหม้อสองใบถูกนำมาใช้งาน หม้อใบใหญ่ใช้ต้มน้ำแกง ส่วนหม้อใบเล็กใช้ผัดกับข้าว
หลินเสวี่ยจู๋มีขิงอยู่ในมิตินางถอนมาจากแปลงผักในจวนของเหยี่ยนอ๋อง
ในเวลานี้นางไม่สนใจแล้วว่าจะมีคนสงสัยหรือไม่หลังจากนำขิงออกมาก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบทันที นางรู้ว่าการต้มน้ำแกงปลาโดยไม่ใส่ขิงจะทำให้มีกลิ่นคาว นางไม่อาจนำวัตถุดิบอันล้ำค่ามาล้อเล่นได้
นางตั้งหม้อใบเล็กแล้วใส่น้ำมันลงไปพอน้ำมันร้อนก็ใส่ขิง ต้นหอม และพริกไทยลงไปผัดจนหอม ก่อนจะเติมน้ำและใส่ปลาลงไป จากนั้นต้มด้วยไฟแรงจนเดือดแล้วหรี่ไฟเคี่ยวต่อ
สุภาษิตกล่าวไว้ว่าเต้าหู้ต้องตุ๋นพันครั้ง ปลาต้องตุ๋นหมื่นครั้ง
เนื่องจากปลานั้นยิ่งเคี่ยวนานก็ยิ่งอร่อย
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รีบ ระหว่างรอปลานางฝังมันฝรั่ง มันเทศ เผือก และมันเทศจีนลงไปใต้กองไฟ จากนั้นนางก็หยิบหม้อมาอีกใบแล้วทำเครื่องในปลาผัดซีอิ๊ว รอจนกระทั่งปลาได้ที่ก็ใส่ผักป่าครึ่งตะกร้าลงไปในน้ำแกงปลาปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อยแล้วตักใส่ชาม
น้ำแกงปลาสีขาวนวล มีทั้งกลิ่นหอมของปลาและกลิ่นหอมสดชื่นของผักในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ เมื่อได้ดื่มสักชามเหงื่อย่อมออกทั่วร่างแต่กลับให้ความรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง
เนื้อปลาเนียนนุ่มเครื่องในปลาผัดซีอิ๊วก็นุ่มลิ้น กระเพาะปลาก็เคี้ยวเพลิน
ทั้งครอบครัวกินจนไม่สนใจแม้แต่จะพูดคุยกัน
หลินเฉิงจางดื่มน้ำแกงปลาไปสองกระบอกไม้ไผ่จากนั้นก็เอ่ยปากขึ้น “หากมีข้าวสวยสักชามก็คงดี”
กับข้าวอร่อยขนาดนี้น่าเสียดายจริงๆ
แม้ว่ามันฝรั่งกับมันเทศจะอร่อยยิ่งนักแต่ข้าวสวยย่อมเข้ากันกับน้ำแกงได้ดีที่สุด
เมื่อเขาพูดเช่นนี้คนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความปรารถนาในใจ
ตั้งแต่ถูกเนรเทศข้าวสวยก็กลายเป็นของที่หรูหราและหายากที่สุด พวกเขาขุดผักป่า เก็บผลไม้ป่าหรือแม้กระทั่งล่าสัตว์ได้ แต่กลับหาข้าวไม่ได้ พวกเขาอยากกินข้าวสวยจนแทบจะร้องไห้แล้ว
เพียงแต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆชีวิตของพวกเขาก็ถือว่าดีมากแล้ว คนเราไม่อาจเอาแต่คิดถึงสิ่งที่ตนเองไม่มี ทว่าต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมี
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางของคนในครอบครัวก็รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่นางจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “รออีกสักพักหากมีโอกาสข้าจะหาข้าวสวยมาให้พวกท่านนะเจ้าคะ”
ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วนางจึงฉวยโอกาสสอบถามความเห็นของทุกคนเสียเลย “ทุกคนยังขาดอันใดอีก?บอกท่านอากับท่านอาสะใภ้ของข้าได้เลยนะเจ้าคะ เมื่อมีโอกาสข้าจะไปซื้อมาให้”
“อันใดก็ได้หรือเจ้าคะ?” กู้เจินเหนียงถาม
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า
กู้เจินเหนียงหันไปพูดกับหลินเฉิงเหยาอย่างระมัดระวัง “นายท่านรองท่านช่วยจดให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?ข้าอยากได้กรรไกรสองเล่มเจ้าค่ะ” นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ไม่ใช่ให้ข้าใช้เองนะเจ้าคะ ความจริงแล้วเวลาเย็บเสื้อผ้าหากมีกรรไกรก็จะสะดวกขึ้นมาก”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินดังนั้นจู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงถามขึ้น “เช่นนั้นก่อนหน้านี้พวกท่านใช้สิ่งใดตัดผ้ากัน?”
“กริชเจ้าค่ะ” กู้เจินเหนียงตอบ “พวกเราใช้อย่างระมัดระวังทุกครั้งกลัวว่าจะทำให้ผ้าเสียหาย”
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีนางไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อย จึงมองข้ามเรื่องกรรไกรไป เมื่อคิดว่าพวกกู้เจินเหนียงต้องใช้กริชตัดผ้าหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ช่วยกันคิดให้มากๆนะเจ้าคะ ดูว่าพวกเรายังขาดเหลืออันใดอีก ข้าจะซื้อมาให้ทั้งหมด”
หากเป็นในชีวิตก่อนของนางเจ้านายที่ไม่ให้ทรัพยากรแต่กลับใช้งานหนักเช่นนี้ คงถูกลูกน้องด่าจนตายเป็นแน่
หลินเสวี่ยจู๋วิ่งไปที่รถม้านางหยิบขนหางเป็ดออกมาสองเส้น มอบให้หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงคนละเส้น ความหมายโดยนัยก็คือให้พวกเขาจดบันทึกให้ดี
หลินเฉิงเหยาเขียนหนังสือไม่สวยเขากลัวว่าคนอื่นจะเห็นจึงรีบมอบขนหางเป็ดให้หลินเฉิงจาง
จากนั้นทั้งครอบครัวก็สุมหัวกันหารือกันด้วยเสียงเบา
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่างน่าขันยิ่งนักจึงฉวยโอกาสที่ทุกคนไม่รู้ตัวดื่มน้ำแกงปลาไปหลายอึก ขณะที่นางวางกระบอกไม้ไผ่ลงอย่างพึงพอใจก็เห็นร่างบอบบางราวกับกิ่งหลิวล้มลงกับพื้นห่างออกไปไม่ไกลนัก
หลินเสวี่ยจู๋จ้องมองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ไอ๊หยาแตงที่นางกินมีตอนใหม่แล้ว
.............................