ตอนที่ 6 มาหาข้าสิ
..ตึง ตึง ตึง... เสียงกลองดังอย่างแ่เบาเหมือนอยู่ห่างออกไปไกลจากที่ ที่เขาอยู่
“เข้ามา......” เสียงแหบกร้านอันเก่าแก่โบราณดังก้องกังวาลไปทั่ว
วรารินพยายามมองไปรอบๆ เพื่อหาต้นตอของเสียงแต่ก็เห็นเพียงความมืดรายล้อมอยู่เท่านั้น
..ตึง ตึง ตึง ..เสียงกลองยังคงดังแว่ว
วรารินลากขาเดินไปอย่างไร้จุดหมายในห้วงแห่งความว่างเปล่าว เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและกำลังจะเดินไปที่ใด
“เข้ามาสิ..มาหาข้า..มารับสิ่งที่เป็ของเ้า..” เสียงแหบกร้านดังสะท้อนกังวาลขึ้นมาอีก
วรารินขนลุกเกรียวเมื่อได้ยินเสียงนั่น มันฟังดูมีมนต์ขลังคล้ายเสียงของชายชราที่อยู่มานานหลายร้อยปี แม้จะฟังดูอบอุ่นแต่น้ำเสียงนั้นก็มีกลิ่นอายอาถรรพ์น่ากลัวบางอย่างฟุ้งไปทั่ว ซึ่งเขาเองก็ไม่อาจสามารถอธิบายได้ มันชวนให้ค้นหาและดึงดูดให้เขาเดินตรงเข้าไปยังที่มาของเสียงนั่น
“เ้าเป็ใคร!” เสียงพูดของเขาดังก้องในหัวพร้อมกับ เสียงหวีดหหวิวของสายลมที่พัดสั่นใบไม้กระทบกันคลอไปกับเสียงนกแสกร้องแหลมก้องราวผีร้ายที่โหยหวนหาส่วนบุญ กว่าวรารินจะรู้ตัวอีกทีเขาก็ยืนอยู่กลางป่าช้าที่เต็มไปด้วยซากศพเสียแล้ว
“ที่นี่ที่ไหน...” เสียงของวรารินดังก้องขึ้นสะท้อนไปทั่ว พร้อมกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เปลี่ยนไป
เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมาสถานที่แห่งนี้มาก่อน มีโพรงดินสี่เหลี่ยมแคบๆ คล้ายอุโมงค์ที่ทอดลงไปในประตูสุสานใหญ่กลางป่าช้า ความเย็นชื้นจากผนังพื้นดินเหนียวที่เปียกชุ่มแผ่ซ่านเข้ามาที่ผ่ามือของเขาเป็ระยะสลับกับความสากกร้านของไม้คานที่ใช้ค้ำยันตลอดสองข้างทาง
ท้าวของเขาก้าวเดินไปตามทางดินที่มีท่อนไม้ฝังเป็ขั้นไว้ มันถอดยาวลึกลงไปในความมืดที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด
“มาสิ..มาหาข้า” เสียงกระซิบแหบกร้านชวนขนลุกสายหนึ่งดังมาจากด้านล่างอันมืดมิดนั้น
“เ้าเป็ใคร” วรารินกล่าวถาม
“ข้าก็คือเ้า” เสียงนั้นสะท้อนกลับมาแทบจะทันที
แสงริบหรี่ของเปลวไฟที่ปลายอุโมงค์แม้จะน้อยนิดแต่ก็แจ่มชัดเมื่อเป็เพียงแสงเดียวที่ส่องสว่างในความมืด
วรารินค่อยๆ ก้าวขาพาตัวเองเดินตรงไปหาแสงนั่นอย่างระมัดระวัง เขายกมือทั้งสองขึ้นมาโอบกอดร่างของตัวเองไว้ เพราะยิ่งพาตัวเองลงไปลึกมากเท่าไหร่ ความเย็นชื้นของน้ำและผนังดินเหนียวก็ยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรกมากขึ้น
“จงมา…จงมาหาข้า...แล้วเ้าจะรู้ทุกสิ่ง...” ตึง..ตึง...ตึง เสียงกลองดังแว่ว แสงไฟนำทางพาเขามาจนถึงหน้าตะเกียงไฟอันริบหรี่สายนั้น
วรารินคว้ามือไปจับเปลวไฟสีส้มที่อยู่ตรงหน้า ความอุ่นร้อนเกิดขึ้นที่มือชั่วขณะก่อนที่ร่างทั้งร่างถูกดูดเข้าไปในหลุมโคลนเหลวหนืดที่มีแต่ความหยาบของทรายและความเหนียวเนอะหนะของโคลนตมราวกับแมลงผู้โชคร้ายที่เผลอไปติดกับของพืชกินเนื้อเข้า
...ช่วยด้วย ๆ .. จิตสำนึกของเขาพยายามดิ้นรน แต่ก็ไร้หนทางขัดขืน ยิ่งดิ้นแรงเท่าไหร่ ร่างของเขาก็ยิ่งถูกดูเข้าไปเร็วขึ้นเท่านั้น
ลมหายใจที่เคยผ่านเข้าออกอย่างสะดวกพลันติดขัด ไม่ว่าจะทางปากหรือจะมูกก็ถูกปิดกั้นจนสนิทแน่น วรารินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังอยู่ในถังยางมะตอยข้นดำ เขาพยายามขยับตัวแต่ความหนืดเหนียวนั้นก็มากมายมหาศาลและหนักแน่นเกินกว่าที่เขาจะสามารถกระดิกตัวได้
ความมืดมิดและความเยือกเย็นค่อยๆ แผ่ซึมเข้ามาทั่วร่าง กัดกินกล้ามเนื้ออย่างเชื่องช้าและแผ่ลามเข้าไปถึงส่วนลึกของไขกระดูก
“จงอย่าได้กลัวตัวตนของเ้า...”
“เ้าคือข้า..และข้าคือเ้า..จงเข้ามารับเอาสิ่งที่เป็ของเ้ากลับคืนไป” เสียงอันแหบกร้านชวนขนลุกดังแว่วเข้ามา
วรารินรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะหายใจไม่ออก เขาไม่สามารถ โต้แย้ง ขัดขืน ไม่แม้แต่จะปฏิเสธอะไรก็ตามที่กำลังไหลเข้ามาทางปากและจมูก เขาทำได้เพียงปล่อยให้จิตนั้นดำดิ่งลง ยอมรับและปล่อยให้สิ่งเหนือการควบคุมนั้นเข้ามาในร่างของเขาได้อย่างไร้การขัดขืน
ตึง...ตึง..ตึง...
เสียงดังต่อเนื่องและแจ่มชัดขึ้น ภาพรอบๆ ตัวค่อยๆ ปรากฏเป็ผู้คนในชุดกึ่งเปลือยท่อนบนและ เศษกระดูกเรียงรายโดยรอบ ทั้งชายหญิงผิวคล้ำดำและมีลวดลายสีขาวแดงเขียนตามลำตัวดูน่ากลัวชวนให้ขนลุกเหมือนชนเผ่ากินคน
“โอม…คารามา....คารามา...” เสียงนี้เปล่งออกมาจากตำแหน่งของเขา แต่เขาไม่ได้เป็คนพูด
ผู้คนโดยรอบค่อยๆ ก้มหัวลงราบแนบพื้น วรารินรับรู้ถึงความรู้สึกภูมิใจที่อาจทำให้รู้สึกว่าตัวลอยหวิวอยู่่หนึ่ง เขากวาดสายตาไปรอบๆ มองผ่านแผ่นหลังของคนในชนเผ่าที่ก้มหน้าแนบติดพื้นและก็ต้องใจหายหล่นวูบ เมื่อนอกเขตวงกลมที่โอบล้อมด้วยหินทรงแหลมนั้นเต็มไปด้วยผีร้ายร่างกายสีดำ
“โอม…คารามายานา...คารามายานี” ว่าจาที่เปล่งออกมาดึงดูดให้เหล่าภูติผีแห่กันเข้ามาล้อมวงมากขึ้น พวกชาวบ้านนุ่งน้อยห่มน้อยดูเหมือนจะไม่ได้สนใจพวกมันเลย
จิตสำนึกของวรารินพยายามจะะโบอกพวกเขาให้รู้ว่ามีอะไรบางอย่างจ้องจะกินพวกเขาจากทางด้านหลัง แต่ก็มีอำนาจที่เหนือกว่ากดทับลำคอของเขาไว้ให้ตีบตันจนมิอาจส่งเสียงอะไรออกมาได้
เขาเดินขึ้นบันไดตรงไปยังแท่นหินขนาดเท่าโลงศพ มันตั้งอยู่สูงจากพื้นราวครึ่งเมตร บนพื้นหินที่ราบเรียบมีร่างของชายผู้หนึ่ง เขาดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ หน้าตาเกลี้ยงเกลาหุ่นกายกำยำสมชายชาตรี
ร่างนั้นลืมตาขึ้น แววตาดำสนิทราวบ่อน้ำมันดิบของเขาดูดดึงวรารินจมดิ่งเข้าไปในห่วงแห่งหุบเหวลึก วรารินหัวใจหล่นวาบรู้สึกถึงพื้นอันว่างเปล่าวและร่างที่กำลังร่วงหล่นจากที่สูงเขาสะดุ้งตื่นเหงื่อกาฬไหลแตกพรากหายใจหอบแรงและรู้สึกโล่งอกที่สิ่งนั้นเป็เพียงแค่ความฝัน
“เ้าฟื้นแล้ว” เสียงของชายชุดขาวข้างกองไฟทำให้วรารินหันไปมอง เขาแทบช็อคตายอีกรอบเพราะความงดงามของใบหน้าอันเรียวทรงได้รูปนั้น
“ไม่ต้องกลัว..ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า” ชายผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
วรารินไม่รู้จะตอบอะไร เขายกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเอาเองไม่ได้ฝันไปอีกรอบ
“เพี๊ย..โอ๊ย.ซี๊ด”
…เออเจ็บจริงแสดงว่าไม่ได้ฝันไป...วรารินคิดพลางหันไปมองหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความสงสัยต่อพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของเขา