เช้าวันถัดมา เมืองถูกห่มด้วยแสงแดดอ่อน ๆ ที่เล็ดลอดผ่านเมฆหนา ถนนยังเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน ราวกับโลกยังไม่ยอมแห้งสนิทเสียที เซริอัสเดินออกจากบ้านในชุดนักศึกษาธรรมดา เสื้อเชิ้ตขาวที่รีดไม่เรียบกับกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบคู่เก่าเปื้อนคราบน้ำฝน เขาสะพายกระเป๋าใบเล็กที่ข้างในมีสมุดเรียน และที่สำคัญที่สุด หนังสือของเอลิน่า ที่เขาห่อเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
เขาไปมหาวิทยาลัยเหมือนทุกวัน แต่หัวใจกลับไม่เหมือนเดิม สมาธิแทบไม่เหลือให้กับวิชาเรียนที่ยาวนาน อาจารย์บรรยายเสียงเรียบยาวต่อเนื่อง แต่สิ่งที่แทรกเข้ามาในหูเขามีเพียงเสียงกระซิบเล็ก ๆ ราวกับคนกำลังอ่านคำประหลาดซ้ำ ๆ ในหัว
เขาสะบัดความคิด พยายามจดเลคเชอร์ แต่เมื่อมองลงไปในสมุด ข้อความที่เขาเขียนกลับบิดเบี้ยวผิดรูปไปบางส่วน เหมือนมือเขาเขียนเองโดยไม่รู้ตัว
พักกลางวัน เซริอัสนั่งอยู่คนเดียวในมุมโรงอาหาร เพื่อนร่วมชั้นผ่านไปผ่านมา เสียงคุย เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศดูปกติ แต่โลกของเขากลับแปลกแยกออกมา
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์เพื่อนสนิท “ไอแซค”
ปลายสายรับแทบจะทันที
“ว่าไงวะ? สุดท้ายก็โทรมาเองนะ”
เซริอัสกดริมฝีปากแน่น
“…แค่อยากคุย”
“อย่าบอกนะว่านายยังไม่ได้นอนเหมือนเดิม” น้ำเสียงอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เมื่อคืนฉันส่งข้อความไป นายไม่ตอบเลย”
“ฉันอ่านอยู่…”
“อ่าน? หนังสือเล่มนั้นอีกแล้ว?” ไอแซคถอนหายใจหนัก
“เซริอัส นายต้องฟังฉันนะ เื่พวกนั้นมันไม่ใช่ทางออกหรอก มันไม่พาน้องสาวนายกลับมาได้หรอก”
เซริอัสเงียบไป ดวงตาจ้องภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่ แต่กลับเหมือนเขาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่ทับซ้อน
“…แต่ฉันรู้สึกว่าเธอทิ้งเบาะแสไว้” เสียงเขาเบาลง
“และนี่คืออย่างเดียวที่เหลืออยู่ให้ฉันยึดเกาะไว้”
ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“โอเค…แต่สัญญากับฉันอย่างนึงได้มั้ย? ว่าถ้าเมื่อไหร่มันเริ่มทำให้นายเปลี่ยนไป นายจะหยุด”
เซริอัสพยักหน้าทั้งที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น “อืม”
พวกเขาคุยกันต่ออีกเล็กน้อย เื่เรียน เื่อาจารย์ เื่งานกลุ่มบทสนทนาธรรมดาที่ทำให้เขารู้สึกยังไม่ขาดจากโลกจริงเสียที แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าจิตใจเขากำลังค่อย ๆ ถูกดึงไปในทางที่มืดกว่า
ตกเย็น เขากลับถึงบ้าน เปิดหนังสือของเอลิน่าอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่จ้องตรง ๆ แต่ใช้วิธีใหม่ เขาเปรียบเทียบกับเอกสารที่จดมาจากห้องสมุด วางเคียงกันบนโต๊ะ เขียนตัวอักษรซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนฝึกท่องสูตรคณิตศาสตร์
สิ่งประหลาดเกิดขึ้น ตัวอักษรบางตัวเริ่มเชื่อมโยงกันเป็รูปทรงง่าย ๆ คล้ายสัญลักษณ์เลข หรือเสียงพยางค์บางอย่าง แม้ไม่ชัดเจน แต่สมองเขากลับ
“รู้สึก” ว่ามันเริ่มมีโครงสร้าง
ขณะที่จด เขาได้ยินเสียงเหมือนหยดน้ำหยดลงพื้นดัง ติ๋ง…ติ๋ง ทั้งที่บ้านไม่มีรอยรั่ว เขาลุกขึ้นสำรวจแต่ไม่เจออะไร พอกลับมาที่โต๊ะ ตัวอักษรที่เพิ่งเขียนลงไปเหมือนเปลี่ยนรูปร่างเล็กน้อยหรือเขาแค่คิดไปเอง?
หัวใจเต้นถี่ เหงื่อซึมที่ฝ่ามือ เขารีบปิดสมุด ลุกขึ้นเดินไปคว้าภาพถ่ายคู่กับเอลิน่าที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือ
ภาพนั้นยังเหมือนเดิม รอยยิ้มสดใสของเธอยังตรึงเขาไว้ แต่ในเงาสะท้อนของกรอบรูป เขากลับเห็นเงาเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ด้านหลังตัวเองในพริบตาเดียว
เขาหันกลับไป ห้องยังว่างเปล่า
เขาเม้มปากแน่น สะกดกลั้นความกลัว ก่อนกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง ค่อย ๆ เปิดหนังสือออกใหม่ แม้หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่ความคิดถึงน้องสาวผลักดันให้เขาไม่หยุด
เวลาล่วงไปจนถึงค่ำ เซริอัสแทบไม่ได้กินอะไรนอกจากกาแฟซองที่ชงไว้ั้แ่บ่าย ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายเริ่มอ่อนแรง แต่เขายังจดต่อไป เส้นต่อเส้น สัญลักษณ์ต่อสัญลักษณ์
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็ไอแซคที่โทรมาซ้ำ
"มีอะไรหรอ.."
“เซริอัส! มึงยังไม่กินอะไรเลยใช่มั้ย? เสียงนายโคตรแย่”
“…ก็แค่ยังไม่หิว”
“ไม่หิวบ้าอะไร! มึงกำลังแหลกไปทีละนิดเพราะเื่นี้อยู่ รู้ตัวบ้างมั้ย?” เสียงอีกฝ่ายเริ่มเข้มขึ้น
“โอเค เดี๋ยวฉันจะไปหามึงเอง เอาตรง ๆ ถ้าน้องสาวมึงกลับมาแล้วเห็นมึงในสภาพนี้ เธอจะคิดยังไง?”
เซริอัสกำแน่น เขาไม่อยากตอบคำถามนั้น เพราะรู้ดีว่ามันแทงตรงกลางใจ แต่เขาก็ไม่อาจห้ามเพื่อนที่พยายามดึงเขากลับมาสู่โลกจริงได้
“ฉัน…จะพยายาม” คำพูดหลุดออกมาในที่สุด
“พยายามไม่พอว่ะมึง” ไอแซคถอนหายใจยาว
“โอเค ฟังนะ พรุ่งนี้เลิกเรียน เดี๋ยวฉันลากมึงไปกินข้าวเอง ไม่ต้องอ้างใด ๆ ทั้งนั้น”
เซริอัสนิ่งไปนาน ก่อนตอบสั้น ๆ
“…อืม”
คืนนั้น เขานั่งอยู่กับความเงียบจนเกือบเที่ยงคืน หนังสือยังคงเปิดค้างอยู่ ภาพของเอลิน่าในความฝันเมื่อคืนยังติดตา เสียงกระซิบยังคงวนเวียนในหัว
เขาหลับตาลง มือกอดภาพถ่ายไว้แน่นเหมือนยึดเหนี่ยวสุดท้ายในโลกที่กำลังแตกเป็เสี่ยง ๆ
ความสิ้นหวังคืบคลานทีละนิด แต่ในความสิ้นหวังนั้นเองก็มีไฟเล็ก ๆ ของความหวัง ความหวังว่าจะได้เจอน้องสาวอีกครั้ง ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร…
ฝนพรำตกลงมาอีกครั้ง ท้องฟ้าสีเทาหม่นคล้ายจะทิ้งความมืดลงมาก่อนเวลาที่ควรจะเป็ เซริอัส โมแรน สะพายกระเป๋าหนังสือของเอลิน่าและสมุดบันทึกที่เขาคัดลอกจากห้องสมุด ก้าวเท้าออกจากบ้านไปยังมหาวิทยาลัย เขามีเพียงเป้าหมายเดียวในใจ เอเดรียน
แต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงผิดปกติ ทุกย่างก้าวเป็ความตึงเครียดและความกังวล ลมเย็นปะทะกับใบหน้า
เขามาถึงตึกเก่าฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย ประตูไม้เก่าและสนิมบนบานพับสะท้อนแสงไฟจากถนน ทำให้ความมืดยิ่งดูหนาวเหน็บ เซริอัสผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังตามมา เขาเดินผ่านโถงว่างเปล่า มองหาเอเดรียน แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า โต๊ะไม้ยาว และโคมไฟที่ยังส่องแสงสลัวอยู่
“เอเดรียน…?” เขาเรียกเสียงเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ
ความเงียบตอบสนองกลับมาเพียงเสียงฝีเท้าของเขาเองที่สะท้อนก้องในห้อง เซริอัสยกหนังสือขึ้นอีกครั้ง พยายามหาสัญญาณอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีร่องรอยใด ๆ ว่าเอเดรียนเพิ่งอยู่ที่นี่
เขานึกขึ้นได้ ลืมขอเบอร์ติดต่อจากชายคนนั้นไป ตอนนั้นความเร่งรีบและความร้อนรนทำให้เขาลืมทุกสิ่งที่ควรเตรียม
หัวใจเขากระตุกด้วยความสิ้นหวัง แต่ความคิดถึงน้องสาวกลับทำให้เขาผลักตัวเองต่อไป
เซริอัสตัดสินใจไปห้องสมุดแห่งชาติอีกครั้ง คราวนี้เขาหวังว่าจะเจอเอเดรียนที่ทำงานหรือหาที่ปรึกษาใกล้ชิด แต่เมื่อถึงชั้นสาม ชั้นที่เขาเคยค้นหาสัญลักษณ์โบราณ ก็พบเพียงเอกสารและหนังสือเก่า ๆ วางเรียงรายเหมือนเดิม
เ้าหน้าที่บอกเขาว่าเอเดรียนไม่เคยมาที่นี่นับั้แ่สัปดาห์ก่อน เซริอัสยืนมองโต๊ะไม้ที่เคยเขานั่งอ่านหนังสือ ราวกับเวลาไม่เคลื่อนไหว ทุกสิ่งเงียบสงัด จนความรู้สึกโดดเดี่ยวซัดเข้ามาเต็มแรง
เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ แขนกอดอก มองเอกสารที่เขาเคยคัดลอกไว้แล้ว คิดถึงเอลิน่าอีกครั้ง
“น้องสาว…ฉันควรทำยังไงต่อไป” เขาพึมพำ เสียงฝนที่กระทบหน้าต่างเหมือนกระซิบคำตอบแต่ไม่เคยชัดเจน
ในใจเขารู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ระหว่างโลกสองใบ หนึ่งใบคือโลกที่เต็มไปด้วยความเป็จริงของความหายไปของเอลิน่า อีกใบคือโลกของสัญลักษณ์ที่เขายังไม่เข้าใจ
ระหว่างที่เขานั่งอยู่ เซริอัสสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ รอบตัว
แม้ไม่พบเอเดรียน เซริอัสไม่ยอมแพ้ เขาลุกขึ้น เดินไปยังมุมเก็บเอกสารพิเศษ หยิบหนังสือและแฟ้มที่เคยค้นดูมาก่อนออกมา เริ่มคัดลอกตัวอักษรที่เขายังไม่เข้าใจ พร้อมจดโน้ต
ทุกตัวอักษรที่เขาจดเป็เหมือนเบาะแสชั้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงไปยังสิ่งที่เอลิน่ากำลังเกี่ยวข้อง เขาจดจนดวงตาเริ่มล้า มือชา แต่ความคิดถึงน้องสาวยังผลักดันให้เขาไม่หยุด
ค่ำคืนล่วงมาถึง เซริอัสปิดไฟในห้องสมุด แพ็คเอกสารลงกระเป๋า เดินออกไปใต้แสงไฟสลัว ฝนโปรยบาง ๆ กลิ่นดินและความชื้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกักขังในโลกของความว่างเปล่า
“เอเดรียน…น้องสาว…ฉันจะตามหาความจริงให้เจอ ไม่ว่าใครจะอยู่หรือไม่อยู่” เขาพึมพำ มือกำแน่นกับหนังสือของเอลิน่า
แต่ขณะเดินออกจากประตู เขารู้สึกเหมือนมีใครหรือบางสิ่งมองเขาอยู่ในความมืด
เซริอัสก้าวต่อไป แต่หัวใจเต็มไปด้วยคำถาม
ทำไมเอเดรียนถึงหายไป?
น้องสาวอยู่ที่ไหน?
และตัวอักษรเหล่านี้กำลังพาเขาไปยังอะไร…
ฝนโปรยปรายยังคงไม่หยุด น้ำบนทางเท้าสะท้อนแสงไฟเป็ลวดลายประหลาด เซริอัสเดินกลับบ้าน ใจเขาร้อนรนเหมือนลุกเป็ไฟ แต่ก็รู้ว่าเส้นทางนี้ยังยาวไกล และเขาอาจต้องเผชิญสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของคนธรรมดา